ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจที่พัดกระหน่ำประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันจากกำลังซื้อที่หดตัวลงอย่างน่าตกใจ ทว่า “เอปสัน” (Epson) ผู้นำด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และนวัตกรรมระดับโลก กลับสามารถรักษาเสถียรภาพและสร้างการเติบโตได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ B2B ที่กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ทดแทนส่วนแบ่งที่หายไปจากตลาดคอนซูเมอร์ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดิ่งลงเหวและการตัดสินใจลงทุนที่ล่าช้าในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
สถานการณ์ในปี 2568 ที่ผ่านมา ถูกจารึกว่าเป็นปีที่ “ไม่หมู” สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างสูงสุด โดยหันไปให้ความสำคัญกับเรื่องราคาและการแข่งขันเป็นหลัก ขณะที่ภาคธุรกิจ SME มีการชะลอการสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์สำนักงานใหม่เพื่อลดภาระต้นทุน ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดสินค้าเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้า (Technical Consumer Goods) ในประเทศหดตัวลงถึง 9% โดยกลุ่มสินค้าหลักอย่างสมาร์ทโฟนและไอทีล้วนติดลบถ้วนหน้า ยกเว้นเพียงตลาดกล้องถ่ายภาพที่ยังเติบโตได้เล็กน้อยในสัดส่วนเพียง 3% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เอปสันได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การปรับตัวที่แม่นยำ ด้วยการขยายสัดส่วนการตลาดในกลุ่มพรินเตอร์เพิ่มขึ้นจาก 41.2% เป็น 44% ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมรุกคืบเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมภายใต้ทิศทางใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้าง “คุณค่า” ให้กับลูกค้ามากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว การแถลงทิศทางธุรกิจครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการสรุปผลการดำเนินงาน แต่เป็นการประกาศศักดาของยักษ์ใหญ่ที่พร้อมจะทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่การเป็นพันธมิตรที่ยั่งยืนของทุกภาคส่วนธุรกิจไทยอย่างเต็มรูปแบบ
วิเคราะห์วิกฤตเศรษฐกิจไทยปี 2568 และบทเรียนราคาแพงของตลาดไอที
เมื่อเจาะลึกถึงรายละเอียดของปีที่ผ่านมา จะพบว่าสภาพเศรษฐกิจไทยเผชิญกับข้อจำกัดค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของสภาพคล่องและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเกิดความลังเลในการลงทุนซื้อสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ข้อมูลจาก GFK ระบุชัดเจนว่าตลาดเทคโนโลยีโดยรวมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า (Consumer Electronics) เช่น จอทีวี ที่มียอดขายตกลงถึง 14% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาอย่างรุนแรงเพียงใด ก็ไม่สามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่กำลังเผชิญกับวิกฤตกำลังซื้อที่ถดถอยได้
ในส่วนของตลาดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริม (IT Market) ก็พบกับภาวะซบเซาไม่แพ้กัน โดยยอดขายยูนิตลดลงประมาณ 4% ซึ่งครอบคลุมไปถึงกลุ่มโน้ตบุ๊กและหน้าจอมอนิเตอร์ที่เคยเป็นสินค้าขายดีในช่วงก่อนหน้า แม้แต่สินค้าที่เป็นปัจจัยที่ห้าอย่างโทรศัพท์มือถือที่หลายคนคาดว่าจะเป็นสิ่งจำเป็น ก็ยังมียอดจำหน่ายลดลงถึง 8% ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้เพียงแค่เลือกซื้อของที่ถูกลง แต่เลือกที่จะ “ยื้อ” อายุการใช้งานของอุปกรณ์เดิมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อประหยัดงบประมาณในกระเป๋า
แม้ตลาดรวมจะดูมืดมน แต่เอปสันกลับพบช่องว่างในวิกฤตนี้ผ่านพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่และสถาบันการศึกษา ในขณะที่ธุรกิจรายย่อยชะลอตัว องค์กรใหญ่ยังคงมีการลงทุนในอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) แต่มีความพิถีพิถันในการเลือกใช้สินค้าที่มีความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เอปสันสามารถประคับประคองยอดขายให้ทรงตัวและเติบโตได้ในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะการขยับสัดส่วนตลาดของเครื่องพิมพ์ที่เป็นสินค้าหลักให้สูงขึ้นสวนทางกับทิศทางตลาดโลกที่หดตัว
พลังบีทูบี หัวเจาะสำคัญที่สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด
