ในยุคที่ความโปร่งใสกลายเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นทางการค้าและการลงทุนระดับโลก การกวาดล้างคอร์รัปชันจึงไม่ใช่เพียงแค่การรักษาความยุติธรรม แต่คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 18 ปี ภายใต้แนวคิดที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันแรงกล้าอย่าง “พลังศรัทธา พลังล่าทุจริต” โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานในพิธี เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการทำงานเชิงรุกที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย
การเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 18 ปีในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกถึงจุดเริ่มต้นขององค์กรตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพของเครือข่ายต่อต้านการทุจริตที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยมีนายอำนาจ พวงชมภู ประธานกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วยนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและเขต 1-9 รวมกว่า 250 คน เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเป็นหน่วยงานที่พึ่งหวังของประชาชนอย่างแท้จริงในยุคดิจิทัล
ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดในงานนี้คือการสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของ ป.ป.ท. ที่ไม่ได้ทำงานแบบตั้งรับอีกต่อไป แต่เป็นการรุกคืบเข้าหาปัญหาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่า ความโปร่งใสของภาครัฐคือ “สินค้าส่งออก” ที่สำคัญที่สุดที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าสู่ประเทศไทย หากเราสามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกมานานได้ ประเทศไทยจะก้าวกระโดดขึ้นเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างสง่างามและมีความมั่นคงในสายตาชาวโลก
หลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” กลยุทธ์ใหม่สยบคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการทำงานที่ว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ท่านระบุว่าความเท่าเทียมกันในการตรวจสอบคือบรรทัดฐานใหม่ของรัฐบาลชุดนี้ โดยจะไม่สนว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นใคร มีอำนาจล้นฟ้าหรือมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองเพียงใด แต่จะพิจารณาจากพฤติการณ์และการกระทำผิดเป็นสำคัญ การดำเนินการทางวินัยและอาญาจะต้องมีความชัดเจน รวดเร็ว และปราศจากการแทรกแซงโดยเด็ดขาด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีความศักดิ์สิทธิ์และเชื่อถือได้ในทุกมิติ
ในมุมมองเชิงเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีชี้ให้เห็นว่าเรื่องที่ประชาชนและนักธุรกิจพูดถึงมากที่สุดคือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการทำธุรกิจและประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น การทำงานของ ป.ป.ท. จึงต้องมีความเป็นระบบและเป็นปัจจุบันที่สุด โดยเน้นย้ำให้มีการจัดการคดีทุจริตไม่ให้มีคดีตกค้าง เพื่อให้ภาคเอกชนมั่นใจว่าหากเกิดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจและสร้างบรรยากาศการลงทุนที่โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกคน
นอกจากนี้ ท่านยังได้มอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ 3 ประการที่เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องยึดถือเป็นเกณฑ์มาตรฐาน คือ การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักนิติธรรมและการบริหารแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล การบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงธรรมและไม่ยอมจำนนต่ออิทธิพลหรือแรงกดดันใดๆ จะเป็นเกราะกำบังสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสง่างามและได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับสากล
กฎหมายใหม่ฉบับที่ 4 เสริมเขี้ยวเล็บ ป.ป.ท. รุกฆาตเจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบ
ด้านนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 ซึ่งได้รับการเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้กับองค์กรในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติมิชอบได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการปรับปรุงบทบัญญัติให้ครอบคลุมถึงรูปแบบการทุจริตที่ซับซ้อนในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายที่สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่
กฎหมายใหม่นี้ไม่เพียงแต่เน้นการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงรุกผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับกลุ่มเครือข่ายกว่า 260 แห่งทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาในการเฝ้าระวังการทุจริตในระดับพื้นที่ การที่ ป.ป.ท. สามารถขยายเครือข่ายได้ครอบคลุมเช่นนี้ ช่วยให้การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐเป็นไปอย่างทั่วถึง ลดช่องว่างในการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยเฉพาะในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีมูลค่าสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศ หากสามารถอุดรอยรั่วเหล่านี้ได้ เม็ดเงินงบประมาณจะถูกนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
