เจาะลึก NT ปี 69 กำไรพุ่ง 1,900ล้าน เร่งลุยคลาวด์ พลิกโฉมรัฐบาลดิจิทัล

เจาะลึก NT ปี 69 กำไรพุ่ง 1,900ล้าน เร่งลุยคลาวด์ พลิกโฉมรัฐบาลดิจิทัล

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กำลังก้าวเข้าสู่ปีศักราชใหม่ 2569 ด้วยวิสัยทัศน์ที่แข็งแกร่งและชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ภายใต้การนำของพันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการพลิกโฉมองค์กรภาครัฐให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

โดยในปีนี้ NT ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่การเป็นองค์กรหลักที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมในทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของรัฐบาลที่ต้องการเห็นประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค ความสำเร็จที่ผ่านมาในปี 2568 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของ NT ด้วยผลประกอบการที่ทำรายได้รวมกว่า 55,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิถึง 1,900 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจและดีกว่าแผนธุรกิจที่วางไว้

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ NT กล้าที่จะวางเดิมพันครั้งใหญ่ในปี 2569 ด้วยการเร่งขยายธุรกิจใหม่ที่เน้นคลาวด์และโซลูชันด้าน Government Transformation หรือการเปลี่ยนผ่านภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว การประกาศทิศทางธุรกิจในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การแถลงแผนงานประจำปี แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ที่พร้อมจะเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรในทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกถึงยุทธศาสตร์สำคัญของ NT ว่าจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปในทิศทางใด และโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีมหาศาลเพียงใด


ยุทธศาสตร์ Cloud First: หัวใจสำคัญของการปฏิรูประบบราชการ

หนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดของNT ในปี 2569 คือการผลักดันกลุ่มธุรกิจดิจิทัลให้เติบโตเพื่อรองรับความต้องการของภาครัฐที่กำลังตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หรือ Digital Transformation โดยคาดหวังว่ากลุ่มธุรกิจนี้จะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2568 กลไกสำคัญที่ NT ใช้เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนคือโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ GDCC (Government Data Center and Cloud) ซึ่งเป็นโครงการที่ NTได้พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนยาวไปจนถึงปี 2568 โดยมีเป้าหมายหลักคือการรวมศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยเข้ามาใช้งานร่วมกันบนระบบคลาวด์กลางที่มีความปลอดภัยและเสถียรภาพสูง การรวมศูนย์ข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลง่ายขึ้น แต่ยังช่วยลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนด้านไอทีในแต่ละหน่วยงาน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของระบบราชการไทยมาอย่างยาวนาน

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานโครงการ GDCC นั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง ปัจจุบันระบบคลาวด์กลางนี้ให้บริการ Virtual Machine (VM) ไปแล้วกว่า 62,748 VM รองรับการใช้งานของหน่วยงานภาครัฐถึง 1,202 หน่วยงาน และครอบคลุมระบบงานกว่า 3,896 ระบบ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่หน่วยงานต่างๆ มีต่อระบบของNT และที่สำคัญที่สุดคือ โครงการนี้สามารถช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐไปได้แล้วกว่า 5,000 ล้านบาท ตัวเลขการประหยัดงบประมาณนี้มีความหมายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เพราะนั่นหมายถึงรัฐบาลจะมีเม็ดเงินเหลือไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น และยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการใช้งบประมาณแผ่นดินให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดผ่านเทคโนโลยี

นอกจากนี้ NT ยังได้ต่อยอดความสำเร็จไปสู่การพัฒนาคลาวด์กลาง GDCC Open Data ภายใต้นโยบาย “Cloud First” ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันให้บริการภาครัฐไปแล้วจำนวน 23,155 VM เพื่อรองรับโครงการสำคัญระดับประเทศมากมาย ตัวอย่างโครงการที่เห็นภาพชัดเจน ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งต้องอาศัยระบบการเชื่อมโยงข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉิน การจัดทำเว็บไซต์โรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงระบบแพลตฟอร์มการชำระเงิน (Payment Platform) และระบบการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การที่NT เข้าไปเป็นกระดูกสันหลังให้กับโครงการเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีคลาวด์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

