CRC กำไร Q4 พุ่งแรง แจกปันผล 1.81 บาท ยึดตลาดไทยเวียดนาม

CRC กำไร Q4 พุ่งแรง แจกปันผล 1.81 บาท ยึดตลาดไทยเวียดนาม

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ CRC โชว์ความแข็งแกร่งส่งท้ายปี 2568 ด้วยผลประกอบการไตรมาส 4 ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยทำกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงพุ่งสูงถึง 17% ทะลุ 2,729 ล้านบาท ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวทั่วโลก พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ “New Heights, Next Growth” มุ่งเน้นการขยายอาณาจักรในสมรภูมิหลักอย่างไทยและเวียดนามอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่บอร์ดบริหารไฟเขียวเสนอจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีสูงถึง 1.81 บาทต่อหุ้น เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นในศักยภาพของ Ecosystem ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค


ความแข็งแกร่งของ Ecosystem และผลการดำเนินงานปี 2568

ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอกและสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง เซ็นทรัล รีเทล ยังคงแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปรับตัวและรักษาการเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ โดยในปี 2568 บริษัทสามารถทำรายได้รวมได้ถึง 253,165 ล้านบาท เติบโตขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่เกิดจากการวางรากฐานธุรกิจแบบ Multi-category และ Multi-format ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มแฟชั่น ฟู้ด ฮาร์ดไลน์ และพร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งทำงานสอดประสานกันผ่านแพลตฟอร์มออมนิแชแนลที่สมบูรณ์แบบที่สุด

หากเจาะลึกไปที่ผลงานในไตรมาสที่ 4 ซึ่งถือเป็นช่วงฤดูกาลจับจ่ายสำคัญ CRC สามารถทำรายได้สูงถึง 71,162 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงในไตรมาสนี้พุ่งทะยานขึ้นถึง 17% ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและการควบคุมโครงสร้างทางการเงินที่มีวินัยสูง แม้กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงของทั้งปีจะอยู่ที่ 7,432 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวลดลงเล็กน้อย 6% จากปีก่อนหน้า แต่ภาพรวมของกระแสเงินสดและสถานะทางการเงินยังคงมีความมั่นคงและแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

กุญแจสำคัญที่ทำให้ CRC ก้าวข้ามความผันผวนของตลาดมาได้ คือกลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการบริหารพอร์ตโฟลิโอเชิงรุก โดยบริษัทได้ตัดสินใจปรับพอร์ตด้วยการขายห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต (Rinascente) ในประเทศอิตาลี เพื่อนำทรัพยากรและงบประมาณกลับมามุ่งเน้นการเติบโตในตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่างประเทศไทยและเวียดนาม การขยับตัวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง แต่ยังทำให้บริษัทสามารถโฟกัสการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเต็มกำลังเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

นายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า ปี 2568 คือบทพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของ Ecosystem ของเซ็นทรัล รีเทล ที่สามารถรับมือกับความผันผวนรอบด้านและก้าวข้ามทุกความท้าทายได้อย่างมั่นคง โดยในปี 2569 นี้ เซ็นทรัล รีเทล พร้อมเร่งเครื่องกลยุทธ์ New Heights, Next Growth เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืน รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์และความท้าทาย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของวงการค้าปลีก-ค้าส่งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนต่อไป


เงินปันผลจัดเต็มและรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ

จากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในปี 2568 คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง โดยยอดรวมเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 จะอยู่ที่ 1.11 บาทต่อหุ้น ซึ่งแบ่งเป็นเงินปันผลจากการดำเนินงานปกติจำนวน 0.53 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นการจัดสรรจากกำไรสุทธิที่แท้จริง ไม่รวมรายการด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสด และส่วนที่เหลือคือเงินปันผลพิเศษจากการขายกิจการในอิตาลีในอัตรา 0.58 บาทต่อหุ้น

