ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่หมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว การก้าวเข้าสู่ปี 2569 นับเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสที่ซ่อนอยู่สำหรับนักลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) ได้ออกมาประเมินภาพรวมการลงทุนในปีนี้ภายใต้แนวคิดหลักที่ชื่อว่า “Riding the Wild Horse” ซึ่งเปรียบเสมือนการขี่ม้าพยศที่ต้องอาศัยทักษะและความระมัดระวัง โดยมองว่าแม้ตลาดการเงินโลกจะยังคงมีความผันผวนสูง แต่ก็ยังมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ หากนักลงทุนรู้จักเลือกสรรสินทรัพย์และจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แม้จะชะลอตัวลงแต่ก็ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ประกอบกับนโยบายการเงินของโลกที่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยประคับประคองบรรยากาศการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นนั้นมาจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก รวมถึงระดับราคาหรือ Valuation ของสินทรัพย์ในบางตลาดที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น ทำให้การลงทุนในปี 2569 นี้ จำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบและวินัยในการลงทุนที่สูงขึ้นกว่าเดิม ทางด้านตลาดหุ้นไทย InnovestX ได้ให้กรอบเป้าหมายดัชนี SET Index ไว้ที่ระดับ 1,350–1,400 จุด ซึ่งมองว่าตลาดยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในช่วงไตรมาสแรก โดยได้รับแรงส่งสำคัญจากการเลือกตั้งและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เกาะติดเศรษฐกิจโลก: ม้าพยศที่ต้องควบคุมด้วยความระมัดระวัง
มุมมองต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2569 นั้น เต็มไปด้วยพลวัตที่น่าจับตามอง โดย นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ได้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งว่า “การลงทุนในปี 2569 ที่คาดจะยังให้ผลตอบแทนที่ดี จากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตได้ แม้จะชะลอตัวลงบ้างแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แรงส่งจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐยังเป็นบวกต่อมาในช่วงต้นปี แต่มีความผันผวนของตลาดสูงขึ้น โดยเฉพาะใกล้เข้าสู่ช่วงกลางปีที่ความกังวลเงินเฟ้ออาจเพิ่มกลับขึ้นมา ดังนั้น การลงทุนในปี 2569 ต้องคัดสรรและกระจายตัวมากขึ้น จากความเสี่ยงการลงทุนที่เกิดจาก Valuation สูงขึ้นมากในหลายตลาด” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาพรวมจะดูเหมือนเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้เดินเรียบสนิทเหมือนในอดีต นักลงทุนจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับแรงสั่นสะเทือนที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินในช่วงกลางปี
นอกจากเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อแล้ว ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าระหว่างประเทศยังเป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม นายสุทธิชัย ยังได้กล่าวเสริมถึงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การปรับตัวลดลงของตลาดหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยระบุว่า “สงครามการค้าที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นจากบุคลิกของ ประธานาธิบดีทรัมป์ที่คาดเดาได้ยาก ทำให้ตลาดการเงินผันผวน เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สูง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจีน-ญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวัน ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงความขัดแย้งของสหรัฐฯ กับจีน และชาติยุโรปที่เคยเป็นพันธมิตรมายาวนาน” ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินโลกได้ทุกเมื่อ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตจึงเป็นหัวใจสำคัญ
เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างของปี 2569 ในเชิงมหภาค ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ได้ฉายภาพให้เห็นลักษณะเฉพาะของปีนี้ว่า “เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มเป็นลักษณะ Year of Two Halves โดยชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรกจากผลของสงครามการค้าและความล่าช้าของนโยบาย ก่อนฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะเดียวกัน การรวมกลุ่มของประเทศฝั่ง Global South โดยเฉพาะกลุ่ม BRIC จะมีบทบาทมากขึ้น ท่ามกลางการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจากโอกาสเกิดลานีญา (La Niña) ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลก” การแบ่งช่วงเวลาเศรษฐกิจออกเป็นสองครึ่งที่แตกต่างกันเช่นนี้ ทำให้นักลงทุนต้องวางกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
เจาะลึกเศรษฐกิจไทย: ความหวังจากการเลือกตั้งและการฟื้นตัว
สำหรับประเทศไทย ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน โดยเฉพาะการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงในทุกภาคส่วน กำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังคงเปราะบางจากปัญหาหนี้สินสะสม และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ InnovestX คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตได้ประมาณ 1.4% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขการเติบโตที่ระดับนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์รออยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ หนีไม่พ้นเรื่องของ “การเลือกตั้ง” ซึ่งจะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและการขับเคลื่อนนโยบาย หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว คณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถเร่งอนุมัติงบประมาณปี 2570 ได้ภายในไตรมาสที่ 2 เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ก็จะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณและการบังคับใช้กฎหมายงบประมาณไม่เกิดความล่าช้ามากนัก ความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดินและการใช้นโยบายการคลังจะเป็นกุญแจสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อทางการเมืองนี้
