ประเทศไทยก้าวสู่ศักยภาพใหม่ในฐานะฮับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค หลัง BOI เผยยอดส่งเสริมการลงทุนทั้งห่วงโซ่อุปทานพุ่งทะลุ 1.3 แสนล้านบาท พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรม xEV ครบทุกมิติเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ส่องความสำเร็จแสนล้าน ยุทธศาสตร์ไทยฮับ EV แห่งภูมิภาค
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การนำของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ที่มุ่งมั่นยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ความสำเร็จล่าสุดสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ามาตรการเชิงรุกของภาครัฐสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกให้เข้ามาปักหมุดสร้างฐานการผลิตในไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ยอดการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 198 โครงการ โดยคิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมกันพุ่งสูงทะลุ 137,000 ล้านบาท ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้กระจายตัวครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่กลุ่มโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ระดับโลก การผลิตชิ้นส่วนสำคัญที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างทั่วถึง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างสมดุลของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
การเติบโตอย่างมั่นคงนี้สอดรับกับการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition หรือ iEVTech 2026 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้ทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบาย มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีองค์กรระดับสากลและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าจากหลากประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เป็นสิ่งยืนยันว่าประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนอย่างแท้จริง
เจาะลึกเม็ดเงินส่งเสริมการลงทุน xEV ครอบคลุมทุกเทคโนโลยี
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของโครงสร้างเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 137,000 ล้านบาท จะพบว่าบีโอไอได้จัดสรรการส่งเสริมอย่างทั่วถึงในทุกเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า หรือ xEV โดยกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV ครองแชมป์มูลค่าสูงสุดด้วยวงเงินรวม 39,500 ล้านบาท จากทั้งหมด 18 โครงการ ตามมาด้วยกลุ่มรถยนต์ไฮบริด หรือ HEV ที่มีมูลค่าการลงทุน 29,900 ล้านบาท จาก 7 โครงการ กลุ่มปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV มูลค่า 9,429 ล้านบาท จาก 7 โครงการ และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ เช่น รถบัสไฟฟ้าและรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า อีกจำนวน 3,100 ล้านบาท จาก 18 โครงการ

นอกจากกลุ่มยานยนต์แล้ว เม็ดเงินอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันได้หลั่งไหลเข้าสู่เทคโนโลยีส่วนประกอบ โดยมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Battery & ESS สูงถึง 33,500 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 57 โครงการ ขณะเดียวกันในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงาน มีมูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท จาก 49 โครงการ และในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานอย่างกลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ มีมูลค่า 9,788 ล้านบาท จาก 42 โครงการ ซึ่งจะสร้างหัวชาร์จรวมกันกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ โดยเป็นหัวชาร์จเร็วมากกว่า 10,000 หัวชาร์จ
ความหลากหลายของเทคโนโลยีที่ได้รับการส่งเสริมนี้ สอดคล้องกับทิศทางตลาดที่ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ทั้งหมด ยอดขายที่เติบโตนี้มีรถยนต์ HEV นำเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนร้อยละ 21.8 ตามมาด้วย BEV ร้อยละ 19.6 และ PHEV ร้อยละ 2.9 ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าทุกเทคโนโลยีสามารถขับเคลื่อนควบคู่กันไปได้ โดยมีเทคโนโลยีไฮบริดทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
ค่ายรถระดับโลกเดินสายพานผลิตจริง ดันซัพพลายเชนไทยสู่สากล
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้คือมาตรการของ BOI และบอร์ดอีวีได้แปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินและการจ้างงานจริงในประเทศแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV รายใหญ่ของโลกที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้ทยอยเปิดสายการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์, เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน และอีวี ไพรมัส ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 นี้ ประเทศไทยยังต้อนรับผู้ผลิตรายใหม่อย่าง บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู ที่เข้ามาเริ่มเดินสายพานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเช่นกัน
การตบเท้าเข้ามาลงทุนของค่ายรถยนต์ระดับโลกเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ แต่ยังก่อให้เกิดการจ้างงานบุคลากรชาวไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่รวมกันแล้วมากกว่า 16,000 คน บีโอไอจึงได้รุกคืบต่อด้วยมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม ผ่านการสร้างเครือข่ายและการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูง
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ขับเคลื่อนนโยบายนี้คือการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรม Subcon Thailand และงาน Sourcing Day ที่บีโอไอจัดขึ้นเพื่อจับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ากับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการจัดงานไปแล้วถึง 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ทางธุรกิจมากกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมซัพพลายเออร์ไทยที่มีศักยภาพสูงกว่า 800 ราย มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศได้มากกว่า 60,000 ล้านบาท ถือเป็นการเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน
พลังความร่วมมือสู่อนาคต วิสัยทัศน์บีโอไอขับเคลื่อนความยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจหลักในการวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวผ่านความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน iEVTech 2026 ถึงทิศทางและยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
“การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายจากประเทศต่าง ๆ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ สามารถสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย และที่สำคัญคือ การสร้างโอกาสให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่” นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ กล่าวอย่างชัดเจนถึงเป้าหมายการยกระดับอุตสาหกรรม
วิสัยทัศน์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บีโอไอมองข้ามช็อตไปไกลกว่าเพียงแค่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในระยะสั้น แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ในระยะยาว การปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ไมลด์ไฮบริด ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ และการสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงศูนย์ทดสอบในประเทศ ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืนในอนาคต
#BOI #ยานยนต์ไฟฟ้า #ลงทุนEV #บีโอไอ #ฮับอีวีอาเซียน #iEVTech2026 #อุตสาหกรรมยานยนต์ #เศรษฐกิจไทย

