ราชกิจจาฯ ปลดล็อก แอร์ Coway ขายได้แล้ว หลังยืนยันรังสีปลอดภัย

ราชกิจจาฯ ปลดล็อก แอร์ Coway ขายได้แล้ว หลังยืนยันรังสีปลอดภัย

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ออกโรงแถลงไขข้อเท็จจริงกรณีการประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อดัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและกระตุ้นกลไกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน พร้อมเผยยอดเฝ้าระวังข่าวปลอมที่พุ่งสูงทำลายสถิติผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยย้ำเตือนให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นเพื่อป้องกันความเสียหายทางทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้นจากการหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนในโลกออนไลน์


ปลดล็อกคำสั่งห้ามขายเครื่องปรับอากาศ Coway คืนความเชื่อมั่นสู่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า

สถานการณ์ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในหมวดหมู่เครื่องปรับอากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ราชกิจจานุเบกษาได้มีการประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Coway รุ่น CAC18-ST02 อย่างเป็นทางการ โดยทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ทำการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและยืนยันว่าเป็นข่าวจริง ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่กำลังมองหาเทคโนโลยีการทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในขณะนี้

เดิมทีเครื่องปรับอากาศรุ่นดังกล่าวเคยถูกออกคำสั่งห้ามจำหน่ายเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีรังสี UVC มาใช้ในการฆ่าเชื้อโรค ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติแล้ว สินค้าที่มีการแผ่รังสีจำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ในระยะยาว ทำให้ทางหน่วยงานภาครัฐต้องระงับการขายไว้ก่อนเพื่อรอผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงความรับผิดชอบและให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี โดยการส่งมอบผลิตภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการทดสอบด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับรังสี UVC ตามมาตรฐานสากล ซึ่งผลการทดสอบล่าสุดยืนยันว่าค่าการแผ่รังสีอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน ส่งผลให้มีการประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามขายดังกล่าว และอนุญาตให้เครื่องปรับอากาศรุ่นนี้กลับมาทำตลาดได้ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้เป็นต้นไป


จับตาภัยเงิบเงินกู้ปลอมบน TikTok และมาตรการคุมเข้มราคาสินค้าช่วงหน้าร้อน

ในขณะที่มีข่าวดีเรื่องการปลดล็อกสินค้า แต่ในมิติของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกลับพบว่ามีมิจฉาชีพฉวยโอกาสแอบอ้างชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ในการโฆษณาสินเชื่อออนไลน์ผ่านบัญชี TikTok โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มประชาชนที่กู้เงินไม่ผ่านหรือลูกค้าใหม่ที่กำลังต้องการสภาพคล่อง ซึ่งทางกระทรวงดีอีตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข่าวปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินของประชาชน จึงขอเตือนให้ยุติการแชร์และห้ามทำธุรกรรมผ่านลิงก์ที่ไม่ได้รับการยืนยันจากธนาคารโดยตรง

นอกจากประเด็นเรื่องสินเชื่อปลอมแล้ว ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะเรื่องการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากร้านค้าใดฝ่าฝืนไม่ติดป้ายราคาให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดแจ้ง จะมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท มาตรการนี้ออกมาเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในช่วงที่ความต้องการตลาดสูง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการคลายร้อนและอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

ในมิติด้านพลังงาน คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในการเตรียมการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการสู้ภัยค่าพลังงานแบบยั่งยืน ซึ่งถือเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวให้กับครัวเรือนไทย มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีประหยัดพลังงานได้ง่ายขึ้น สอดรับกับพยากรณ์อากาศที่ระบุว่าในช่วงวันที่ 11-17 เมษายน 2569 ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น


ยกระดับการเฝ้าระวังข่าวปลอมผ่าน Social Listening หลังพบเบาะแสนับแสนข้อความ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงสถิติการมอนิเตอร์ข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ประจำวันที่ 13 เมษายน 2569 พบว่ามีข้อความที่เข้าข่ายต้องสงสัยสูงถึง 162,483 ข้อความ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยช่องทางที่พบเบาะแสมากที่สุดคือผ่านระบบ Social Listening ซึ่งสามารถตรวจจับสัญญาณความผิดปกติได้ถึง 539 ข้อความ จากทั้งหมดที่ต้องดำเนินการตรวจสอบเร่งด่วน