ความน่าสนใจของปันผลในปีนี้คือการจ่ายเงินปันผลพิเศษจากการขายห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ซึ่งเป็นการจ่ายเป็นครั้งที่ 2 หากนับรวมการจ่ายปันผลพิเศษครั้งแรกที่จ่ายไปก่อนหน้านี้จำนวน 0.70 บาทต่อหุ้น จะทำให้ในปี 2568 เพียงปีเดียว ผู้ถือหุ้นของ CRC จะได้รับเงินปันผลรวมสูงถึง 1.81 บาทต่อหุ้น ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ลงทุน ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในอนาคต

รายการพิเศษจากการขายกิจการรีนาเชนเตเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น การตัดสินใจเดินออกจากตลาดยุโรปเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า CRC กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการรุกตลาดเอเชียอย่างหนักหน่วง การจ่ายปันผลจำนวนมากในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการคืนกำไร แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า แม้จะมีการถอนตัวจากบางตลาด แต่ความมั่งคั่งและศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทยังคงอยู่ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทย


การรุกคืบและยึดหัวหาดในภูมิภาคไทย-เวียดนาม

ในปี 2568 เซ็นทรัล รีเทล ได้เดินหน้าขยายอาณาจักรและยกระดับสาขาเดิมให้ทันสมัยเพื่อครองความเป็นผู้นำในทุกพื้นที่ ไฮไลท์ที่สำคัญคือการปรับโฉมห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาบางรัก ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้น ในกลุ่มธุรกิจอาหารได้มีการขยายสาขาของท็อปส์เพิ่มขึ้นถึง 9 แห่ง และยกระดับอีก 3 สาขาให้กลายเป็นท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียม ขณะที่กลุ่มค้าส่งอย่าง โก โฮลเซลล์ และกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้างอย่าง ไทวัสดุ ก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องรวม 7 สาขาใหม่ทั่วประเทศ

สำหรับตลาดเวียดนามซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ CRC ได้สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง พร้อมทั้งการรีโนเวทสาขาแฟล็กชิปอีก 2 แห่ง เพื่อย้ำภาพลักษณ์การเป็น Family Mall อันดับ 1 ของประเทศเวียดนาม การเติบโตในเวียดนามไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มจำนวนสาขา แต่ยังรวมถึงการเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคชาวเวียดนามจนได้รับรางวัล “Top 10 บริษัทค้าปลีกที่น่าเชื่อถือ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในฐานะธุรกิจข้ามชาติ

ยุทธศาสตร์การเติบโตในอนาคตจะยังคงมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างไทยและเวียดนามให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยการใช้โมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในไทยไปปรับใช้ในเวียดนาม และในทางกลับกันเพื่อสร้าง Synergy ระหว่างกัน เป้าหมายหลักคือการครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 63 จังหวัดในไทย และ 26 จังหวัดในเวียดนามที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าให้ได้มากที่สุดและสร้างมาตรฐานใหม่ของการเป็นค้าปลีกระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง


นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่: เครื่องยนต์หลักตัวใหม่

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ CRC เติบโตอย่างมีนัยสำคัญคือการพัฒนา New Growth Engine ผ่านโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแม่นยำ อย่างเช่น ออโต้วัน (Auto1) ที่มีการเร่งขยายสาขาเพิ่มถึง 13 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ในทำเลศักยภาพ หรือการเปิดตัว “Tech Retail Experience” โดยเพาเวอร์บาย ที่เปลี่ยนโฉมร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบเดิมให้กลายเป็นศูนย์รวมโซลูชันด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์อัจฉริยะที่ครบวงจร

ในกลุ่มธุรกิจฟู้ด “ท็อปส์ เดลี่ ไฮบริด” กลายเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการรวมความโดดเด่นของ TOPS WINE CELLAR, LOOKS และ The Baker เข้าไว้ด้วยกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือยอดขายเฉลี่ยต่อวันพุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่า และสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่เข้าสู่ร้านได้มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ก็ได้มีการเพิ่ม “Magnet” ใหม่ ๆ อย่าง Night Markets และ Outdoor zone เพื่อสร้างสีสันและดึงดูดผู้ใช้บริการ พร้อมกับสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับ SMEs ในท้องถิ่นไปพร้อมกัน

