ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังกลายเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อผู้นำด้านโครงข่ายดิจิทัลเบอร์หนึ่งของไทยอย่าง AIS ได้ประกาศเปิดตัว “AISpace” (เอไอ สเปซ) อย่างเป็นทางการ นี่ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการปักธงครั้งใหญ่เพื่อประกาศศักดาในการเป็นศูนย์กลางระบบนิเวศ AI ที่สมบูรณ์แบบที่สุดรายแรกของไทย โดยมุ่งเน้นการทลายกำแพงความยุ่งยากและต้นทุนที่สูงลิ่ว เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของคนไทยที่มีสถิติการใช้งาน AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อมูลการสำรวจล่าสุดที่ถูกเปิดเผยภายในงานแถลงข่าว ระบุว่าในปีที่ผ่านมา คนไทยมีความตื่นตัวในการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับการทำงานสูงถึง 72% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 54% สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของบุคลากรไทยที่ต้องการเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานและใช้ชีวิต ตัวเลขที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือสัดส่วนของผู้ใช้งาน AI เป็นประจำทุกวันได้เพิ่มขึ้นจาก 17% ในปีก่อนหน้า มาเป็น 24% หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรที่ใช้งานดิจิทัล ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้งานนั้น 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามยืนยันว่า AI ช่วยเพิ่มผลผลิต (Productivity) ให้ดีขึ้น และช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การเปิดตัว AISpace ในวันนี้จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาด โดย AIS ได้วางกลยุทธ์ให้ AISpace เป็น “พื้นที่รวม AI เพื่อคนไทย” ที่รวบรวมสุดยอดโมเดล AI จากพันธมิตรชั้นนำทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น SparkChat, Alisa AI, Microsoft 365 Copilot, BigBot, Replika ไปจนถึง Google Gemini มารวมไว้ในที่เดียว สิ่งนี้จะช่วยแก้ปัญหา Pain Point หลักของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการสมัครสมาชิกหลายแพลตฟอร์ม และภาระค่าใช้จ่ายที่บานปลายจากการจ่ายค่าบริการแยกย่อย รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่ง AIS ได้เข้ามาเป็นตัวกลางในการคัดสรรและบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ AI-Powered Ecosystem ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
การขยับตัวของ AIS ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านองค์กรจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telco) สู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีโทรคมนาคมอัจฉริยะ (Cognitive Tech-Co) อย่างเต็มรูปแบบ ภายในงานเปิดตัว ผู้บริหารได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการใช้งาน AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดย AIS ได้พัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “AI-Powered Network Ecosystem” ซึ่งเป็นการผสานรวมศักยภาพของโครงข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เข้ากับนวัตกรรม AI เพื่อให้การประมวลผลและการใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือมีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ใช้งานในประเทศไทย
นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS ได้กล่าวเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “AISpace ที่เป็นมากกว่าแพลตฟอร์ม แต่คือ ‘พื้นที่รวม AI เพื่อคนไทย’ ที่คัดสรรเทคโนโลยีจากพันธมิตร AI ระดับโลกมาไว้ในที่เดียว ให้ทั้งบุคคลและองค์กรเลือกใช้ได้ง่าย เหมาะกับงาน เข้าถึงได้ในราคาที่จับต้องได้ และชำระผ่านบิล AIS เพื่อลดอุปสรรคในการเริ่มต้นใช้งาน โดยเราเชื่อว่า AI ไม่ได้มาแทนที่คน แต่ช่วยยกระดับศักยภาพ เพิ่มโอกาสใหม่ๆ และเร่งให้ AI ถูกนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้เทคโนโลยีชั้นสูงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถจับต้องและใช้ประโยชน์ได้จริง
ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน AIS ไม่ได้มองเพียงแค่การขายบริการ แต่ยังมองลึกไปถึงการบริหารจัดการเครือข่ายด้วย AI โดยมีการนำ AI เข้ามาช่วยในการคำนวณและบริหารจัดการพลังงานในสถานีฐาน ซึ่งสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 5% ของค่าไฟทั้งหมด นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุขัดข้องที่สถานีฐาน AI ยังสามารถสั่งการอัตโนมัติให้สถานีข้างเคียงขยายขอบเขตสัญญาณ เข้ามาครอบคลุมพื้นที่ที่มีปัญหาได้ทันที นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น และเป็นรากฐานสำคัญที่จะรองรับบริการ AI ขั้นสูงอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคตผ่าน AISpace