นอกเหนือจากการปรับปรุงกฎหมายแล้ว ป.ป.ท. ยังได้พัฒนาโครงสร้างองค์กรให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์การทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสืบสวนสอบสวนและการบริหารจัดการคดี เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน และเพิ่มความโปร่งใสในทุกกระบวนการ การปรับปรุงในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ป.ป.ท. พร้อมที่จะยืนหยัดเป็นหน่วยงานหลักในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติและประชาชน โดยมุ่งหวังที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตในทุกรูปแบบ

ยุทธศาสตร์ 5 ปี ยกระดับค่า CPI ไทยสู่มาตรฐานโลกและเป้าหมาย OECD
เป้าหมายที่ทะเยอทะยานที่สุดของสำนักงาน ป.ป.ท. ในก้าวต่อไป คือการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่นักลงทุนทั่วโลกใช้พิจารณาก่อนตัดสินใจนำเงินมาลงทุนในประเทศต่างๆ โดย ป.ป.ท. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการยกระดับค่าคะแนน CPI ระยะ 5 ปี เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาความโปร่งใสของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ซึ่งแผนนี้จะครอบคลุมทั้งการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดทุจริต
นอกจากเป้าหมายด้านดัชนีชี้วัดแล้ว ป.ป.ท. ยังได้ขยายบทบาทในเวทีระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมเป็นสมาชิก The United Nations GlobE Network และกำลังขับเคลื่อนเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ยึดมั่นในหลักการธรรมาภิบาลและการค้าเสรี การก้าวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD จะเป็นการการันตีว่าประเทศไทยมีมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
ในมิติของการสนับสนุนการลงทุน ป.ป.ท. ได้จัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนการบริการภาครัฐสำหรับนักลงทุนและชาวต่างชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ การนำร่องจัดตั้งศูนย์ประสานงานในพื้นที่ EEC นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกและคุ้มครองนักลงทุนจากการถูกเรียกรับผลประโยชน์หรือการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดใจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
เชิดชูเกียรติ 8 ข้าราชการน้ำดี ต้นแบบความซื่อสัตย์ “พลังศรัทธา” ของแผ่นดิน
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานวันสถาปนาครบรอบ 18 ปี คือพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติพนักงานและเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 จำนวน 8 ราย ซึ่งถือเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละ โดยรางวัลพนักงาน ป.ป.ท. ระดับดีเด่น ตกเป็นของ นางสาวกชมน สุธีรวัฒนกุล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ จากกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 4 ผู้มีผลงานโดดเด่นในการแกะรอยและดำเนินคดีทุจริตที่ซับซ้อน ขณะที่รางวัลด้านงานปราบปรามตกเป็นของ นางสาวสิวลี นันทนพิบูล ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของผู้หญิงในงานสายสืบสวนที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและหัวใจที่กล้าหาญ
ในส่วนของงานป้องกันและงานสนับสนุน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญไม่แพ้กัน รางวัลเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ระดับดีเด่นด้านงานป้องกันเป็นของ นายนนทพัฒน์ สิงห์ประยูร จากสำนักงาน ปปท. เขต 6 และด้านงานสนับสนุนเป็นของ นางสาวกนิษฐา แก้วสาร จากสำนักงานเลขาธิการ นอกจากนี้ยังมีรางวัลในระดับ “ดี” ที่มอบให้กับข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ได้แก่ นายณัฐพล ม่วงคราม, นางอิงลักษมิ์ ร่างเล็ก, นายกัลณวิชญ์ นวลจันทร์ และนางสาวชญาดา ดีเปี่ยม ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วมงานในการต่อต้านการทุจริตอย่างไม่ย่อท้อ
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวทิ้งท้ายในพิธีมอบรางวัลว่า ข้าราชการเหล่านี้คือ “พลังศรัทธา” ที่แท้จริงของประเทศ การมอบรางวัลไม่ใช่เพียงการประกาศชื่อ แต่เป็นการยืนยันว่าความดีและความซื่อสัตย์จะมีที่ยืนอย่างสง่างามในสังคมไทย ท่านขอให้ทุกคนร่วมกันสร้างผลงานที่มีคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม และไม่ยอมแพ้ต่ออิทธิพลมืด เพื่อให้สำนักงาน ป.ป.ท. เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อใจและภาคภูมิใจ เพราะเมื่อภาครัฐโปร่งใส ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและความสุขของประชาชนก็จะตามมาอย่างยั่งยืนในที่สุด
#ปปท #ล่าทุจริต #อนุทิน #ความโปร่งใส #เศรษฐกิจไทย #CorruptionFree #TheReporterAsia #ศรัทธาพลังล่าทุจริต #EEC #CPI

