Samsung ทุบสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับอานิสงส์ชิป AI

Samsung ทุบสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับอานิสงส์ชิป AI

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ประกาศศักดาความเป็นผู้นำเทคโนโลยีโลก เผยผลประกอบการไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2025 สร้างปรากฏการณ์รายได้และกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อานิสงส์จากความต้องการชิปหน่วยความจำ HBM ที่พุ่งสูงขึ้นตามกระแสปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเดินหน้าอัดงบวิจัยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เตรียมส่ง HBM4 และ Galaxy S26 สู้ศึกปี 2026


ปรากฏการณ์รายได้ทะลุเพดาน: บทพิสูจน์ความแข็งแกร่งในยุค AI

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) สร้างความฮือฮาให้กับวงการเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยการรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2025 ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยบริษัทสามารถทำรายได้รวม (Consolidated Revenue) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 93.8 ล้านล้านวอน ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่มหาศาลในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลกในขณะนี้

ในส่วนของกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ก็สามารถทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเช่นเดียวกัน โดยแตะระดับ 20.1 ล้านล้านวอน ความสำเร็จนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการวางยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High-value-added products) และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของค่าเงิน แต่ซัมซุงยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างโดดเด่น ซึ่งเป็นการตอกย้ำสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

เมื่อพิจารณาภาพรวมตลอดทั้งปีงบประมาณ 2025 ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ สามารถสร้างรายได้รวมต่อปีอยู่ที่ 333.6 ล้านล้านวอน และมีกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 43.6 ล้านล้านวอน ตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่ากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของซัมซุงที่ปรับตัวเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบนั้นกำลังออกดอกออกผลอย่างงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งในปีนี้มีการลงทุนรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37.7 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายถึง 2 ล้านล้านวอน เพื่อปูทางสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมแห่งอนาคต

ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ (DS): พระเอกขี่ม้าขาวดันกำไรพุ่ง

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของซัมซุงในครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากกลุ่มธุรกิจ Device Solutions (DS) หรือธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ที่ทำผลงานได้อย่างร้อนแรง โดยในไตรมาสที่ 4 กลุ่มธุรกิจนี้มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการที่ธุรกิจหน่วยความจำ (Memory Business) สามารถสร้างรายได้และกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาตลาดที่พุ่งสูงขึ้นและความต้องการที่ล้นหลามในกลุ่มผลิตภัณฑ์หน่วยความจำแบนด์วิดธ์สูง หรือ HBM (High Bandwidth Memory) รวมถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอื่นๆ ที่ใช้ในเซิร์ฟเวอร์ AI

แม้ว่าในไตรมาสที่ 4 จะมีข้อจำกัดด้านอุปทานสินค้า แต่ธุรกิจหน่วยความจำของซัมซุงก็ยังสามารถบริหารจัดการและตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะความต้องการ DRAM แบบดั้งเดิมที่ยังคงแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการขยายยอดขาย HBM ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มผู้ให้บริการ Cloud และ Data Center ชั้นนำทั่วโลก การมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูงอย่าง Server DDR5 และ Enterprise SSDs ช่วยให้กลุ่มธุรกิจนี้สามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ชดเชยความผันผวนในส่วนอื่นๆ ของตลาดได้เป็นอย่างดี

สำหรับทิศทางในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 กลุ่มธุรกิจ DS คาดการณ์ว่าความต้องการด้าน AI และเซิร์ฟเวอร์จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการสร้างการเติบโตเชิงโครงสร้าง ซัมซุงได้วางแผนที่จะเริ่มส่งมอบผลิตภัณฑ์ HBM4 ภายในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีประสิทธิภาพระดับผู้นำอุตสาหกรรมที่ความเร็ว 11.7Gbps เป้าหมายสำคัญคือการทวงคืนและตอกย้ำตำแหน่งผู้นำในตลาด HBM ระดับไฮเอนด์ กลับมาครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด และผลักดันยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งในส่วนของ DRAM และ NAND ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

Foundry และ System LSI: ก้าวสำคัญสู่นวัตกรรม 2 นาโนเมตร

ในขณะที่ธุรกิจหน่วยความจำกำลังไปได้สวย ธุรกิจ Foundry หรือบริการรับจ้างผลิตชิปของซัมซุงก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง แม้ว่าผลกำไรในไตรมาส 4 จะยังถูกกดดันจากต้นทุนชั่วคราวและการปรับปรุงผลผลิต แต่รายได้รวมยังคงเพิ่มขึ้นจากความต้องการของลูกค้าในตลาดหลัก สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการที่ซัมซุงได้เริ่มเดินสายการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) สำหรับชิปเทคโนโลยีระดับ 2 นาโนเมตร รุ่นแรก (First-generation 2nm) แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทางเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้

