AWS พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย AI ขับเคลื่อนนวัตกรรมคลาวด์สู่เวทีโลก

AWS พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย AI ขับเคลื่อนนวัตกรรมคลาวด์สู่เวทีโลก

อเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) เดินหน้าปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปั้นบุคลากรในไทย ขับเคลื่อนองค์กรทุกระดับด้วยขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน ผ่านเวทีใหญ่ AWS Summit Bangkok 2026

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ ACT พลิกโฉมเทคโนโลยีขับเคลื่อนองค์กรไทย

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกสำหรับองค์กรธุรกิจอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ทางรอด” เดียวในการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการภาครัฐให้ก้าวทันความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากข้อมูลล่าสุดพบว่ากว่า 70% ขององค์กรในประเทศไทยต่างมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เทคโนโลยีเจเนอเรทีฟเอไอ (Generative AI) จะเข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กรไม่ทางใดก็ทางหนึ่งภายในช่วงเวลา 18 เดือนข้างหน้านี้ การตื่นตัวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยกำลังเร่งปรับตัวเพื่อเข้าสู่คลื่นลูกใหม่แห่งนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

ความท้าทายสำคัญที่องค์กรในประเทศไทยกว่า 51% ต้องเผชิญและมองว่าเป็นอุปสรรคหลักในการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี คือการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ AWS จึงได้เน้นย้ำยุทธศาสตร์หลักที่เรียกว่า “ACT” (Alify, C-Com, Transform) เพื่อเป็นแนวทางเบื้องหลังการทำงานในการขจัดอุปสรรคเหล่านี้ พร้อมทั้งขยายการดำเนินงานด้านการฝึกอบรมพัฒนาทักษะไอทีและ AI ให้กับคนไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างบุคลากรที่ผ่านการอบรมในประเทศไปแล้วมากกว่า 120,000 คน

คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงพันธกิจและวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นตั้งใจยาวนานในการพัฒนาทักษะและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้ โดยได้ระบุใจความสำคัญเอาไว้ว่า

“นับเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้คงเห็นแล้วว่าเราได้เดินทางกันมาไกลมาก เราเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุด ให้โอกาสทั้งองค์กรขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และองค์กรทั้งในส่วนของภูมิภาคและประเทศในการยกระดับความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และเช่นเดียวกันสำหรับประเทศไทย เราได้เดินตามเจตนารมณ์นี้มาตลอดในช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา”

ปักหมุดลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์ ขยายเซิร์ฟเวอร์ไทยความปลอดภัยสูงสุด

เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง AWS ได้ประกาศแผนการลงทุนระยะยาวในประเทศไทยด้วยงบประมาณรวมกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท) ภายในกรอบระยะเวลา 15 ปี (ถึงปี 2037) พร้อมทั้งการเปิดให้บริการคลาวด์และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ครอบคลุม โดย ณ ปัจจุบันได้ทำการเปิดตัวศูนย์บริการและขยายโหนดเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทยไปแล้วรวมกว่า 120 เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงการเปิดตัวบริการใหม่อย่าง Amazon Bedrock แพลตฟอร์ม AI สำคัญที่ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถเข้าถึงและพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยบนผืนแผ่นดินไทย

ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมระบบคลาวด์ของ AWS ได้ถูกนิยามการออกแบบไว้ว่าเป็นระบบ “Secure by Design” หรือการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนา เนื่องด้วยแนวคิดด้านอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ในยุคปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่การตัดขาดการเชื่อมต่อจากโลกอินเทอร์เน็ตภายนอก แต่คือความสามารถขององค์กรในการบริหารจัดการ ควบคุม และป้องกันความเสี่ยงของข้อมูลได้อย่างเบ็ดเสร็จเมื่อเกิดปัญหา สอดคล้องกับการที่ AWS เป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายแรกและรายเดียวที่ร่วมมือทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกปช.) ในการกำหนดมาตรฐาน Cyber Security สำหรับประเทศไทย

นอกจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความปลอดภัยสูงแล้ว AWS ยังได้ยกระดับการให้บริการหลังการขายผ่านทีมงาน Enterprise Support ด้วยการนำระบบ AI Operation เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที โดยทีมวิศวกรจัดการเหตุการณ์ (Incident Engineer) ของ AWS มีความสามารถในการตอบสนองและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยที่เกิดขึ้นกับระบบของลูกค้าได้ภายในเวลา 5 นาทีแรก สิ่งนี้ช่วยสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกอบการไทย ทั้งภาคเอกชนรายใหญ่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนสตาร์ทอัพ และหน่วยงานภาครัฐบาล