หัวใจสำคัญที่ทำให้เอปสันยังคงยิ้มได้ท่ามกลางวิกฤตคือความสำเร็จของกลุ่มธุรกิจ B2B ที่สร้างตัวเลขการเติบโตอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสแกนเนอร์ที่เติบโตถึง 25% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่องค์กรต่างๆ เร่งปรับตัวสู่การทำงานในรูปแบบดิจิทัล (Digitization) และการจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Robotics) ยังมียอดขายเพิ่มขึ้น 20% โดยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยและเวียดนามที่กลายเป็นแหล่งรับการลงทุนใหม่ที่สำคัญ
นอกจากนี้ กลุ่มเครื่องพิมพ์ขนาดเล็กและเครื่องพิมพ์ ณ จุดขาย (POS Printer) ยังมีการเติบโตที่ 10% จากการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ และเชนร้านอาหารรายใหญ่ที่ต้องการเครื่องมือที่มีความทนทานและเสถียรภาพสูงในการดำเนินธุรกิจ ในส่วนของกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเองก็ไม่น้อยหน้า โดยมีการเติบโต 10% จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้ช่วยทดแทนรายได้ในส่วนของกลุ่มลูกค้าทั่วไป (B2C) ที่มีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่โลกดิจิทัลที่ใช้การพิมพ์กระดาษน้อยลง

ความแข็งแกร่งของทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายซัพพอร์ตที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คือปัจจัยสำคัญที่เอปสันใช้ในการพิชิตใจลูกค้าองค์กร การสร้างโซลูชันที่ไม่ได้ขายแค่ตัวเครื่อง แต่เป็นการเข้าไปช่วยแก้ปัญหา (Pain Point) และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้เอปสันสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างมั่นคง แม้ตลาดโปรเจคเตอร์ในภาพรวมจะติดลบถึง 20% จากการหดตัวของกลุ่มเครื่องระดับเริ่มต้น (Entry Model) แต่เอปสันยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ (48%) ซึ่งตอกย้ำถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์
กางแผนยุทธศาสตร์ 2569 ตั้งเป้าโต 5% บนความท้าทายใหม่
สำหรับการก้าวสู่ปี 2569 เอปสันตั้งเป้าหมายการเติบโตโดยรวมไว้ที่ 5% ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ดูไม่สูงนักในสภาวะปกติ แต่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก โดยเอปสันคาดหวังว่ากลุ่มธุรกิจ B2B จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่เติบโตมากกว่า 10% ในขณะที่กลุ่ม B2C จะเน้นไปที่การรักษาฐานที่มั่นและส่วนแบ่งการตลาดเพื่อไม่ให้เสียแชมป์ให้กับคู่แข่ง ภายใต้กลยุทธ์หลัก 3 แกน คือ การนำเสนอโซลูชันที่ตรงจุด การบริการที่เป็นเลิศ และการยึดมั่นในความยั่งยืน
กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการเจาะกลุ่ม “Polarization of Super Market” หรือการแบ่งขั้วของผู้บริโภคที่ชัดเจนขึ้น โดยกลุ่มหนึ่งจะต้องการสินค้าพรีเมียมที่มีคุณภาพสูงและพร้อมจ่ายแพงกว่าเพื่อคุณค่าที่ได้รับ ขณะที่อีกกลุ่มจะเน้นความคุ้มค่าเป็นที่ตั้ง เอปสัน จึงเตรียมรุกตลาดด้วยการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นการมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าผ่านแคมเปญต่างๆ เช่น การรับประกันที่ยาวนานถึง 4 ปีสำหรับเครื่องพิมพ์ EcoTank เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุนระยะยาวให้กับลูกค้า
ในส่วนของตลาดองค์กร เอปสันจะใช้กลยุทธ์ “Replace Laser with Inkjet” อย่างต่อเนื่อง โดยชูจุดเด่นเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานผ่านเทคโนโลยี Heat-Free พร้อมทั้งการนำเสนอระบบการจัดการเครื่องพิมพ์ ที่ช่วยลดต้นทุนให้องค์กรได้จริง 15-20% ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน รวมถึงการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มโรงพยาบาลและสถาบันการศึกษาที่ต้องการโซลูชันการพิมพ์ที่มีความสะอาดและปลอดภัยสูง
นวัตกรรม “LifeStudio” และ “Heat-Free” กุญแจสู่การครองใจผู้บริโภคยุคใหม่