กระบวนการคัดกรองข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมีการนำข้อความที่สงสัยมาวิเคราะห์และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง (Verify) ซึ่งจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่ามีเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างใกล้ชิด 11 เรื่อง โดยมีข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง แบ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง และข่าวปลอม 3 เรื่อง การทำงานเชิงรุกนี้เป็นไปตามนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่ต้องการสร้างความตระหนักรู้และเกราะป้องกันให้กับประชาชนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

การตรวจพบข่าวปลอมเรื่องการรับทำใบขับขี่ออนไลน์ผ่านบัญชี TikTok เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่สะท้อนถึงความพยายามของมิจฉาชีพในการเข้าถึงเหยื่อผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยม โดยแอบอ้างชื่อกรมการขนส่งทางบกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งความจริงแล้วการทำใบขับขี่ต้องดำเนินการผ่านช่องทางที่เป็นทางการของกรมฯ เท่านั้น การตรวจสอบและแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วของกระทรวงดีอีจึงเป็นกลไกสำคัญในการตัดวงจรอาชญากรรมไม่ให้ลุกลามจนสร้างความเสียหายในวงกว้าง


ความห่วงใยจากส่วนกลางสู่การป้องกันความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมการเสพสื่อของประชาชนในปัจจุบัน เนื่องจากข้อมูลบิดเบือนไม่ได้เพียงแค่สร้างความเข้าใจผิด แต่ยังนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งในแง่ของการเสียทรัพย์สินจากการถูกหลอกให้โอนเงิน หรือการถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้อาจขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมได้

การเลือกเชื่อและเลือกแชร์ข้อมูลถือเป็นอาวุธสำคัญที่ประชาชนทุกคนสามารถใช้ป้องกันตนเองได้ โดยเน้นย้ำให้เลือกรับข้อมูลจากหน่วยงานที่เป็นทางการหรือสื่อมวลชนที่มีจรรยาบรรณเท่านั้น ก่อนที่จะกดแชร์หรือส่งต่อข้อความใดๆ ควรมีการตรวจสอบลิงก์เว็บไซต์และที่มาของข่าวให้แน่ชัดเสียก่อน เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจากการหลงเชื่อข้อมูลเท็จอาจหมายถึงการสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิตหรือการตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมในอนาคต จะยังคงเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและชี้แจงความจริงให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในโลกไซเบอร์ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างนิเวศการสื่อสารที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับประชาชนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน


ช่องทางการติดต่อและแจ้งเบาะแสเพื่อร่วมสร้างสังคมออนไลน์ปลอดภัย

หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับบนสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรการรัฐ สินเชื่อ หรือความปลอดภัยของสินค้า สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1111 ต่อ 87 ซึ่งพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างสะดวกและรวดเร็วตามไลฟ์สไตล์การใช้งานที่แตกต่างกันในปัจจุบัน

ช่องทางหลักที่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ประกอบด้วย เว็บไซต์ทางการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Line Official Account, Facebook, X (Twitter), TikTok และ Instagram ซึ่งทุกช่องทางจะมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสารที่ผ่านการตรวจสอบแล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นฐานข้อมูลในการอ้างอิงและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

สุดท้ายนี้ ความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสถือเป็นกุญแจสำคัญในการปราบปรามข่าวปลอม หากทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและไม่สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ จะช่วยให้สังคมออนไลน์ของไทยมีความปลอดภัยมากขึ้น ลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะเข้ามาสร้างความเดือดร้อน และช่วยให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคง


“การสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน เป็นนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมที่สำคัญ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนในยุคปัจจุบัน”

— นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ


#เศรษฐกิจไทย, #ข่าวปลอม, #กระทรวงดีอี, #Coway, #ราชกิจจานุเบกษา, #เตือนภัยออนไลน์, #รังสีUVC, #สินเชื่อปลอม, #คุ้มครองผู้บริโภค, #TheReporterAsia

Related Posts