“วราวุธ ศิลปอาชา” เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในรอบ 37 ปี หวนคืนเก้าอี้กระทรวงอุตสาหกรรมตามรอยพ่อ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ “ONE MIND” บูรณาการทุกกรมเป็นหนึ่งเดียว รื้อกฎหมายล้าสมัย ตั้งเป้าอนุมัติโรงงานจบใน 1 เดือน ชูอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจผู้สูงอายุเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน
การก้าวเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของ นายวราวุธ ศิลปอาชา ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองตามวาระปกติ แต่คือการเดินทางกลับมาสานต่องานในสถานที่ที่บิดาอย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยสร้างรากฐานไว้เมื่อกว่า 3 ทศวรรษที่แล้ว โดยนายวราวุธได้ถ่ายทอดความภูมิใจผ่านตัวเลขความทรงจำ 37 ปี 7 เดือน กับอีก 21 วัน นับจากวันที่บิดาเคยนั่งเก้าอี้ตัวนี้ การกลับมาครั้งนี้จึงมาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะนำพา “สายเลือดศิลปอาชา” มาพลิกโฉมโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับคนไทยในอีก 30 ปีข้างหน้า
หัวใจสำคัญของนโยบายที่ถูกแถลงออกมาคือ “ONE MIND” หรืออุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นการนำอักษรย่อภาษาอังกฤษของกระทรวงอุตสาหกรรม (MIND) มาตีความใหม่ให้กลายเป็นพลังแห่งการทำงานเชิงบูรณาการ นายวราวุธเน้นย้ำว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะไม่มีการแยกส่วนการทำงานแบบ “ไซโล” หรือต่างคนต่างทำอีกต่อไป แต่ทุกกรม ทุกกอง และทุกรัฐวิสาหกิจในสังกัดจะต้องสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้การบริการประชาชนและภาคเอกชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หากคนในกระทรวงยังคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ย่อมไม่สามารถไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนอื่นหรือนักลงทุนต่างชาติได้
นโยบาย ONE MIND นี้ไม่ได้เป็นเพียงคำสวยหรู แต่คือการปรับทัศนคติข้าราชการให้มองว่า “ทุกปัญหาคือภารกิจของกระทรวง” ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในพื้นที่ของกรมใดก็ตาม โดยรัฐมนตรีวราวุธมุ่งหวังที่จะเห็นทีมบริหารกระทรวงทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ร่วมกันเป็นทีมเพื่อรับทราบปัญหาที่แท้จริงหน้างาน เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่มักมีความคาบเกี่ยวกันหลายด้าน การทำงานแบบหนึ่งเดียวจะช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและสร้างพลังในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกที่มีเกณฑ์กติกาใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
ประเด็นที่น่าสนใจและถือเป็น “หัวใจ” ของการทำงานในยุคนี้คือการรับฟังเสียงของประชาชนและการสร้างระบบมีส่วนร่วม นายวราวุธได้กล่าวเปรียบเทียบไว้อย่างน่าเห็นภาพว่า “ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์” ซึ่งสะท้อนความจริงที่ว่างานของกระทรวงอุตสาหกรรมมักจะถูกพูดถึงเมื่อเกิดปัญหาหรือความเดือดร้อน ดังนั้นเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยน “หู” ของกระทรวงที่มีอยู่มากมายจากหลายช่องทางร้องเรียน ให้กลายเป็น “หูเดียว” ที่ทรงพลัง ผ่านการบูรณาการระบบ Hotline และช่องทางออนไลน์ทุกประเภทเข้าด้วยกัน เพื่อให้การรับข้อมูลเป็นเอกภาพและสามารถติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาได้แบบ Real-time เหมือนระบบการติดตามพัสดุในปัจจุบัน
การรับฟังเสียงประชาชนต้องนำไปสู่การแก้ไขที่รวดเร็วและตรงจุด นายวราวุธย้ำชัดว่าการแก้ปัญหาต้องเกิดขึ้นใน “ชาตินี้” ไม่ใช่รอไปถึงชาติหน้า โดยเขาได้มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงและผู้บริหารสรุปรายงานการร้องเรียนและสถิติการแก้ไขปัญหาให้ทราบทุกต้นเดือน เพื่อวัดความพึงพอใจของประชาชนที่ต้องได้รับมากกว่าสิ่งที่คาดหวัง การสร้าง Engagement กับพี่น้องประชาชนไม่ใช่เพียงการตอบคำถาม แต่คือการทำให้เขารู้สึกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมอยู่เคียงข้างและพร้อมจะเป็นที่พึ่งเมื่อเกิดผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงานหรือมลพิษต่างๆ
“ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์ เรื่องดี ๆ เขาไม่ค่อยมาบอกเราหรอก แต่เรื่องไม่ดี เนี่ยเขามาหาเราก่อน พอเราแก้เสร็จแล้วเขาก็จะเงียบไปเลย ไม่ต้องคาดหวังนะครับว่าเขาจะขอบคุณหรืออะไร แต่การรับฟังและก็แก้ให้ถูกจุด นี่คือหัวใจในการทำงานของพวกเรา” — นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ในส่วนของการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ นายวราวุธได้วางกรอบการทำงานที่สอดรับกับนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง ดิจิทัล, AI, เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรม Wellness แต่สิ่งที่เป็นจุดเน้นพิเศษคือ “อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง” (High Value-Added Agriculture) โดยเขามองว่าประเทศไทยมีต้นทุนด้านความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นการส่งออกสินค้าเกษตรในรูปแบบเดิมๆ จะไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้อีกต่อไป กระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแปร รูปสินค้าเกษตรให้มีราคาแพงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Smart Food Industry) เป็นอีกหนึ่งหมากสำคัญที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค นายวราวุธมองเห็นโอกาสในกลุ่ม Functional Food และ Medical Food ซึ่งตอบโจทย์สังคมที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการยกระดับสมุนไพรไทยจากการส่งออกเป็นวัตถุดิบปริมาณมาก มาเป็นการสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม เป้าหมายคือ “ส่งออกของน้อยแต่ราคาแพง” เพื่อให้เงินที่ได้กระจายกลับไปสู่มือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างแท้จริง ผ่านการพัฒนาศักยภาพและการทำ Content Marketing ที่ทรงพลัง
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงไทยเข้ากับ Global Value Chain เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นายวราวุธชี้ให้เห็นว่าโลกในปัจจุบันเล็กลงมาก และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ เป็นทั้งความท้าทายและโอกาส ประเทศไทยต้องวางตัวเป็นมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การสร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ ในลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยไม่หยุดชะงัก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานโลกที่สำคัญอย่างยั่งยืน
มาตรการที่เรียกเสียงฮือฮาที่สุดในการแถลงนโยบายครั้งนี้คือการประกาศ “รื้อกฎหมาย” และระเบียบปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน นายวราวุธมองว่ากฎหมายบางฉบับเก่าแก่กว่าอายุของตลาดหลักทรัพย์ฯ เสียด้วยซ้ำ ทำให้การตั้งโรงงานในไทยใช้เวลานานถึง 3-6 เดือน ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เขาจึงมอบโจทย์สุดท้าทายให้ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมว่า จะต้องทำให้การขออนุญาตตั้งโรงงานจบภายใน “1 เดือน” ให้ได้ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
แนวทางการปฏิรูประบบอนุมัติอนุญาตจะเปลี่ยนจากการ “ตรวจสอบก่อนทำ” เป็นการ “ให้ทำก่อนแต่มีหลักประกัน” โดยจะนำระบบ Self-certification มาใช้ให้ผู้ประกอบการรับรองตนเองตามมาตรฐานที่กระทรวงกำหนด พร้อมวางหลักประกันความเสียหายไว้ หากภายหลังตรวจสอบพบว่าไม่เป็นไปตามเกณฑ์ กระทรวงจะดำเนินการสั่งปิดและยึดหลักประกันทันที วิธีการนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและโปร่งใสมากขึ้น เพราะลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยนายวราวุธได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานด้านกฎหมายขึ้นมาประชุมทุกสัปดาห์เพื่อเร่งทำ Fast Track กฎหมายอุตสาหกรรมส่งให้กฤษฎีกาพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
นอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้ยุค ONE MIND จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) เป็นอย่างมาก นายวราวุธแสดงความกังวลถึงฐานข้อมูลของโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมที่อาจถูกโจมตีได้ทุกเมื่อ หากระบบควบคุมเครื่องจักรหรือระบบจัดการของเสียถูกแฮ็ก อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ดังนั้นการพัฒนาฐานข้อมูลอุตสาหกรรม (Data Lake) จึงต้องมาพร้อมกับมาตรการป้องกันที่เข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวราวุธไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์ด้านการอนุรักษ์ แต่เขานำมาประยุกต์เข้ากับงานอุตสาหกรรมอย่างแนบแน่น โดยประกาศว่าอุตสาหกรรมไทยต้องมุ่งสู่ “Net Zero” ภายในปี 2050 ตามนโยบายของรัฐบาล การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตให้เป็นมาตรฐานสากลคือภารกิจเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษีคาร์บอนอย่าง CBAM ของยุโรป หรือกฎหมายในลักษณะเดียวกันจากสหรัฐอเมริกาที่กำลังจะตามมา
แนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) จะถูกบังคับใช้จริงจังผ่านการติดตั้งระบบ Digital Monitoring เพื่อตรวจสอบมลพิษจากโรงงานแบบ Real-time รัฐมนตรีวราวุธเน้นย้ำว่า “บ้านเราต้องสะอาดก่อนไปสั่งคนอื่น” ดังนั้นนิคมอุตสาหกรรมในสังกัดกระทรวงจะต้องเป็นต้นแบบในการจัดการน้ำเสียและควันพิษที่มีมาตรฐานสูงสุด หากเขาตื่นมาแล้วพบว่าค่ามลพิษเกินมาตรฐาน เขาพร้อมจะสั่งปิดโรงงานนั้นทันทีไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ว่าอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ การรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยังครอบคลุมถึงการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ นายวราวุธเตือนให้ภาคอุตสาหกรรมเตรียมพร้อมรับมือกับทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันที่รุนแรงขึ้นจากสภาวะโลกร้อน การปรับระบบการผลิตให้ใช้หน้ำน้อยลง (Water Efficiency) และการสร้างระบบป้องกันภัยพิบัติในนิคมอุตสาหกรรมจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำทันที ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ไข เพราะต้นทุนความเสียหายจากภัยธรรมชาติในยุคนี้สูงเกินกว่าจะแบกรับได้
ประเด็นสุดท้ายที่ถือเป็นวิสัยทัศน์กว้างไกลคือการเตรียมความพร้อมรับมือกับ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” หรือ Demographic Change ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม นายวราวุธจึงเสนอแนวคิดอุตสาหกรรมเพื่อผู้สูงอายุ (Silver Industry) และการดึงศักยภาพของผู้สูงอายุกลับมามีส่วนร่วมในการทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ชุดหุ่นยนต์ช่วยเดิน (Exoskeleton) ที่จะทำให้ผู้สูงวัยยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตต้องไม่ทอดทิ้ง “คนตัวเล็ก” หรือผู้ประกอบการรายย่อยและคนพิการ นายวราวุธมีแผนจัดตั้ง “กองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย” (National Industrial Transformation Fund) เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงเทคโนโลยีและ Upskill/Reskill แรงงานไทยให้ก้าวทันอุตสาหกรรมยุคใหม่ การสร้างงานในท้องถิ่นเพื่อลดการย้ายถิ่นฐานจะช่วยให้สถาบันครอบครัวแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่มั่นคง
“วันนี้ผมอยากให้กระทรวงอุตสาหกรรมมองไปที่คนตัวเล็กครับ เพราะว่าทุก ๆ กระทรวงในประเทศไทย เงินเดือนของพวกเรามาจากภาษีของพี่น้องประชาชน… จะทำอย่างไรให้คนตัวเล็กสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมของเมืองไทยได้ ตั้งแต่ SMEs มาจนถึงระดับใหญ่ ๆ เพราะถ้า SMEs ตาย บริษัทใหญ่ ๆ ก็ตายด้วยเช่นกัน” — นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
การประกาศนโยบาย ONE MIND ในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการมอบนโยบายข้าราชการ แต่มันคือการประกาศเจตนารมณ์ในการ “สร้างอนาคต” ที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย โดยมีภาคอุตสาหกรรมเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม
#วราวุธศิลปอาชา #กระทรวงอุตสาหกรรม #ONEMIND #อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว #NetZero2050 #GreenIndustry #ปฏิรูปกฎหมายอุตสาหกรรม #เศรษฐกิจไทย #อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง #TheReporterAsia

