ภูมิใจไทย ผงาด ปลุกชีพหุ้นไทยทะลุพันสี่ร้อยจุดรับรัฐบาลมีเสถียรภาพ

ภูมิใจไทย ผงาด ปลุกชีพหุ้นไทยทะลุพันสี่ร้อยจุดรับรัฐบาลมีเสถียรภาพ

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อดัชนี SET ทะยานขึ้นอย่างรุนแรงทันทีที่เปิดตลาด โดยพุ่งไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,396.28 จุด ก่อนจะทรงตัวอยู่ในระดับ 1,392.74 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้นกว่า 38 จุด ปรากฏการณ์ “เขียวขจี” ทั่วกระดานในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นปฏิกิริยาโดยตรง (Market Reaction) หลังจากที่ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปรากฏผลอย่างไม่เป็นทางการว่าพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถกวาดที่นั่ง ส.ส. มาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มี “เสถียรภาพ” และ “ความต่อเนื่อง” ของนโยบายเศรษฐกิจ

บรรยากาศการนับคะแนนที่เพิ่งผ่านพ้นไปส่งสัญญาณชัดเจนว่าพรรค ภูมิใจไทย มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีคะแนนนำโด่งในหลายพื้นที่สำคัญ ซึ่งภาพรวมดังกล่าวทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องสูญญากาศทางการเมือง หรือการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายในอนาคต เมื่อความชัดเจนปรากฏขึ้น แรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติที่เคย “Wait and See” จึงไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างถล่มทลาย จนทำให้มูลค่าการซื้อขายในช่วงเช้าเพียงอย่างเดียวพุ่งสูงกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าตลาดหุ้นขานรับ “ผลการเลือกตั้ง” ในเชิงบวกอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การที่พรรคการเมืองที่มีฐานเสียงมั่นคงและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจชุดเดิมได้รับชัยชนะ ย่อมหมายถึงการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะไม่ถูกระงับหรือเปลี่ยนแปลง นักวิเคราะห์ประเมินว่าการขยับขึ้นของดัชนีในระดับเกือบ 3% ภายในวันเดียว เป็นการสะท้อนถึง “Risk Premium” หรือพรีเมียมความเสี่ยงทางการเมืองที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และเป็นการวางเดิมพันว่าเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยมาตรการกระตุ้นที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพภายใต้รัฐบาลที่มีเอกภาพสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา


เจาะลึก “Bhumjaithai Effect” กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ดัชนีพุ่งแรงในเช้านี้คือความคาดหวังต่อ “เสถียรภาพทางการเมือง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investors) ให้ความสำคัญสูงสุด ข้อมูลการซื้อขายสะสมพบว่าต่างชาติเข้าเก็บหุ้นไทยสุทธิเกือบ 3,000 ล้านบาทในวันทำการล่าสุด และมีแนวโน้มสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในวันนี้ เนื่องจากมองว่าชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยจะช่วยลดแรงเสียดทานในการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี และการผลักดันกฎหมายสำคัญทางเศรษฐกิจ ความชัดเจนในสูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคอันดับหนึ่งมีแต้มต่อสูงเช่นนี้ ช่วยขจัดเมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนที่เคยปกคลุมตลาดทุนไทยมาตลอดช่วงก่อนเลือกตั้ง

นอกจากเรื่องเสถียรภาพแล้ว นโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมของพรรคภูมิใจไทย เช่น การสานต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการเร่งรัดการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงนโยบายการเพิ่มรายได้ระดับฐานราก เป็นตัวดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มพาณิชย์และอุปโภคบริโภคที่ได้รับอานิสงส์จากการกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้น การพุ่งขึ้นของดัชนี SET50 และ SET100 อย่างมีนัยสำคัญในเช้านี้ คือเครื่องพิสูจน์ว่านักลงทุนเชื่อมั่นใน “ความต่อเนื่อง” (Continuity) ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจชาติที่จะไม่ถูกขัดจังหวะจากการเปลี่ยนขั้วอำนาจ

การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถรักษาเก้าอี้และขยายฐานเสียงได้กว้างขวางขึ้น ยังส่งผลดีต่อจิตวิทยาการลงทุนในแง่ของ “อำนาจต่อรอง” ในเวทีโลก เพราะรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างหนาแน่นย่อมมีน้ำหนักในการเจรจาการค้าเสรี (FTA) และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจสีเขียว นักลงทุนในตลาดหุ้นจึงมองข้ามผ่านความผันผวนระยะสั้น และเริ่มปรับพอร์ตเพื่อรับการเติบโตในระยะยาวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแรงส่งให้กราฟดัชนี SET มีรูปทรงการพุ่งขึ้นแบบแนวดิ่งอย่างที่เห็นในกระดานซื้อขายล่าสุด


กลุ่มอุตสาหกรรมดาวรุ่งรับอานิสงส์นโยบายรัฐบาลชุดใหม่

เมื่อจำแนกรายกลุ่มอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากพรรค ภูมิใจไทย มีจุดเด่นในการบริหารกระทรวงคมนาคมและขับเคลื่อนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง การที่พรรคชนะเลือกตั้งจึงเป็น “ใบเบิกทาง” ให้โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ถนนทางหลวงพิเศษ และการพัฒนาท่าเรือพุ่งทะยานต่อไปได้โดยไม่สะดุด หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มนี้จึงถูกไล่ราคาซื้ออย่างหนักหน่วงตั้งแต่เปิดตลาด เพราะนักลงทุนมั่นใจว่างานในมือ (Backlog) ของบริษัทเหล่านี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดเดิมที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ

ในขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพืชเศรษฐกิจใหม่ ยังคงได้รับแรงหนุนจากนโยบายที่โดดเด่นของพรรค ซึ่งเน้นการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ แรงซื้อที่กระจายตัวเข้าสู่หุ้นกลุ่ม SETESG และดัชนีหุ้นยั่งยืน สะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนว่านโยบายเหล่านี้สอดคล้องกับเทรนด์การลงทุนระดับโลกที่เน้นความยั่งยืนและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรท้องถิ่น การขยับขึ้นของดัชนีในกลุ่ม sSET หรือหุ้นขนาดกลางและเล็ก จึงเป็นการตามรอยหุ้นบิ๊กแคปที่พุ่งนำร่องไปก่อนหน้า ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นที่แผ่กระจายไปทั่วทุกภาคส่วนของตลาด

ท้ายที่สุด ปัจจัยด้านความเชื่อมั่นนี้ยังส่งผลบวกไปยังกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน โดยดัชนีกลุ่มแบงก์ปรับตัวขึ้นรับความคาดหวังว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจและการปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์การเมืองนิ่งและนโยบายภาครัฐมีความชัดเจน ความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) อาจถูกลดทอนด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นบทสรุปว่า “ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย” คือกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกเพดานของตลาดหุ้นไทยในเช้าวันนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นครั้งใหม่ที่นักลงทุนเฝ้าคอย


#หุ้นไทย #เลือกตั้ง2569 #ภูมิใจไทย #อนุทิน #SETIndex #การลงทุน #เศรษฐกิจไทย #หุ้นรับเหมา #การเมืองไทย #ตลาดหุ้น

Related Posts