การสร้างสรรค์โมเดลธุรกิจเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า CRC ไม่ได้ยึดติดอยู่กับการขายของแบบดั้งเดิม แต่พยายามสร้าง “ประสบการณ์” ที่แตกต่างให้กับลูกค้าในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นที่คัดสรรมาอย่างดี หรือกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ที่พัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าแค่ที่ช้อปปิ้ง แต่เป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต การพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องนี้เองที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เซ็นทรัล รีเทล ยังคงรักษาความสดใหม่และความเป็นผู้นำในตลาดค้าปลีกที่มีการแข่งขันรุนแรงได้อย่างมั่นคง


The 1 Loyalty Platform: หัวใจสำคัญของฐานข้อมูลอัจฉริยะ

ข้อมูลลูกค้าคือขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในยุคดิจิทัล และ CRC ได้แสดงความเก่งกาจในการใช้ประโยชน์จาก The 1 Loyalty Platform เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า ในประเทศไทย จำนวนสมาชิก The 1 เติบโตอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันมีมากกว่า 23 ล้านคน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้บริษัทเข้าใจอินไซต์ของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ และสามารถนำเสนอโปรโมชันหรือสินค้าที่ตรงใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Personalization) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อยอดขายและความภักดีต่อแบรนด์

ก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุดในปี 2568 คือการเปิดตัวโปรแกรมสมาชิก The 1 อย่างเป็นทางการในประเทศเวียดนามเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพียงแค่เวลาไม่ถึง 2 เดือน (ณ สิ้นปี 2568) มียอดสมาชิกชาวเวียดนามพุ่งสูงถึง 4.3 ล้านราย ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม และความพร้อมของตลาดเวียดนามในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มลอยัลตี้ที่ล้ำสมัย

ความสำเร็จของ The 1 ในระดับภูมิภาคจะช่วยให้ CRC สามารถสร้างระบบ Ecosystem ที่ไร้รอยต่อระหว่างไทยและเวียดนามได้ง่ายขึ้นในอนาคต การเชื่อมโยงฐานข้อมูลสมาชิกข้ามพรมแดนจะช่วยให้บริษัทสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้า ไม่ว่าพวกเขาจะช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในไทย หรือเดินในซูเปอร์มาร์เก็ต GO! ในเวียดนามก็ตาม การนำ Data-driven Marketing มาใช้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว


ความยั่งยืนและก้าวต่อไปสู่ปี 2569

ภายใต้เจตนารมณ์ “Retail and Wholesale for All” เซ็นทรัล รีเทล ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่กำไร แต่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนผ่านปรัชญา CRC Care ทั้ง 7 มิติ บริษัทตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ในปี 2593 และได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการออก Green Bond เป็นรายแรกของธุรกิจค้าปลีกไทย รวมถึงการจัดหาสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจไปสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ ความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้บริษัทได้รับ SET ESG Rating ในระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

ในปี 2569 เซ็นทรัล รีเทล พร้อมที่จะเร่งเครื่องกลยุทธ์ “New Heights, Next Growth” ต่อไปเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการค้าปลีก-ค้าส่ง การได้รับรางวัลมากกว่า 130 รางวัลจาก 59 เวทีทั่วโลกในปีที่ผ่านมา รวมถึงการติดอันดับ FORTUNE Southeast Asia 500 List เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่จับต้องได้ บริษัทมีความพร้อมทั้งในด้านงบประมาณที่ได้จากการปรับพอร์ต และขีดความสามารถของบุคลากรที่จะเผชิญกับทุกความท้าทายในอนาคต

บทสรุปของผลประกอบการปี 2568 และแนวทางในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างผลกำไร การขยายตลาด และความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยรากฐานของ Ecosystem ที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ และฐานข้อมูลลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เซ็นทรัล รีเทล จึงก้าวสู่ปีใหม่ด้วยความมั่นใจในการเป็น “Central to Life” ที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน


#CentralRetail #CRC #เศรษฐกิจไทย #หุ้นCRC #ปันผล #ค้าปลีกไทย #CentralRetailVietnam #NewHeightsNextGrowth #The1 #RetailNews #BusinessGrowth

Related Posts