เพื่อตอบรับเทรนด์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เอปสันได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Lifestyle Projector ภายใต้ซีรีส์ “LifeStudio” ที่ไม่ได้เน้นเพียงแค่การฉายภาพ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์และช่วงเวลาที่พิเศษ ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย การใช้งานที่ง่ายแบบ Plug & Play พร้อมระบบปฏิบัติการ Android ในตัว และที่สำคัญคือการร่วมมือกับแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกอย่าง BOSE เพื่อมอบพลังเสียงที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งถือเป็นการฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของโปรเจคเตอร์ที่มักถูกมองว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับห้องประชุมเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ไม่ใช้ความร้อนหรือ “Heat-Free Technology” ยังคงเป็นหัวใจหลักในการทำตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท เอปสันมุ่งเน้นการแทนที่เครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่ใช้พลังงานสูงและสร้างมลพิษด้วยเทคโนโลยีอิงค์เจ็ทที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ยังช่วยให้การซ่อมบำรุงทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่า ส่งผลให้ลูกค้าองค์กรได้รับความคุ้มค่าทั้งในแง่ของงบประมาณและภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน
ทางด้านเครื่องพิมพ์ฉลากสี (ColorWorks) และเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์ เอปสันได้ขยายแอปพลิเคชันการใช้งานให้ครอบคลุมมากกว่าแค่ในโรงงานหรือโรงพยาบาล โดยเข้าไปมีบทบาทในงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต และการขนส่งสาธารณะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโปรเจกต์การพิมพ์สติกเกอร์ QR Code บนแท็กซี่เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ซึ่งต้องใช้หมึกที่มีความทนทานต่อแสงแดดและสภาพอากาศได้ยาวนานโดยไม่ซีดจาง การพัฒนาหมึกพิมพ์และวัสดุรองรับการพิมพ์อย่างต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้เอปสันสามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่คู่แข่งรายอื่นยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้
มาตรฐานบริการที่เหนือระดับ และภารกิจ “ความยั่งยืน” เพื่อสังคมไทย
นอกเหนือจากตัวสินค้าแล้ว เอปสันยังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย (Service) โดยยึดหลัก Operational Excellence เพื่อสร้าง Customer Journey ที่น่าประทับใจ ด้วยสถิติการซ่อมที่รวดเร็วเฉลี่ยเพียง 1.8 วัน และอัตราการมีอะไหล่พร้อมให้บริการ สูงถึง 99% นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวช่องทางสื่อสารใหม่ “Community Hub” เพื่อติดตามดูแลลูกค้าตั้งแต่เริ่มซื้อไปจนตลอดอายุการใช้งาน พร้อมศูนย์บริการมากกว่า 175 แห่งทั่วประเทศที่พร้อมให้บริการถึงสถานที่ (On-site Service) ซึ่งถือเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งที่สุดรายหนึ่งในตลาด
ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เอปสันได้เดินหน้าโครงการ “Epson Forest” ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากการเปลี่ยนขวดหมึกใช้แล้วกว่า 50,000 ขวด ให้กลายเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้นักเรียนเพื่อมอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะพลาสติก แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืนให้กับชุมชนและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเอปสันเชื่อว่าการเติบโตทางธุรกิจที่แท้จริงต้องควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน
ท้ายที่สุด ทิศทางของเอปสันในปี 2569 คือการตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ส่งมอบ “คุณค่า” มากกว่าแค่ผลิตภัณฑ์ การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทรานส์ฟอร์มองค์กรและการนำเสนอโซลูชันที่ชาญฉลาด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เอปสัน ก้าวข้ามขีดจำกัดของตลาดที่กำลังซบเซา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน เอปสันพร้อมแล้วที่จะพิสูจน์ว่าแม้ในยามที่โลกเผชิญกับพายุใหญ่ นวัตกรรมที่มีหัวใจและความใส่ใจจะเป็นประภาคารที่นำทางสู่ความสำเร็จเสมอ
“ปี 2568 เป็นปีที่ไม่ง่ายของเมืองไทย มีทั้งอุปสรรคและข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยความมุ่งมั่นเราตั้งเป้าว่าปีหน้าจะกลับมาเติบโตที่ 5% โดยเน้นที่กลุ่ม B2B เป็นหลัก ซึ่งจะเติบโตมากกว่า 10% ขึ้นไป เพราะเราไม่ได้ขายแค่โปรดักต์ แต่เราขายโซลูชันที่ช่วยแก้ Pain Point ของลูกค้าได้จริง” — ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด
#EpsonThailand #B2BStrategy #Sustainability #Innovation #TechTrends2026 #HeatFreeTechnology #EcoTank #BusinessGrowth #EconomicOutlook #SmartSolutions

