NTT DATA เปิดกลยุทธ์ ลุย Agentic AI ปั้นไทยสู่ AI-Native Enterprise

NTT DATA เปิดกลยุทธ์ ลุย Agentic AI ปั้นไทยสู่ AI-Native Enterprise

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในตลาดโลก องค์กรธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่เข้มข้นกว่าเดิม โดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกเสริมเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่ง NTT DATA ในฐานะผู้นำด้านบริการเทคโนโลยีระดับโลกได้ออกมาตอกย้ำบทบาทการเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ เพื่อพาองค์กรไทยก้าวข้ามขีดจำกัดจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การเป็น “AI-Native Enterprise” อย่างเต็มรูปแบบ

ความน่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อยู่ที่การขยายผลจากการใช้ Generative AI ในระดับพื้นฐาน ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Agentic AI ซึ่งมีความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติและปรับตัวตามเป้าหมายของธุรกิจได้อย่างชาญฉลาด ผลการศึกษาชี้ชัดว่าองค์กรที่เป็นผู้นำด้าน AI มีโอกาสสร้างการเติบโตของรายได้มากกว่าองค์กรทั่วไปถึง 2.5 เท่า และรักษาอัตรากำไรได้สูงกว่าถึง 3.6 เท่า นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าหากธุรกิจใดไม่สามารถบูรณาการ AI เข้ากับกระบวนการหลักได้สำเร็จ อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ


“ความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่การเริ่มต้นใช้ AI อีกต่อไป แต่คือการขยายการใช้งาน AI ไปสู่ระดับองค์กร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้และยั่งยืน การทรานส์ฟอร์มที่ประสบความสำเร็จต้องตั้งอยู่บนรากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง โดยผสานเทคโนโลยี ข้อมูล และศักยภาพของบุคลากรเข้าด้วยกัน”

— นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ NTT DATA, Inc. ประเทศไทย


วิสัยทัศน์ AI-Native Enterprise กับการสร้างผลกำไรที่เหนือกว่า

การก้าวเข้าสู่ยุค AI-Native Enterprise ของ NTT DATA ไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งซอฟต์แวร์ แต่คือการฝังเทคโนโลยี AI ลงไปในกระบวนการหลักของธุรกิจอย่างเป็นระบบ ในปัจจุบันองค์กรชั้นนำในประเทศไทยในกลุ่มการเงิน การผลิต ค้าปลีก และการแพทย์ ต่างเร่งนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนการดำเนินงาน ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่าบริษัทที่สามารถยกระดับเป็น AI Leader จะเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะการสร้างรายได้ที่เติบโตเกินกว่า 10% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มที่ยังลังเลในการใช้เทคโนโลยีอย่างเห็นได้ชัด

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างองค์กรที่เป็นผู้นำและผู้ตามด้าน AI คือการมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการประเมินระดับความพร้อมขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ AI Leader มักจะมีการกำหนดโครงสร้างธรรมาภิบาลข้อมูลที่แข็งแกร่งและสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในระดับปฏิบัติการจริงได้สำเร็จ (Industrialization) ในขณะที่กลุ่มผู้ตามหรือ AI Laggard มักจะยังติดอยู่กับความไม่แน่ใจในการลงทุนและการทดสอบระบบที่ยังไม่เห็นคุณค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเน้นไปที่ Proof of Value หรือการพิสูจน์คุณค่าต่อธุรกิจมากกว่าแค่การทำ Proof of Concept แบบเดิมๆ

ในตลาดประเทศไทย NTT DATA สังเกตเห็นการขยับตัวเข้าหาการดำเนินงานที่ชาญฉลาดหรือ Intelligent Operation มากขึ้น ซึ่งครอบคลุมทั้งการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การสนับสนุนงานหลังบ้าน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ผ่านข้อมูลเชิงลึก ตลาดไอทีในไทยที่มีมูลค่าสูงเกือบแสนล้านบาทกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการใช้จ่ายด้าน AI เทคโนโลยีคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง องค์กรที่สามารถบูรณาการข้อมูลและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจาก AI ได้ก่อน จึงเป็นผู้ที่จะครองส่วนแบ่งการตลาดในอนาคต

Agentic AI พรมแดนใหม่แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม

หากปีที่ผ่านมาคือปีของ Generative AI ที่ช่วยในการสร้างเนื้อหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานรายบุคคล ปีนี้และปีต่อจากนี้คือยุคของ Agentic AI ที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำงานแทนมนุษย์ในระดับกระบวนการ NTT DATA ได้นำเสนอแนวทาง “Agent First Strategy” เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถนำ AI ไปใช้งานในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีนี้มีความแตกต่างจาก AI ทั่วไปตรงที่มันสามารถรับเป้าหมายและตัดสินใจดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ ได้เองอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดรูปแบบ Autonomous Enterprise ที่ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ด้วยความคล่องตัวสูงสุด

