สนามธุรกิจอาหารในประเทศไทยกำลังร้อนระอุเมื่อยักษ์ใหญ่สัญชาติไทยอย่าง บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ได้ออกมาประกาศศักดาด้วยผลประกอบการปี 2568 ที่สร้างปรากฏการณ์ “New High” หรือสถิติสูงสุดใหม่ทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ที่ครองใจผู้บริโภคได้อย่างเหนียวแน่นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน
ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นการทำลายสถิติยอดขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนและคนในวงการอุตสาหกรรมอาหารต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ด้วยตัวเลขยอดขายที่พุ่งแตะระดับ 8,645.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 24.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำในทุกมิติของห่วงโซ่ธุรกิจ
นอกจากผลงานที่ยอดเยี่ยมในเชิงตัวเลขแล้ว KCG ยังเตรียมตอบแทนผู้ถือหุ้นด้วยการเสนอจ่ายเงินปันผลในอัตราที่น่าดึงดูดใจ เพื่อสะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและความมั่นใจในทิศทางธุรกิจในอนาคต โดยการประกาศผลงานครั้งนี้เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่า KCG พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ปี 2569 ด้วยความพร้อมที่เหนือกว่าเดิม ทั้งในด้านกำลังการผลิต เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืน
เจาะลึกความสำเร็จปี 2568 ตัวเลขที่สะท้อนชัยชนะเหนือต้นทุน
หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของผลการดำเนินงานปี 2568 จะพบว่า KCGสามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 8,645.5 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.6% จากปีก่อน การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แต่เป็นการเติบโตแบบครอบคลุมในทุกช่องทางการจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นการขายให้แก่ผู้ประกอบการ (B2B) ที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูง การขายตรงสู่ผู้บริโภค (B2C) ผ่านร้านค้าปลีกชั้นนำ และการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่ยังคงมีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารไทยอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของกำไรสุทธิที่ทำได้ 503.3 ล้านบาท นั้น ถือเป็นจุดที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเติบโตท่ามกลางความท้าทายของราคาวัตถุดิบเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ KCGสามารถรักษาอัตรากำไรและผลักดันให้เติบโตได้แรงถึง 24.0% คือการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีความเข้มข้น บริษัทสามารถปรับกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และใช้ประโยชน์จากขนาดของธุรกิจ (Economy of Scale) ได้อย่างเต็มที่
ความแข็งแกร่งทางการเงินนี้ยังนำไปสู่การพิจารณาจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น โดยคณะกรรมการบริษัทได้มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลประกอบการปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.51 บาท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปีก่อนที่จ่ายในอัตรา 0.41 บาท จะเห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) สูงถึง 55.2% โดยจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้
“ยอดขายและกำไรในปี 2568 ทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยกำไรเติบโตแรงจากประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตมีประสิทธิภาพ แม้ภาพรวมราคาต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้น และเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็น 0.51 บาทต่อหุ้น”
นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล > ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 เสริมทัพเทคโนโลยีและขยายกำลังผลิต
เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2569 KCGยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกและเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย หัวใจหลักของแผนงานในปีหน้าคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์หลักและช่องทางการจำหน่ายเดิม ควบคู่ไปกับการรุกเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในหมัดเด็ดที่จะส่งผลดีต่อผลประกอบการในปีหน้าคือ ความสำเร็จในการขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เนยซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา การลงทุนครั้งนี้ทำให้กำลังการผลิตเนยของ KCG พุ่งจาก 18,596 ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 23,261 ตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มปริมาณสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของตลาด แต่ยังมาพร้อมกับการปรับปรุงสายการผลิตที่ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
นอกจากนี้ KCGยังมีแผนการลงทุนที่เน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในโรงงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบ Automation ที่จะเข้ามาแทนที่การทำงานซ้ำๆ ระบบสายพานลำเลียงอัตโนมัติ (Conveyor) และหุ่นยนต์จัดเรียงสินค้า (Robotic Palletizer) เพื่อความแม่นยำและรวดเร็ว ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพยากรณ์ยอดขายและการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนคนและทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ผู้นำความยั่งยืน การันตีด้วยรางวัลและการดำเนินธุรกิจด้วยหัวใจ
นอกเหนือจากความสำเร็จในด้านตัวเลขทางการเงินแล้ว KCGยังให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้หลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างจริงจัง ตลอดปี 2568 บริษัทได้รับรางวัลและการประเมินในระดับสูงจากหลายสถาบัน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจระดับสากล โดยเฉพาะการได้รับการประเมินผลหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ในระดับ AAA และการได้รับคะแนน CGR ระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
การขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเห็นได้ชัดจากการลงทุนในโครงการประหยัดพลังงาน อาทิ การติดตั้งระบบอนุรักษ์ความร้อนและการเพิ่มพื้นที่การติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต อีกทั้งบริษัทยังได้รับรางวัล SET Awards 2025 ในประเภท Commended Supply Chain Management Awards ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากสถาบันไทยพัฒน์
ในด้านธรรมาภิบาล KCGยังคงรักษามาตรฐานระดับสูงด้วยการได้รับคะแนนประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเต็ม 100 คะแนนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และรางวัลประกาศเกียรติคุณจรรยาบรรณดีเด่นจากหอการค้าไทย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่แบรนด์สัญชาติไทยที่มุ่งมั่นจะเป็น “องค์กรที่สร้างสรรค์ความรื่นรมย์ให้กับการรับประทานอาหาร” สำหรับทุกคน ด้วยการทำงานที่เป็นมืออาชีพและใส่ใจในทุกรายละเอียด
จาก “กิมจั๊วพาณิชย์” สู่ยักษ์ใหญ่ผู้สร้างตำนาน “คุกกี้กล่องแดง”
หากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น KCGก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ภายใต้ชื่อเดิมว่า “กิมจั๊วพาณิชย์” โดยคุณวิจัย วิภาวัฒนกุล และคุณตง ธีระนุสรณ์กิจ จากธุรกิจนำเข้าขนาดเล็กที่ค่อยๆ เติบโตจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ จนกลายมาเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายที่มีผลิตภัณฑ์ในเครือมากกว่า 2,000 รายการ ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์นม (เนยและชีส) ส่วนประกอบอาหาร เบเกอรี่ และขนมสำเร็จรูปที่กลายเป็นไอคอนิกของเมืองไทย
แบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงให้ KCG เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศคือ ‘อิมพีเรียล’ เจ้าของตำนานคุกกี้กล่องแดงที่อยู่คู่ทุกเทศกาลของคนไทย และ ‘อลาวรี่’ แบรนด์เนยและชีสที่สามารถครองยอดขายอันดับ 1 มาอย่างยาวนานถึง 8 ปีซ้อน ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลปะของอาหาร จนทำให้บริษัทสามารถแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566
ในวันนี้ KCG ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตอาหาร แต่คือผู้นำเทรนด์การบริโภคยุคใหม่ที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและการไม่หยุดพัฒนา ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งกว่า 6 ทศวรรษ ผสมผสานกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและการยึดมั่นในความยั่งยืน KCG จึงพร้อมที่จะเติบโตเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคและนักลงทุน ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่คือการมุ่งสู่ระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ
#KCG #หุ้นKCG #อิมพีเรียล #อลาวรี่ #ผลประกอบการปี68 #กำไรNewHigh #เศรษฐกิจไทย #อุตสาหกรรมอาหาร #ปันผลฉ่ำ #หุ้นยั่งยืน