เจาะลึก “SparkChat” และ “Alisa” หัวหอกบุกตลาดผู้ใช้งานทั่วไป
ไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวครั้งนี้ คือแอปพลิเคชัน “SparkChat” ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็น “The Aggregator” หรือศูนย์รวมโมเดล AI ชั้นนำของโลกไว้ในแอปเดียว จุดเด่นของ SparkChat คือความสามารถในการเชื่อมต่อกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) หลากหลายตัว เช่น ChatGPT, Gemini, Claude และอื่นๆ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องสลับแอปไปมา ความพิเศษที่เหนือกว่านั้นคือ SparkChat มาพร้อมกับ “AI Agent” ถึง 20 ตัว ที่ถูกเทรนมาเฉพาะด้านเพื่อตอบโจทย์คนไทยโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยวางแผนการเงิน, ผู้ช่วยเก็งข้อสอบสำหรับนักเรียน, ผู้ช่วยสายมูเตลูที่ทำนายฝันและดูไพ่ทาโรต์ได้ หรือแม้แต่ผู้ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรม MBTI การมี Agent เฉพาะทางเช่นนี้จะช่วยให้คำตอบที่ได้มีความแม่นยำและตรงจุดมากกว่าการถาม AI แบบกว้างๆ ทั่วไป
ในด้านราคา AIS ได้ใช้กลยุทธ์ “Price Discrimination” เพื่อจูงใจลูกค้าในเครือข่าย โดยแพ็กเกจ SparkChat ปกติสำหรับบุคคลทั่วไปจะอยู่ที่ 599 บาทต่อเดือน แต่สำหรับลูกค้า AIS จะได้รับสิทธิ์พิเศษในราคาเพียง 399 บาทต่อเดือน ซึ่งราคานี้ผู้ใช้จะได้รับเครดิตสำหรับการสร้างภาพและวิดีโอถึง 5,000 เครดิต และสามารถประมวลผลข้อความได้ 300 ข้อความต่อวัน สำหรับผู้ใช้งานระดับโปรหรือสายงานหนัก ก็มีแพ็กเกจพรีเมียมในราคาลูกค้า AIS ที่ 799 บาท (จากปกติ 999 บาท) ที่ให้การใช้งานครอบคลุม 20 AI Agent และเครดิตที่สูงขึ้นเท่าตัว กลยุทธ์ราคานี้ถือเป็นการทุบตลาดที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการดึงดูดผู้ใช้งานให้เข้ามาอยู่ใน Ecosystem ของ AIS ผ่านสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง
นอกจาก SparkChat แล้ว AIS ยังจับมือกับ “Alisa AI” (อลิสา) แชตบอตสัญชาติไทยที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี Alisa ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะ ด้วยความสามารถในการสร้างรูปภาพ วิดีโอ และการตอบคำถามวิชาการที่แม่นยำ จุดเด่นของ Alisa คือความง่ายในการเข้าถึงผ่าน LINE Chat ทำให้ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปเพิ่ม โดย AIS ได้จัดโปรโมชั่นแรงเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ สำหรับลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่ AIS ZEED 5G จะได้รับสิทธิ์ใช้งาน Alisa ฟรีนานถึง 3 เดือน และหลังจากนั้นสามารถสมัครใช้งานต่อได้ในราคาพิเศษเพียง 220 บาทต่อเดือน จากราคาปกติ 420 บาท นี่คือการวางหมากเพื่อสร้างฐานลูกค้าในกลุ่ม New Gen ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
ผนึกกำลังยักษ์ใหญ่ Microsoft และพันธมิตร เสริมแกร่งคนทำงาน
ในฝั่งของคนวัยทำงานและภาคธุรกิจ AIS ไม่ได้ละเลยกลุ่มนี้ โดยได้จับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Microsoft เพื่อนำเสนอ “Microsoft 365 Copilot” ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ฝังตัวอยู่ในโปรแกรมตระกูล Office ที่ทุกคนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel หรือ PowerPoint ความสามารถของ Copilot นั้นเหนือชั้นกว่า AI ทั่วไป เพราะสามารถสั่งงานให้สร้างสไลด์นำเสนอ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากไฟล์ Excel หรือสรุปการประชุมได้ทันทีผ่านคำสั่งเสียงหรือข้อความ โดย AIS เสนอราคาพิเศษสำหรับแพ็กเกจ Personal เริ่มต้นที่ 2,099 บาทต่อปี และแพ็กเกจ Family ที่หารเฉลี่ยกันได้ 6 คน ในราคา 2,599 บาทต่อปี ซึ่งถือเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับการซื้อแยกหรือราคาตลาดปกติ
นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรที่น่าสนใจอย่าง “BigBot AI” อีกหนึ่งแพลตฟอร์มฝีมือคนไทยที่เน้นเรื่อง “Prompt Engineering” หรือศิลปะการสั่งงาน AI โดยเฉพาะ BigBot เข้ามาแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ยังใช้งาน AI ไม่คล่อง หรือเขียนคำสั่งไม่เก่ง ด้วยการเตรียม Template พร้อมใช้สำหรับการทำงานหลากหลายรูปแบบ ให้ผู้ใช้เพียงแค่เติมคำในช่องว่างก็จะได้ผลลัพธ์ระดับมืออาชีพ โมเดลธุรกิจของ BigBot ภายใต้ AISpace ก็น่าสนใจ ด้วยราคาเริ่มต้นสำหรับลูกค้า AIS เพียง 349 บาทต่อเดือน และยังมีแพ็กเกจรายสัปดาห์ 99 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานระยะสั้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ใช้งานที่มีความต้องการหลากหลาย
