อัพเดต! เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายคืนนี้เป็น 690 ลบ.ม./วินาที อีกแล้ว

อัพเดต! เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายคืนนี้เป็น 690 ลบ.ม./วินาที อีกแล้ว

สำนักงานชลประทานที่ 12 ประกาศทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำท้าย เขื่อนเจ้าพระยา ล่าสุด (คืนนี้ 02.00 น.) เพิ่มสู่ระดับ 690 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังปริมาณน้ำเหนือและฝนตกสะสมในพื้นที่ตอนบนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา

สัญญาณเตือนน้ำเหนือหลากและมาตรการเชิงรุกบริหารจัดการน้ำ

สำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ออกประกาศด่วนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางธรรมชาติที่มีความผันผวน จากการเฝ้าระวังและติดตามสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด พบว่าปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน รวมถึงสาขาต่าง ๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณสะสมเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มวลน้ำหลากเริ่มไหลลงสู่ลุ่มน้ำสายหลักและกดดันขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำของเขื่อนต่าง ๆ ทางตอนบนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดในวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.00 น. ข้อมูลจากสถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ตรวจวัดปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตราสูงถึง 1,070 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยาปักหมุดอยู่ที่ระดับ +16.51 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องปรับแผนการระบายน้ำท้ายเขื่อนเพื่อสร้างพื้นที่รองรับน้ำใหม่ และป้องกันผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนในแถบปริมณฑลและภาคกลาง

ด้วยเหตุนี้ ทางศูนย์บริหารจัดการน้ำจึงได้กำหนดแผนการทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาครั้งล่าสุด โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 02.00 น. เป็นต้นไป จากเดิมที่เคยคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำการปรับขึ้นแบบขั้นบันไดในอัตราประมาณชั่วโมงละ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนกระทั่งไปแตะที่ระดับ 690 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเวลา 06.00 น. ของวันเดียวกัน และจะคงอัตรานี้ไว้เพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป

เปิดสถิติการปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดตลอดสัปดาห์

หากย้อนกลับไปตรวจสอบเส้นทางข้อมูลการเดินหน้าบริหารจัดการมวลน้ำในรอบหลายวันที่ผ่านมา จะพบว่าสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ทำการปรับเพิ่มเกณฑ์การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อล้อไปกับปริมาณน้ำท่าฝั่งขาเข้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ซึ่งขณะนั้นมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 นครสวรรค์เพียง 801 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนเจ้าพระยายังระบายน้ำออกเพียงแค่ 270 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 มวลน้ำเหนือหลากเริ่มเดินทางมาถึงหนุนให้สถานี C.2 มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 951 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องสั่งการปรับเพิ่มการระบายน้ำจากอัตรา 270 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทะยานขึ้นสู่ระดับ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และขยับต่อเนื่องเป็น 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเช้าวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการระบายน้ำออกในอัตราเร่งเพื่อลดแรงกดดันต่อตัวเขื่อนที่ต้องเผชิญกับสภาพฝนตกชุก

แรงกดดันจากมวลน้ำยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะในรอบวันของวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ตัวเลขปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 นครสวรรค์ได้ขยับขึ้นจาก 1,058 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงเช้า ไปเป็น 1,070 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงค่ำ ทำให้ในวันเดียวมีการประกาศปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนถึงสองระลอก จาก 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไปสู่ 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงเวลา 20.00 น. ก่อนจะจบลงด้วยแผนการปรับขึ้นสู่ 690 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเช้าวันถัดไป ข้อมูลเชิงสถิตินี้สะท้อนให้เห็นว่ามวลน้ำจากทางตอนบนยังคงมีปริมาณมากและไหลหลากลงสู่ภาคกลางอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนริมน้ำและการเตรียมพร้อมรับมือ

การประกาศปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำท้าย เขื่อนเจ้าพระยา อย่างต่อเนื่องในเกณฑ์เกือบ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำคลองสาขา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำที่อยู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งมักจะเป็นจุดเสี่ยงภัยแห่งแรก ๆ ที่ต้องเผชิญกับภาวะระดับน้ำเอ่อล้นตลิ่ง สภาพการณ์เช่นนี้ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมและกลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังต้องเร่งหาวิธีป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการค้าอย่างเร่งด่วน

ในแง่ของภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงเรือขนส่งสินค้าและเรือนำเที่ยวในจังหวัดท้ายเขื่อน ต่างต้องเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนมาตรการความปลอดภัยให้สอดรับกับความเร็วของกระแสน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น การเคลื่อนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงและการเสริมความแข็งแกร่งของโป๊ะท่าเทียบเรือกลายเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงทางกายภาพและหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักทางธุรกิจอันจะส่งผลต่อรายได้ในภาคท้องถิ่น

ทางสำนักงานชลประทานที่ 12 จึงได้ออกโรงแจ้งเตือนและขอความร่วมมือมายังประชาชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ให้ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข่าวสารสถานการณ์น้ำอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้กลุ่มเสี่ยงติดตามข้อมูลการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถานการณ์น้ำท่าจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับตัวและวางแผนรับมือกับมวลน้ำระลอกใหม่นี้ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

#เขื่อนเจ้าพระยา #การระบายน้ำ #สำนักงานชลประทานที่12 #สถานการณ์น้ำล่าสุด #น้ำเหนือหลาก #บริหารจัดการน้ำ #แจ้งเตือนน้ำท่วม

Related Posts