กลยุทธ์สำคัญของ NTT DATA คือการสร้าง “Agentic AI Factory” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มในการวิจัยและพัฒนารูปแบบการใช้งาน AI ที่ตอบโจทย์เฉพาะเจาะจงในแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโซลูชันในแนวตั้ง เช่น การจัดการทางการเงิน หรือโซลูชันในแนวนอน เช่น ระบบทรัพยากรบุคคลและการบัญชี การนำ Agent เข้ามาช่วยงานในระบบ Security Operations Center (SOC) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดย AI สามารถวิเคราะห์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้เร็วกว่ามนุษย์ถึง 10 เท่า ช่วยป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ NTT DATA ยังเน้นย้ำถึงการใช้แนวคิด Customer Zero โดยการนำเทคโนโลยี Agentic AI มาปรับใช้ภายในองค์กรของตนเองก่อน เพื่อทดสอบและพัฒนากระบวนการให้สมบูรณ์ที่สุด ผ่านแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เรียกว่า Asset ซึ่งเป็นเครื่องมือภายในที่ช่วยในการส่งมอบบริการและแนะนำแนวทางการดำเนินงานได้อย่างแม่นยำ การมีรากฐานจากประสบการณ์จริงทำให้บริษัทสามารถให้คำปรึกษาและวางแผนการใช้งาน AI ให้กับลูกค้าได้อย่างมีรูปธรรม มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ทางธุรกิจมากกว่าเพียงแค่การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเท่านั้น

ทลายกำแพงอุปสรรคและการสร้างรากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง

แม้ว่าความต้องการใช้งาน AI ในไทยจะสูงมาก แต่หลายองค์กรยังคงเผชิญกับข้อจำกัดที่สำคัญ โดยเฉพาะระบบไอทีแบบเดิม และโครงสร้างข้อมูลที่กระจัดกระจาย การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลและ AI ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดรั้งการขยายการใช้งานไปสู่ระดับองค์กร NTT DATA จึงได้เข้ามาตอบโจทย์ด้วยความสามารถแบบ Full-Stack Capabilities ที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การจัดการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ไปจนถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถทรานส์ฟอร์มได้อย่างไร้รอยต่อ

การจัดการข้อมูลหรือ Data Foundation คือหัวใจสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ แต่การรอให้ข้อมูลสะอาดทั้งหมดก่อนเริ่มใช้ AI อาจทำให้องค์กรเสียโอกาสทางการแข่งขัน แนวทางของ NTT DATA คือการทำงานแบบ Doing-Learning-Doing โดยการเลือกโครงการที่มีคุณค่าสูงและสร้างผลลัพธ์ได้เร็วมาดำเนินการก่อน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมไปพร้อมๆ กัน สิ่งนี้ช่วยให้องค์กรเห็นความคุ้มค่าของการลงทุนได้ทันทีและสามารถปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้รองรับการขยายตัวในอนาคตได้อย่างมีทิศทาง

ในโลกปัจจุบันที่ความซับซ้อนของเทคโนโลยีมีมากขึ้น องค์กรธุรกิจเริ่มมองหาการรวบรวมพันธมิตรไอที เพื่อลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการ NTT DATA ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นพันธมิตรระดับโลกที่มีการส่งมอบในระดับท้องถิ่น โดยการผสานจุดแข็งด้านนวัตกรรมจากเครือข่ายทั่วโลกเข้ากับความเข้าใจในวัฒนธรรมและบริบทของตลาดไทย ทำให้การบูรณาการระบบไอที ทั้งคลาวด์ แอปพลิเคชัน และความปลอดภัย สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดบนแพลตฟอร์มเดียว

ธรรมาภิบาล AI: เบรกที่ช่วยให้รถแข่งวิ่งได้เร็วที่สุด

หนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อน AI คือการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบ NTT DATA ได้เปรียบเทียบการใช้ AI กับรถแข่ง Formula 1 ว่าคนส่วนใหญ่อาจมองหาแต่เครื่องยนต์ที่แรงที่สุด แต่แท้จริงแล้ว “เบรก” หรือการมี AI Governance ที่ดีต่างหากที่จะทำให้คุณกล้าขับรถด้วยความเร็วสูงสุด หากองค์กรไม่มีระบบควบคุมความปลอดภัยและธรรมาภิบาลข้อมูลที่ชัดเจน ความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลหรือความเสี่ยงทางไซเบอร์จะกลายเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้ธุรกิจสามารถดึงศักยภาพของ AI ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

การสร้างกรอบการกำกับดูแล AI ของ NTT DATA เน้นไปที่ความปลอดภัย ความโปร่งใส และการจัดการความเสี่ยงในวงกว้าง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีข้อมูลอ่อนไหวสูงอย่างธนาคารและการแพทย์ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาอย่าง Shadow AI หรือการที่พนักงานนำ AI ภายนอกมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจนำไปสู่การรั่วไหลของความลับบริษัท การให้คำปรึกษาของ NTT DATA จึงครอบคลุมทั้งในมิติของเทคโนโลยี กระบวนการ และตัวบุคคล เพื่อสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งในทุกเลเยอร์