อีกหนึ่งสีสันใน AISpace คือ “Replika” AI เพื่อนคู่คิดที่จะเข้ามาตอบโจทย์ด้านการเรียนรู้ภาษาและสุขภาพจิต Replika ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคุยที่สามารถสนทนาภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษา ช่วยให้ผู้ใช้ได้ฝึกทักษะทางภาษาได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเขินอาย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายเพียงวันละ 9 บาท หรือสัปดาห์ละ 29 บาท ทำให้ Replika เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ราคาประหยัดที่ใครก็เข้าถึงได้ การรวมเอา Replika เข้ามาใน Ecosystem แสดงให้เห็นว่า AIS มอง AI ในมิติที่กว้างกว่าแค่การทำงาน แต่ครอบคลุมไปถึงไลฟ์สไตล์และการพัฒนาตนเองในชีวิตประจำวัน
เจาะลึกโซลูชันองค์กรและการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับภาคธุรกิจและองค์กรขนาดใหญ่ ความต้องการใช้งาน AI นั้นมีความซับซ้อนมากกว่าผู้ใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูล และธรรมาภิบาลข้อมูล AIS ได้ตระหนักถึงจุดนี้และนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ดังกล่าวอย่างตรงจุด เริ่มต้นด้วย “AIS Cloud” ซึ่งเป็นบริการคลาวด์ระดับ Hyper Scaler ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจาก Oracle จุดเด่นสำคัญคือการเป็น Sovereign Cloud ที่รับประกันว่าข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บและประมวลผลอยู่ภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดสำหรับองค์กรที่มีกฎระเบียบเข้มงวดเรื่องที่ตั้งของข้อมูล เช่น สถาบันการเงินหรือหน่วยงานราชการ
ในเชิงเทคนิค ผู้บริหาร AIS ได้อธิบายถึงกระบวนการทำงานของระบบนี้ว่า องค์กรไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งหมดขึ้นไปฝากไว้บนคลาวด์สาธารณะ แต่ระบบสามารถดึงข้อมูลขึ้นมาประมวลผลบน Cloud ในรูปแบบของ Vector ซึ่งทำให้ AI ไม่สามารถมองเห็นข้อมูลดิบที่ละเอียดอ่อนได้ รักษาความลับทางการค้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ AIS ยังมีบริการ “AIS AI Voicebot” สำหรับงาน Contact Center ที่ปัจจุบันมีความฉลาดล้ำจนสามารถสนทนาโต้ตอบได้เป็นธรรมชาติเหมือนมนุษย์ ช่วยลดภาระงานของพนักงานและให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง การมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า AIS พร้อมที่จะเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ช่วยเปลี่ยนผ่านองค์กรไทยสู่ยุค AI ได้อย่างแท้จริง
ประเด็นที่น่าสนใจจากการช่วงถาม-ตอบ คือความกังวลเรื่องปริมาณการใช้งานข้อมูล ที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นจากการใช้งาน AI และผลกระทบต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยรวม ทางผู้บริหาร AIS ได้ชี้แจงว่า การใช้งาน AI นั้นโหลดหลักจะไปอยู่ที่หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) บนคลาวด์ มากกว่าที่จะกินแบนด์วิดท์ของเครือข่าย แม้จะมีการเติบโตของการอัปโหลดข้อมูล เช่น รูปภาพหรือเสียงเพื่อไปประมวลผล แต่ก็เป็นการเติบโตในระดับที่โครงข่ายปัจจุบันสามารถรองรับได้โดยไม่ต้องลงทุนขยายโครงข่ายขนานใหญ่เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานที่รัดกุมและมองการณ์ไกลของ AIS
บทสรุป: ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
การเปิดตัว AISpace ในครั้งนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี การทำให้ AI ระดับโลกมีราคาที่จับต้องได้และใช้งานง่าย จะเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนไทย ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก การผสานพลังระหว่างโครงข่ายที่แข็งแกร่ง พาร์ทเนอร์ระดับโลก และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย ทำให้ AISpace มีศักยภาพที่จะเป็น Game Changer ในตลาดดิจิทัลของภูมิภาค
ความสำเร็จของ AISpace จะไม่ได้วัดกันที่ยอดผู้สมัครใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงจากการที่คนไทยนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ การลดต้นทุนธุรกิจ หรือการพัฒนาทักษะภาษาและวิชาชีพ วันนี้ AIS ได้เปิดประตูสู่โอกาสนั้นแล้ว เหลือเพียงภาคประชาชนและธุรกิจที่จะก้าวเข้ามาใช้ประโยชน์จาก “พื้นที่” แห่งนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
#AIS #AISpace #AIforThais #เศรษฐกิจดิจิทัล #AI #Microsoft #GoogleGemini #AlisaAI #SparkChat #TheReporterAsia

