ปฏิบัติการสายฟ้าแลบขยี้มิจฉาชีพข้ามชาติ เมื่อยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมอย่าง “ทรู” ไม่ยอมเป็นทางผ่านให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้ระบบ AI อัจฉริยะแกะรอยพฤติกรรมเน็ตผิดปกติริมชายแดนแม่สอด ก่อนประสาน CIB และ กสทช. บุกรวบจุดรับส่งสัญญาณเถื่อนข้ามแม่น้ำเมย ตัดรากถอนโคนวงจรหลอกลวงคนไทยที่สร้างความเสียหายมหาศาล พร้อมเปิดมาตรการคุมเข้มซิมการ์ดและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะปกป้องผู้ใช้งานทั่วประเทศ
ปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายเน็ตเถื่อนพรมแดนแม่สอด
เหตุการณ์ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 โดยบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แสดงศักยภาพในการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการชี้เบาะแสสำคัญให้แก่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเข้าปฏิบัติการบุกทลายจุดลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้เป็นฐานที่มั่นในการโจมตีเป้าหมายในประเทศไทย
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่บริษัทต้องสงสัยในตำบลแม่ตาว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมา โดยเจ้าหน้าที่พบว่ามีการลักลอบตั้งสถานีรับและส่งต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ผิดกฎหมาย เพื่อใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารของเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ ปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการตัดวงจรการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงการหลอกลวงผ่านระบบ VOIP และแอปพลิเคชันส่งข้อความต่างๆ ซึ่งหากขาดสัญญาณเหล่านี้ การดำเนินการของมิจฉาชีพจะหยุดชะงักลงทันที
ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการทำงานเชิงรุกของทรูที่นำระบบเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานเครือข่ายขั้นสูงมาใช้ตรวจสอบสิ่งผิดปกติ เมื่อพบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด นำไปสู่การขยายผลและออกหมายค้นจากศาลเพื่อเข้าจัดการกับพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งนับเป็นโมเดลความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทรงประสิทธิภาพและเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนที่สุดในรอบปี
เปิดเบื้องหลัง AI ทรู แกะรอยพฤติกรรมต้องสงสัย 24 ชั่วโมง
เบื้องหลังของการเข้าทลายรังมิจฉาชีพในครั้งนี้ เริ่มต้นจากการทำงานของระบบเฝ้าระวังเครือข่ายของทรูที่ตรวจพบพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบบได้แจ้งเตือนถึงผู้ใช้บริการ 2 รายที่จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคลและตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกันในพื้นที่แม่สอด ซึ่งมีการขอเปิดใช้วงจรอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในช่วงเริ่มต้นของการใช้บริการนั้น อัตราการรับส่งข้อมูลยังดูเป็นปกติเหมือนสำนักงานทั่วไป แต่หลังจากนั้นไม่นาน พฤติกรรมการใช้งานก็เริ่มเปลี่ยนไปจนผิดสังเกตจากรูปแบบการทำธุรกิจปกติอย่างสิ้นเชิง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกระหว่างวันที่ 22–25 กุมภาพันธ์ 2569 ทีมวิศวกรของทรูพบว่าปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีช่วงเวลาหยุดพักแม้แต่ในช่วงเวลากลางคืนหรือวันหยุด ซึ่งขัดกับธรรมชาติการทำงานของบริษัททั่วไปที่จะมีการใช้งานลดลงในช่วงนอกเวลาทำการ นอกจากนี้ สถานที่ติดตั้งยังมีความลุ่มหลงน่าสงสัยเนื่องจากตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมย ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศเมียนมาที่มักถูกระบุว่าเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ
ความชัดเจนยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อทรูได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพแวดล้อมเบื้องต้นและพบว่าอาคารดังกล่าวไม่มีผู้พักอาศัยประจำ แต่มีพนักงานเพียงไม่กี่คนคอยเฝ้าอุปกรณ์ ภายในมีการติดตั้งตู้ดัดแปลงอุปกรณ์เครือข่ายขนาดใหญ่ พร้อมอุปกรณ์ Network Management และ Gateway เพิ่มเติมซึ่งไม่ใช่มาตรฐานของผู้ให้บริการทั่วไป ลักษณะดังกล่าวบ่งชี้ชัดเจนว่าอาคารแห่งนี้ถูกดัดแปลงให้ทำหน้าที่เป็น “Relay Node” หรือจุดรับและส่งต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนโดยเฉพาะ เพื่อส่งสัญญาณความเร็วสูงจากฝั่งไทยข้ามแม่น้ำไปใช้ในพื้นที่ฝั่งเมียนมาโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ถูกต้อง
เสียงสะท้อนจากหน่วยงานรัฐและผู้บริหารต่อการตัดวงจรอาชญากรรม
ทางด้าน พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช สารวัตรกลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ให้ข้อมูลถึงขั้นตอนการดำเนินงานว่า หลังจากได้รับเบาะแสทางเทคนิคจากทรู เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตามพฤติกรรมและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดจนสามารถขอหมายค้นได้สำเร็จ ผลการตรวจค้นยืนยันว่ามีการดัดแปลงอุปกรณ์เพื่อส่งสัญญาณข้ามแดนจริง จึงได้สั่งการให้ตัดวงจรทันทีและยึดอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อขยายผลไปถึงตัวผู้กระทำความผิดและผู้ร่วมขบวนการต่อไป