นอกจากความก้าวหน้าด้านกระบวนการผลิต 2 นาโนเมตรแล้ว ธุรกิจ Foundry ยังได้เริ่มส่งมอบผลิตภัณฑ์ 4nm HBM base-die ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับแพ็กเกจหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง สำหรับทิศทางในปี 2026 ธุรกิจ Foundry ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในระดับเลขสองหลัก (Double-digit growth) โดยจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีโหนดขั้นสูง (Advanced Nodes) และเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตกระบวนการ 4 นาโนเมตรที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพและการใช้พลังงาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม High Performance Computing (HPC) และกลุ่มโมบายล์ที่มีความต้องการชิปประสิทธิภาพสูง

ทางด้านธุรกิจ System LSI แม้ว่าผลประกอบการจะลดลงในไตรมาส 4 เนื่องจากความต้องการตามฤดูกาลที่อ่อนตัวลงและการปรับตารางสินค้าของลูกค้าหลัก แต่รายได้จากเซ็นเซอร์รับภาพ (Image Sensor) กลับเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยได้รับแรงหนุนจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความละเอียดสูงระดับ 200 ล้านพิกเซล และ 50 ล้านพิกเซล ในปี 2026 ซัมซุงวางแผนที่จะเร่งสร้างผลกำไรด้วยการขยายยอดขาย System-on-Chip (SoC) ที่มีประสิทธิภาพแตกต่าง และรักษาความเป็นผู้นำด้านเซ็นเซอร์ภาพด้วยเทคโนโลยี Nanoprism ที่ช่วยเพิ่มความไวแสง ตอบโจทย์การถ่ายภาพในสมาร์ทโฟนยุคใหม่

สมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้า: ปรับทัพรับศึกหนักด้วย AI เต็มรูปแบบ

ข้ามมาที่ฝั่งสินค้าผู้บริโภค กลุ่มธุรกิจ Mobile eXperience (MX) หรือธุรกิจสมาร์ทโฟน ต้องเผชิญกับความท้าทายในไตรมาส 4 โดยรายได้ลดลงตามฤดูกาลหลังจากที่ผลกระทบของการเปิดตัวรุ่นใหม่ลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลอดปี 2025 ธุรกิจนี้ยังคงทำกำไรได้ในระดับเลขสองหลักจากการเติบโตของกลุ่มสินค้าเรือธง (Flagship) รวมถึงยอดขายแท็บเล็ตและอุปกรณ์สวมใส่ที่ยังคงรักษาระดับได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งทั้งในและนอกประเทศ

ไฮไลต์สำคัญที่ทั่วโลกจับตามองคือแผนการในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ซึ่งซัมซุงเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีส์เรือธงรุ่นใหม่ “Galaxy S26” โดยประกาศชัดเจนว่าจะมาพร้อมกับประสบการณ์ “Agentic AI” หรือ AI ที่มีความสามารถในการคิดและกระทำการแทนผู้ใช้ได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟน AI นอกจากนี้ ซัมซุงยังวางแผนที่จะขยายความเป็นผู้นำด้าน Mobile AI ไปสู่รูปแบบผลิตภัณฑ์ (Form factors) ที่บางและเบาขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (DA) และจอภาพ (Visual Display) แม้ไตรมาส 4 จะประสบปัญหาขาดทุนจากการดำเนินงานเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ซัมซุงไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีแผนพลิกฟื้นสถานการณ์ในปี 2026 ด้วยการนำ AI เข้ามาบูรณาการในทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นทีวี Micro RGB, ทีวี OLED และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ นอกจากนี้ การเข้าซื้อกิจการ FläktGroup ผู้นำด้านระบบปรับอากาศระดับโลก จะช่วยเสริมแกร่งธุรกิจ HVAC ของซัมซุงให้เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาด B2B และ Subscription

ทิศทาง Samsung ปี 2026: มุ่งสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว

บทสรุปจากรายงานผลประกอบการครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า “AI” ไม่ใช่แค่กระแสสำหรับซัมซุง แต่เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการผลิตชิปและหน่วยความจำ ไปจนถึงปลายน้ำอย่างสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้า ซัมซุงกำลังทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อเป็นผู้นำในยุค AI Era อย่างแท้จริง การลงทุนด้าน R&D ที่สูงเป็นประวัติการณ์คือหลักประกันว่าซัมซุงจะไม่หยุดนิ่งในการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์โลกอนาคต

“ในปี 2026 กลุ่มธุรกิจ DS มีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในยุค AI ด้วยความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความต้องการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งในส่วนของ DRAM และ NAND”

— แถลงการณ์จาก ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

ความท้าทายในปี 2026 ยังคงมีอยู่ ทั้งจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง แต่ด้วยพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เชื่อว่าซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จะยังคงเป็นพยัคฆ์ติดปีกที่สามารถทะยานไปข้างหน้าและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกได้อย่างแน่นอน นักลงทุนและผู้บริโภคต่างต้องจับตาดูว่านวัตกรรม AI จากซัมซุงจะเปลี่ยนโลกไปในทิศทางใดในปีมังกรไฟนี้


#Samsung #SamsungEarnings #AIChip #HBM4 #GalaxyS26 #TechNews #Economy #Semiconductor #TheReporterAsia #BusinessReview #Investment

Related Posts