นอกจากนี้ นโยบายหาเสียงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่างๆ หากสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงส่งสำคัญ InnovestX ประเมินว่านโยบายเหล่านี้อาจทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจากกรณีฐาน (Base Case) ได้อีกประมาณ 0.12-0.50% (Percentage point) ซึ่งแม้จะดูเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากนัก แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ การเพิ่มขึ้นในระดับนี้ก็ถือว่ามีความหมายอย่างยิ่งต่อการจ้างงานและการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก
กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์: สมดุลและการคัดเลือกคือทางรอด
ภายใต้ความผันผวนที่รออยู่ InnovestX แนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นความสมดุล โดย นายรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Head of Trading Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวแนะนำว่า “กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในปี 2569 ควรเน้นความสมดุลระหว่างการอยู่ในตลาดและการคัดเลือกความเสี่ยงอย่างมีวินัย ภายใต้แนวคิด Stay Invested, Stay Selective โดยหุ้นโลก (Global Equity) ยังคงเป็นแกนหลักของพอร์ต เน้นกระจายการลงทุนไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ ที่ Valuation ยังเหมาะสม พร้อมให้น้ำหนักกับธีม AI, Digital Transformation และหุ้นขนาดกลาง–เล็กที่กำไรเริ่มฟื้นตัว” แนวคิดนี้ตอกย้ำว่า การถอยออกจากตลาดไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่การเลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้องต่างหากคือหัวใจของความสำเร็จ
สำหรับการเข้าถึงโอกาสการลงทุนเหล่านี้ นักลงทุนไทยสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่สะท้อนธีมการลงทุนหลักๆ เช่น SCBRS2000(A), KFCHINA-T10PLUS-A และ K-INDX หรือหากต้องการความคล่องตัวในการซื้อขาย InnovestX ก็มีทางเลือกอย่าง DR (Depositary Receipt) ที่ช่วยให้เข้าถึง ETF หรือหุ้นต่างประเทศรายตัวได้ผ่านตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ้นจีนอย่าง CHNXT5023, HSHD23, BABA23, SMIC23 หรือหุ้นญี่ปุ่นอย่าง SOFTBANK23, SUSHI23, TEL23 ซึ่งจะช่วยเสริมการกระจายพอร์ตให้มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมตลาดศักยภาพได้มากขึ้น
ในส่วนของสินทรัพย์ปลอดภัยและการกระจายความเสี่ยง นายรัฐศรัณย์ แนะนำเพิ่มเติมว่า สำหรับตราสารหนี้ ควรเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีที่มีอายุคงเหลือปานกลางราว 3–5 ปี เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin นั้น เหมาะสำหรับการลงทุนในสัดส่วนที่จำกัดเพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม และที่ขาดไม่ได้คือ “ทองคำ” ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน โดยแนะนำกองทุน UOBSG-H เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำ
คัดเน้นๆ หุ้นเด่น: จากระดับโลกสู่หุ้นไทยรายตัว
เมื่อเจาะลึกรายชื่อหุ้นที่น่าสนใจ นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ได้ให้คำแนะนำแบบเจาะจงโดยแบ่งตามภูมิภาคและธีมการลงทุน โดยกล่าวว่า “สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศ InnovestX แนะนำเน้นการลงทุนแบบ Selective โดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตชัดเจน โดยตลาดสหรัฐฯ ยังเด่นในกลุ่มเทคโนโลยีแพลตฟอร์มและสุขภาพ เช่น Amazon, Google, Meta และ Eli Lilly ขณะที่ยุโรปน่าสนใจในกลุ่มแบรนด์พรีเมียมและพลังงานสะอาด เช่น LVMH และ Orsted ส่วนจีนเน้นหุ้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐ อาทิ Tencent และ CATL” การเลือกหุ้นเหล่านี้สะท้อนถึงการมองหาบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
กลับมามองที่ตลาดหุ้นไทย นายสิทธิชัย แนะนำให้คัดเลือกหุ้นตามธีมการลงทุนที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ โดยกลุ่มแรกคือหุ้นปันผลคุณภาพ เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอท่ามกลางความผันผวน หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ AP และ KTB กลุ่มถัดมาคือหุ้นเติบโตที่กำไรเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ซึ่งเหมาะกับการลงทุนเชิงรุกเพื่อหวังผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา หุ้นที่น่าสนใจคือ MTC และ TRUE
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหุ้นฟื้นตัวและหุ้นที่มูลค่าปัจจุบันยังต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริง (Undervalued) ซึ่งยังมีความน่าสนใจในการเข้าสะสม โดยเฉพาะในกลุ่มท่องเที่ยว อาหาร และค้าปลีก ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการบริโภคและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ประกอบด้วย CENTEL, TU, CPALL และ OR รายชื่อหุ้นเหล่านี้ครอบคลุมทั้งหุ้นเชิงรับและเชิงรุก ทำให้นักลงทุนสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้
สรุปทิศทางและการเตรียมพร้อม
โดยสรุปแล้ว ปี 2569 แม้จะเป็นปีที่เปรียบเสมือนการขี่ม้าพยศที่ต้องใช้ความระมัดระวัง แต่ด้วยข้อมูลและบทวิเคราะห์ที่รอบด้านจาก InnovestX ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ก็ทำให้นักลงทุนสามารถมองเห็นทิศทางและจังหวะในการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดต่างประเทศ การเลือกหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง หรือการจับจังหวะจากปัจจัยบวกในประเทศอย่างการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถฝ่าฟันความผันผวนและสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจได้
InnovestX ยังคงมุ่งมั่นในการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนที่เดียวครบ ง่าย และได้เปรียบในทุกสภาวะตลาดทั่วโลก นักลงทุนที่ต้องการติดตามข้อมูลข่าวสาร บทวิเคราะห์เชิงลึก หรือมุมมองตลาดเพิ่มเติม สามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของ InnovestX ทั้งเว็บไซต์ www.innovestx.co.th/cafeinvest รวมถึง Facebook และ LINE Official: @InnovestX เพื่อให้ไม่พลาดทุกโอกาสสำคัญในการลงทุน
#InnovestX #InnovestXResearch #RidingTheWildHorse #หุ้นไทยปี69 #เศรษฐกิจโลก #ลงทุนหุ้นต่างประเทศ #SETIndex #SCBXGroup #วางแผนการเงิน