ปูพรม e-Office และระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร

นอกจากการวางรากฐานด้านคลาวด์แล้ว NTยังรุกหนักในตลาดโซลูชันเพื่อการบริหารจัดการสำนักงาน หรือ e-Office ภายใต้ระบบคลาวด์กลาง GDCC โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนระบบงานเอกสารให้เป็นรูปแบบ e-Document หรือ Paperless อย่างสมบูรณ์ แนวคิดนี้คือการปฏิวัติกระบวนการทำงานของข้าราชการไทยให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และตรวจสอบได้ ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัลอย่างแท้จริง ปัจจุบันโซลูชัน e-Office ของNT ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีการใช้งานแล้วถึง 53.33% หรือคิดเป็นจำนวน 4,152 หน่วยงาน จากทั้งหมด 7,842 หน่วยงานทั่วประเทศ

ตัวเลขผู้ใช้งานในระบบ e-Office นี้มีจำนวนมหาศาล โดยมีผู้ใช้งานในกลุ่ม อปท. กว่า 115,569 ยูสเซอร์ และในกลุ่มลูกค้าองค์กรภาครัฐอีก 110 หน่วยงาน ที่มีผู้ใช้งานกว่า 129,000 ยูสเซอร์ ปริมาณผู้ใช้งานหลักแสนคนนี้สะท้อนให้เห็นถึง Ecosystem ขนาดใหญ่ที่NT กำลังสร้างขึ้น ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนาต่อยอดบริการอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ NTไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้บริการซอฟต์แวร์ แต่กำลังมุ่งเน้นการพัฒนาอีโคซิสเต็มคลาวด์ที่ครบวงจร (Cloud Ecosystem) ทั้งในรูปแบบซอฟต์แวร์ (SaaS), แพลตฟอร์ม (PaaS) และโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) เพื่อรองรับนโยบาย Cloud First ของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ความน่าสนใจอีกประการคือการที่NT เตรียมเพิ่มบริการด้าน Big Data และ AI เข้ามาเสริมทัพมากขึ้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้บริการของภาครัฐมีความอัจฉริยะมากขึ้น สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแม่นยำ นี่คือโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่NT มองเห็นและกำลังผลักดันให้เกิดขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมศักยภาพในการให้บริการ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์เทคโนโลยีโลกที่กำลังมุ่งไปสู่ยุคของ AI-Driven Organization

เปิดประตูรับพันธมิตร สู่ธุรกิจ New S-Curve

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ การดำเนินงานเพียงลำพังอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด NTจึงประกาศเปิดกว้างความร่วมมือกับพันธมิตรในทุกเซ็กเตอร์ (Sector) ทั้งภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรจากต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจใหม่และต่อยอดธุรกิจเดิม พันเอก สรรพชัยย์ ระบุชัดเจนว่า NTพร้อมที่จะพิจารณาสรรหาพันธมิตรในธุรกิจด้านคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ไมโครเซอร์วิส ซิสเต็มอินทิเกรชัน และโซลูชันด้านการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดิจิทัล เป้าหมายของความร่วมมือนี้คือการพัฒนาบริการที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วนได้อย่างยั่งยืน โดยใช้จุดแข็งของNT ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจโทรคมนาคมและมีฐานลูกค้าภาครัฐที่แข็งแกร่ง ผสานกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของพันธมิตร

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพันธมิตรของNT นั้นให้ความสำคัญกับเรื่อง “ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส” เป็นที่ตั้ง NTเน้นย้ำว่าจะเลือกพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจโดยปฏิบัติตามกฎหมาย มีจรรยาบรรณ และมีมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การเปิดกว้างเช่นนี้ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถและความคล่องตัวในการดำเนินงาน ลดความซ้ำซ้อน และลดต้นทุนการดำเนินงานในภาพรวม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ให้มีความยืดหยุ่นเหมือนบริษัทเอกชน