นวัตกรรมเอเจนต์ไอทีและเคอโร ตัวช่วยปลดล็อกระบบเก่าสู่โลกอนาคต

อีกหนึ่งความท้าทายครั้งใหญ่ขององค์กรธุรกิจชั้นนำทั่วโลกคือ ปัญหาการติดหล่มทางเทคโนโลยีที่เกิดจากระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์แบบเก่า (Legacy Systems) ซึ่งจากการสำรวจพบว่ากว่า 70% ของงบประมาณด้านไอทีภายในองค์กรส่วนใหญ่ ต้องสูญเสียไปกับการบำรุงรักษาระบบเก่าเหล่านี้ให้ยังคงทำงานได้ ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านและปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัย (Modernization) กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากและต้องใช้เวลาดำเนินการยาวนานหลายปี AWS จึงได้พัฒนาเครื่องมือล้ำสมัยอย่าง “AOS Transform” เข้ามาช่วยเร่งความเร็วในการย้ายฐานข้อมูลและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบไอทีขนาดใหญ่ให้เสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็ว

ประสิทธิภาพของเครื่องมือ Transform สามารถช่วยลดระยะเวลาความพยายามในการย้ายระบบไอทีขององค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกไปแล้วรวมกว่า 1.5 ล้านชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับการทำงานของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไปเป็นระยะเวลายาวนานถึง 750 ปี และเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย AWS ได้เปิดตัว “Transform Customs” ที่เปิดโอกาสให้องค์กรสามารถสร้าง AI Agent เพื่อเรียนรู้และปรับเปลี่ยนระบบซอฟต์แวร์เฉพาะทาง หรือภาษาโปรแกรมมิ่งเฉพาะขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น สายการบินชั้นนำที่สามารถนำเครื่องมือนี้ไปใช้ลดเวลาและต้นทุนในการปรับปรุงระบบลงได้ถึง 80% จากที่คาดการณ์ไว้เดิม

นอกจากนี้ AWS ยังส่งมอบเครื่องมือ AI อัจฉริยะตัวใหม่ภายใต้ชื่อ “Kiro” (คิโระ) ซึ่งเป็นระบบ AI Powered Software Development ที่เข้ามาปฏิวัติการเขียนโค้ดและการสร้างซอฟต์แวร์ โดย Curo จะทำงานร่วมกับนักพัฒนาในการเปลี่ยนคำสั่งภาษาธรรมดา (Prompts) ให้กลายเป็นข้อกำหนดทางเทคนิคที่ละเอียดและพัฒนาออกมาเป็นโค้ดที่พร้อมใช้งานได้จริงตามมาตรฐานของทีม ควบคู่ไปกับ “Amazon Quick” แพลตฟอร์มผู้ช่วยอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูล ไฟล์ในเครื่อง ปฏิทินงาน และอีเมลเข้าด้วยกัน ช่วยลดเวลาในการจัดทำข้อมูลสรุปและเตรียมงานของฝ่ายขายจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 5 ชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที

พลังพันธมิตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนหมื่นล้านดอลลาร์

ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค AWS ตระหนักดีว่าไม่สามารถทำงานชิ้นใหญ่ระดับประเทศนี้ได้เพียงลำพัง จึงได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งภายใต้ AWS Partner Network (APN) และได้ร่วมลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Collaboration) กับพันธมิตรรายใหญ่ในไทย เพื่อร่วมกันสนับสนุนทุน ทักษะการฝึกอบรม และร่วมกันร่างแผนงานสำหรับการทำ Digital Transformation ความร่วมมือนี้ส่งผลให้บริษัทพันธมิตรของไทยอย่าง เมโทรซิสเต็มส์ฯ (Metro Systems) สามารถคว้าตำแหน่ง AIC Partner รายแรกของภูมิภาคอาเซียน เพื่อนำไปพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ซีไอซี (CIC) เพื่อปฏิวัติวงการแอปพลิเคชันทั้งในไทยและต่างประเทศ

ทางด้านภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีอัตราการเติบโตทางดิจิทัลที่รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 มูลค่าธุรกรรมออนไลน์และการค้าดิจิทัลในภูมิภาคนี้จะทะยานสูงขึ้นจนมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ยังเต็มไปด้วยความท้าทายจากความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และไร้รอยต่อ จึงถือเป็นฟันเฟืองและหัวใจสำคัญที่สุดในการเชื่อมโยงพฤติกรรมการช็อปปิ้งและการเดินทางท่องเที่ยวของประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน

AWS AI

คุณวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) หนึ่งในพันธมิตรผู้ให้บริการระบบชำระเงินระดับสากล ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอาไว้อย่างชัดเจนว่า

“เวลาที่เราพูดถึงเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างแรกที่ทุกท่านน่าจะนึกถึงคือ แพลตฟอร์ม e-Commerce หรือโมบายแอปพลิเคชันต่าง ๆ ใช่ไหมครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญมาก ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลคือ ระบบการชำระเงินที่ดีครับ และในขณะที่เรากำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ น่าจะมีธุรกรรมเป็นล้านรายการเลยครับ ที่กำลังวิ่งผ่านแพลตฟอร์มของเราทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้”

ถอดรหัสความสำเร็จองค์กรไทยและการใช้เทคโนโลยีเพื่อสังคม

ความสำเร็จขององค์กรในไทยที่นำเทคโนโลยีของ AWS ไปปรับใช้จนเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมมีอยู่มากมาย เช่น ห้างค้าปลีกบิ๊กซี (Big C) ที่มีสาขากว่า 1,750 สาขา ได้นำระบบ AI Agent ไปใช้เป็นผู้ช่วยช็อปปิ้งอัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและช่วยเพิ่มมูลค่าตะกร้าสินค้าให้เติบโตขึ้นกว่า 10% หรือแอปพลิเคชันลงทุน “Dime” ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่ใช้ AI ในการพัฒนาฟีเจอร์จนสามารถขยายยอดดาวน์โหลดจากเดิม 70,000 ครั้ง ทะยานสู่ 4.5 ล้านดาวน์โหลดได้ภายใน 4 ปี รวมถึงกลุ่ม ปตท. ที่นำระบบ Agentic AI ไปเพิ่มขีดความสามารถการบริการลูกค้าและการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วจากระดับชั่วโมงเหลือเพียงระดับวินาที

ท้ายที่สุด เทคโนโลยี AI ของAWS ยังสร้างประโยชน์ต่อสังคมไทยในมิติการแพทย์และสาธารณสุข ผ่านโครงการของศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านจิตเวช “AET” แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งให้การดูแลและติดตามผู้ป่วยที่มีภาวะความเสี่ยงทางจิตใจสูงถึง 44,000 คน โดยทางศูนย์ได้นำระบบปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าได้มากกว่า 8,000 กรณี ช่วยให้เจ้าหน้าที่และแพทย์สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเองได้อย่างทันท่วงที สะท้อนให้เห็นว่าAI ไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตของคนในสังคมได้อีกด้วย

นอกเหนือจากการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์และธุรกิจแล้ว เทคโนโลยีคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อความยั่งยืนของโลก ดังเช่นความร่วมมือระดับโลกระหว่าง สถาบันเจนกูดดอลล์ (Jane Goodall Institute) และ AWS ในการนำระบบ Amazon Bedrock และ Amazon SageMaker มาใช้ทำการแปลงข้อมูลผลงานวิจัยเชิงลึกด้านพฤติกรรมของลิงชิมแปนซีในป่าธรรมชาติที่ถูกบันทึกเก็บไว้ในรูปแบบเอกสารลายมือและม้วนฟิล์มเก่าแก่ตลอดระยะเวลากว่า 65 ปี ให้กลายมาอยู่ในรูปแบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่เข้าถึงได้จากทุกมุมโลก

การปฏิวัติต้านข้อมูลวิจัยในครั้งนี้ ยังได้ผสานเทคโนโลยีระบบจดจำและจำแนกใบหน้าของลิงชิมแปนซี (Facial Identification) พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ทำให้นักวิจัยรุ่นใหม่สามารถสืบค้น ติดตาม และวิเคราะห์พฤติกรรมของสัตว์ป่าได้อย่างแม่นยำอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าเมื่อมนุษย์ได้รับเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสม จินตนาการและความตั้งใจในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้แก่โลกใบนี้ก็จะสามารถหลอมรวมกลายออกมาเป็นความจริงที่จับต้องได้ และปลดล็อกการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งโลกธุรกิจและสังคมมนุษย์ให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างมั่นคง

#AWS, #AWSSummitBangkok2026, #CloudTechnology, #GenerativeAI, #DigitalTransformation, #CyberSecurity, #EconomicGrowth

Related Posts