นอกจากนี้ การสร้างความไว้วางใจในผลลัพธ์ของ AI ยังเป็นสิ่งที่องค์กรไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ NTT DATA มุ่งมั่นที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผ่านนวัตกรรมที่คำนึงถึงจริยธรรม การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีของ NTT Group เป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจในการส่งมอบเทคโนโลยีที่ไม่เพียงแต่สร้างกำไร แต่ยังต้องมีความปลอดภัยและยั่งยืน การเป็นพันธมิตรระยะยาวจึงหมายถึงการเดินเคียงข้างลูกค้าเพื่อจัดการกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

คนคือหัวใจ: การสร้างวัฒนธรรม AI และทักษะแห่งอนาคต

ภายใต้ยุทธศาสตร์ “People-First” NTT DATA เชื่อมั่นว่าความสำเร็จของเทคโนโลยีขึ้นอยู่กับความพร้อมของบุคลากรเป็นสำคัญ ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานในประเทศไทยกว่า 1,600 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการส่งเสริมให้มีทักษะด้าน AI Literacy และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล วัฒนธรรมองค์กรได้รับการปรับเปลี่ยนให้มีความเป็น “New Startup Mindset” ที่เน้นการทำงานร่วมกัน ความคล่องตัว และการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อรองรับวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ของ NTT DATA ขยายวงกว้างไปสู่การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและโครงการฝึกงานต่างๆ เพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุค AI นายธนพงษ์มองว่าบทบาทของผู้นำในยุคนี้ต้องเปลี่ยนจากการเป็นครูผู้สอน มาเป็นโค้ช หรือผู้อำนวยความสะดวก เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของพนักงานออกมาและสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างสำหรับไอเดียใหม่ๆ การเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหัวใจหลักในการรักษาความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

สิ่งที่น่าภูมิใจคือคนไทยมีอัตราการปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี AI สูงถึง 72% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือโอกาสสำคัญที่ NTT DATA จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการดึงเงินลงทุนและเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาสู่ประเทศไทย การสร้างสำนักงานใหม่ที่เน้นการทำงานร่วมกัน และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในองค์กร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างสร้างสรรค์ รางวัล Top Employer of the Year จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการดูแลและพัฒนาคนอย่างแท้จริง

One NTT DATA: การรวมพลังเพื่อความเป็นที่หนึ่งในไทย

การรวมบริษัทภายใต้วิสัยทัศน์ “One NTT DATA” เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ให้บริการไอทีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในแง่ของความครอบคลุม จากเดิมที่มีบริษัทลูกกระจายอยู่ทั่วไป ปัจจุบันได้ถูกควบรวมเข้ามาอยู่ภายใต้ออฟฟิศแห่งใหม่เพื่อสร้างพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจที่เหนือกว่า ความพร้อมนี้ช่วยให้บริษัทสามารถส่งมอบโซลูชันที่บูรณาการทั้ง CRM, ERP, และ Infrastructure ได้อย่างครบวงจร ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องดีลกับพันธมิตรหลายรายที่กระจัดกระจายอีกต่อไป

จุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดของ NTT DATA คือความมั่นคงทางการเงิน และความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีที่ซับซ้อนให้เข้ากับบริบทของธุรกิจในไทย ด้วยประสบการณ์ในการดูแลลูกค้ากลุ่มธนาคารรายใหญ่และโทรคมนาคม ทำให้บริษัทมีความเชี่ยวชาญในระบบ Mission Critical ที่ต้องการความเสถียรและความปลอดภัยสูงสุด การมีศูนย์ความเป็นเลิศ (COE) ในประเทศไทยในด้านต่างๆ เช่น SAP และ Data AI ยังช่วยให้ไทยกลายเป็นฐานทัพสำคัญในการส่งออกความเชี่ยวชาญไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย

ในระยะยาว NTT DATA มุ่งหวังที่จะเป็นพันธมิตรดิจิทัลที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การทำงานร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ AWS ในการเปิด Local Region ในไทย จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมหาศาล NTT DATA พร้อมที่จะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ขายผลิตภัณฑ์ไปสู่การเป็นผู้สร้างผลลัพธ์ เพื่อนำพาองค์กรไทยไปสู่การเป็นผู้นำในยุค AI-Native Enterprise ได้อย่างสง่างาม


#NTTDATA #AINativeEnterprise #AgenticAI #DigitalTransformation #ThailandEconomy #IntelligentOperation #TechNews #OneNTTDATA #ResponsibleAI #FutureOfWork

Related Posts