การเปิดรับพันธมิตรนี้ยังรวมถึงการดึงดูดผู้ให้บริการ OTT (Over-The-Top) ระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่ง NTมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การที่มีพันธมิตรระดับโลกเข้ามาลงทุน ไม่เพียงแต่จะนำเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศ แต่ยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ (Know-how) ซึ่งจะช่วยยกระดับบุคลากรด้านไอทีของไทยให้มีศักยภาพเทียบเท่าระดับสากล นี่คือกลยุทธ์ Win-Win ที่ NTวางไว้เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับองค์กรและเศรษฐกิจไทย

ปั้นไทยเป็นฮับอาเซียน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก

อีกหนึ่งมิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือบทบาทของNT ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานกลาง หรือ “Neutral Infrastructure Provider” NTมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนการควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลาง (Infrastructure Sharing) เพื่อให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายอื่นสามารถใช้งานโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันได้ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและช่วยให้ประหยัดงบประมาณในภาพรวมของประเทศ โดยขณะนี้มีการดำเนินโครงการนำร่องบริการ Single Last Mile เช่น โครงการเดินสายไฟเบอร์ทั่วประเทศ และโครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองให้สวยงามขึ้นอีกด้วย

ในระดับระหว่างประเทศ NTมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาคอาเซียนตอนบน ในปีที่ผ่านมา NTได้เปิดใช้งานระบบเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ ADC ทำให้ปัจจุบัน NTมีระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งหมดถึง 8 ระบบ ได้แก่ FLAG, SMW4, TIS, AAG, SJC, APG, AAE-1 และ ADC การมีระบบเคเบิลใต้น้ำที่หลากหลายและมีเส้นทางสำรอง (Diversity) เชื่อมโยงกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ถือเป็นศักยภาพที่โดดเด่นของNT ที่ยากจะหาใครเทียบเทียม และเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

นอกจากโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำแล้ว NTยังขยายขอบเขตไปสู่บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) โดยร่วมเป็นพันธมิตรกับ Eutelsat OneWeb เทคโนโลยีดาวเทียมนี้จะเข้ามาช่วยขยายการเข้าถึงบริการดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ การผสมผสานระหว่างโครงข่ายภาคพื้นดิน เคเบิลใต้น้ำ และดาวเทียม ทำให้NT สามารถบริหารความสมดุลของโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ (Balanced traffic) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านโทรคมนาคมให้กับประเทศไทยในระยะยาว

บทสรุป: ก้าวที่มั่นคงสู่ปี 2569

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าNT ในปี 2569 มีทิศทางที่ชัดเจนในการปรับเปลี่ยนตัวเองจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม สู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ผลประกอบการในปี 2568 ที่ทำกำไรสุทธิได้ถึง 1,900 ล้านบาท เป็นเครื่องยืนยันว่ากลยุทธ์ที่วางไว้นั้นมาถูกทาง โดยรายได้หลักยังคงมาจากกลุ่มธุรกิจสื่อสารไร้สาย กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจดิจิทัลที่มีแนวโน้มเติบโตสูง การรักษาลูกค้าเดิมควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้สินทรัพย์ให้คุ้มค่า ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินขององค์กร

การปรับจุดยืนมาเน้นบทบาท Neutral Infrastructure Provider และการผลักดัน Infrastructure Sharing ไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้รูปแบบใหม่ให้กับNT แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย การลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนในภาพรวมของประเทศ จะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของNT ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

สุดท้ายนี้ การขับเคลื่อนของNT ในปี 2569 ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล การเตรียมความพร้อมทั้งในด้านคลาวด์ AI และโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค จะเป็นฐานที่มั่นคงให้ภาครัฐและภาคเอกชนไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี นี่คือภารกิจที่ท้าทายแต่เปี่ยมไปด้วยโอกาส และNT ก็ได้ประกาศความพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อสร้างอนาคตดิจิทัลที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกคน


#NT #เศรษฐกิจดิจิทัล #CloudFirst #GDCC #GovernmentTransformation #โครงสร้างพื้นฐาน #โทรคมนาคม #ธุรกิจใหม่ #AI #DataCenter #ข่าวเศรษฐกิจ #TheReporterAsia

Related Posts