ขณะที่ นายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. เน้นย้ำว่าพื้นที่ชายแดนถือเป็นจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการลักลอบส่งสัญญาณ ทาง กสทช. จึงเข้มงวดกับมาตรการควบคุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตและการติดตั้งเสาสัญญาณตามแนวชายแดนอย่างเคร่งครัด โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการอย่างทรูในการเป็นหูเป็นตาและปฏิบัติตามระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานของไทยถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
ในมุมมองของผู้บริหารภาคเอกชน นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการปิดช่องโหว่ไม่ให้โครงข่ายโทรคมนาคมกลายเป็นเครื่องมือของอาชญากร การทำงานร่วมกับ ACSC และ กสทช. เป็นพันธกิจหลักที่ทรูดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่เสี่ยงคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
“ทรูทำงานร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และ สำนักงาน กสทช. อย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเฝ้าระวังและตรวจจับพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ผิดปกติในพื้นที่ชายแดน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้โครงข่ายถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของอาชญากรรมออนไลน์”

มาตรการคุมเข้มซิมการ์ดและระบบ “ทรูไซเบอร์เซฟ” ป้องกันเชิงรุก
นอกเหนือจากการปราบปรามสถานีส่งสัญญาณเถื่อนแล้ว ทรูยังได้ยกระดับมาตรฐานการป้องกันภัยทางไซเบอร์ในส่วนของภาคผู้ใช้งานทั่วไปด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการขายและลงทะเบียนซิมการ์ด โดยมีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงของการขอจดทะเบียนหมายเลขในปริมาณมากผิดปกติ เพื่อป้องกันการนำซิมไปใช้เป็น “ซิมม้า” ในการโทรหลอกลวงประชาชนหรือใช้สร้างบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมเพื่อการฉ้อโกง
สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ทรูได้เปิดตัวบริการ “ทรูไซเบอร์เซฟ” (True CyberSafe) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันภัยออนไลน์ระดับโครงข่ายที่เปิดให้ลูกค้าทรูและดีแทคใช้งานได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติในการแจ้งเตือนเมื่อมีสายเรียกเข้าที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังว่าเป็นมิจฉาชีพ รวมถึงการตรวจสอบและแจ้งเตือนข้อความ SMS ที่มีความเสี่ยงหรือมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่อาจเป็นอันตรายต่อข้อมูลส่วนบุคคล
ความโดดเด่นของ True CyberSafe คือผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติมให้หนักเครื่อง เนื่องจากเป็นการป้องกันที่ระดับเน็ตเวิร์ก ระบบจะทำการบล็อกลิงก์และเว็บไซต์ต้องสงสัยทันทีที่ตรวจพบความเสี่ยง ช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะหลงเชื่อและคลิกเข้าไปติดกับดักของมิจฉาชีพได้ตั้งแต่วินาทีแรก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของทรูในการสร้างระบบนิเวศการใช้งานดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคน
“ในพื้นที่ชายแดนต่างๆ รวมทั้งชายแดนไทย-เมียนมา เป็นจุดเสี่ยงต่อการลักลอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ง่าย เนื่องจากเป็นพื้นที่พรมแดนติดกัน ทาง กสทช. จึงได้ร่วมทรู และผู้ให้บริการต่างๆ เข้มงวดในการตรวจสอบ และปฏิบัติตามมาตรการของ กสทช. อย่างเคร่งครัด” — นายสุธีระ พึ่งธรรม
บทสรุปแห่งชัยชนะบนสงครามไซเบอร์ริมพรมแดน
ปฏิบัติการที่แม่สอดในครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภารกิจที่ใหญ่กว่าในการรักษาความมั่นคงทางดิจิทัลของประเทศไทย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อภาคเอกชนที่มีความพร้อมทางเทคโนโลยีอย่างทรู ร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่าง CIB และหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. จะสามารถสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับประเทศได้ การตัดวงจรการสื่อสารเถื่อนเปรียบเสมือนการตัดทางลำเลียงเสบียงของศัตรู ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการก่ออาชญากรรมของกลุ่มมิจฉาชีพ
ในเชิงเศรษฐกิจ การปราบปรามเหล่านี้ช่วยลดความสูญเสียทางการเงินของประชาชนที่มักจะถูกหลอกให้โอนเงินออกนอกประเทศผ่านเครือข่ายเหล่านี้ ข้อมูลจากปฏิบัติการครั้งนี้จะถูกนำไปใช้วางรากฐานในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรด้านโทรคมนาคมของไทยจะถูกใช้เพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการทำลายหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม
สุดท้ายนี้ ปฏิบัติการกวาดล้างจุดลักลอบส่งสัญญาณเน็ตข้ามแดนที่ตำบลแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายใต้การนำของ นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ ที่ปรึกษาด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และทีมเจ้าหน้าที่รัฐ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความร่วมมือที่เข้มแข็งและเทคโนโลยีที่ทันสมัยคือคำตอบในการต่อกรกับภัยร้ายในยุคดิจิทัล ทรูยังคงยืนยันที่จะเป็นผู้นำในการเฝ้าระวังและสนับสนุนภาครัฐอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้คนไทยสามารถใช้งานโลกออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุดในอนาคต
#ทรู #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #แม่สอด #กสทช #ตำรวจสอบสวนกลาง #เน็ตเถื่อน #TrueCyberSafe #อาชญากรรมออนไลน์ #ความมั่นคงดิจิทัล

