Fortinet Accelerate Asia 2026 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกอันน่าสะพรึงกลัวจากผลการศึกษาล่าสุดที่จัดทำโดย Forrester Consulting ซึ่งชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงในประเทศไทย กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตความซับซ้อนทางเทคโนโลยีขั้นรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ความซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของระบบปฏิบัติการที่ล้าสมัย แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากอิทธิพลและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เหล่านักล่าในโลกไซเบอร์นำมาใช้เป็นอาวุธร้ายแรงในการโจมตีด้วยความเร็วในระดับที่มนุษย์ไม่สามารถคาดการณ์หรือตั้งรับได้ทันท่วงที ส่งผลให้ภูมิทัศน์ความปลอดภัยทางดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคธุรกิจไม่อาจละเลยได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน
ดร.ศุภกร กังพิสดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและลาว ของ ฟอร์ติเน็ต ได้ให้ข้อมูลในรายละเอียดที่สะท้อนถึง “ความจริงรูปแบบใหม่” หรือ New Reality ของโลกยุคปัจจุบัน ที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สังคม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าสงครามทางกายภาพในบางภูมิภาคอาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง สงครามเหล่านั้นมักเริ่มต้นขึ้นในโลกไซเบอร์ก่อนเสมอ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งกระตุ้นให้องค์กรชั้นนำในไทยเริ่มตื่นตัวและตระหนักว่าระบบการป้องกันแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป การโจมตีในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วของเครื่องจักรหรือ Machine Speed ซึ่งผู้โจมตีใช้เทคโนโลยี AI ในการสแกนหาช่องโหว่ ค้นหาข้อมูลเป้าหมายอย่างอัตโนมัติ และเข้าจู่โจมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะใช้เวลาเป็นสัปดาห์เหมือนในอดีต
รายงานความปลอดภัยไซเบอร์ประจำปี 2026 ของ ฟอร์ติเน็ต ชี้ให้เห็นช่องว่างที่น่ากังวลอย่างยิ่งในด้านความพร้อมของบุคลากรและเทคโนโลยี โดยผลสำรวจจากผู้บริหารระดับสูงจำนวน 585 ท่านในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่ามีองค์กรเพียงแค่ 16 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีความพร้อมในระดับสูงในการรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่ ขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ถึง 68 เปอร์เซ็นต์ ยังคงติดกับดักอยู่ในระดับความพร้อมปานกลาง ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่เพียงพอต่อการต่อกรกับแฮกเกอร์ที่ติดอาวุธเอไอขั้นสูง สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้ก้าวข้ามขีดความสามารถในการรับรู้และการเตรียมความพร้อมขององค์กรไปเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้การปฏิรูปสถาปัตยกรรมความปลอดภัยไซเบอร์กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในทันทีโดยไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไป
เจาะลึกห้าปัจจัยเสี่ยงและความกดดันขั้นรุนแรงในศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย
เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มากที่สุดในปัจจุบัน ผลการศึกษาจากฟอร์เรสเตอร์ได้จัดอันดับความกังวลหลัก 5 อันดับแรก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือ AI-driven threats พุ่งทะยานขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึง 65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นตัวเร่งสเกลและความเร็วของการโจมตีให้รุนแรงขึ้นอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคืออันดับที่สองถึงห้าล้วนเป็นปัจจัยที่เกิดจากความซับซ้อนภายในองค์กรเองทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเครื่องมือและสถาปัตยกรรมระบบที่กระจัดกระจายและขาดการเชื่อมต่อหรือ Fragmented tools ซึ่งสูงถึง 57 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาการแจ้งเตือนที่มากเกินไปจนล้นระบบหรือ Alert overload ที่ 53 เปอร์เซ็นต์ แรงกดดันจากการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ หรือ Regulatory pressure ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ และปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญหรือ Skills shortage ที่ 49 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าความซับซ้อนในระบบนิเวศไอทีและการบริหารจัดการภายในได้กลายมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่สร้างความเสี่ยงทางไซเบอร์ให้กับองค์กรธุรกิจในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความซับซ้อนเชิงโครงสร้างเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบและสร้างความกดดันอย่างหนักหน่วงต่อการดำเนินงานด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยไซเบอร์หรือ Security Operations Center (SOC) ซึ่งรายงานระบุว่ามีองค์กรถึง 58 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องเผชิญกับภาวะการแจ้งเตือนที่มากเกินไปจนทำให้ไม่สามารถแยกแยะหรือตรวจพบภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงได้ ข้อมูลที่ไหลทะลักเข้ามาอย่างมหาศาลโดยไม่มีการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดภาวะเพิกเฉยต่อการแจ้งเตือนที่สำคัญ
ขณะเดียวกัน ยิ่งซ้ำเติมด้วยปัญหาที่องค์กรส่วนใหญ่ถึง 51 เปอร์เซ็นต์ยังคงต้องพึ่งพากระบวนการทำงานแบบจัดการด้วยตัวเองหรือ Manual workflow ในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา การใช้มนุษย์มานั่งทำงานแบบแมนนวลท่ามกลางการโจมตีที่รวดเร็วในระดับมิลลิวินาทีของแฮกเกอร์ที่ใช้เอไอนั้น ถือเป็นกลยุทธ์ที่พ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากมนุษย์ไม่มีทักษะเพียงพอในการตรวจสอบความถูกต้องของเหตุการณ์นับหมื่นนับแสนครั้งต่อวันได้อย่างทันเวลา

เพื่อสะท้อนถึงปัญหานี้ ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำประเทศไทยและลาว ของฟอร์ติเน็ต ได้ให้มุมมองเชิงลึกที่น่าสนใจว่า “องค์กรต่างๆ ล้วนคาดหวังอย่างยิ่งว่า AI จะช่วยยกระดับการดำเนินงานด้านความปลอดภัย ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับ ตลอดจนช่วยเร่งการตอบสนองต่อภัยคุกคามได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม AI จะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อทำงานบนโครงสร้างที่ผสานรวมการทำงานได้ดี ซึ่งหากขาดการมองเห็นข้อมูลแบบรวมศูนย์และการเชื่อมโยงของข้อมูลในสภาพแวดล้อมทั้งหมด อาจทำให้ AI ยิ่งเพิ่มความซับซ้อน แทนที่จะช่วยลดความซับซ้อนลง”
การที่องค์กรพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการซื้ออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยจากหลากหลายแบรนด์มาใช้งานร่วมกัน โดยไม่มีการเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดปัญหาทางปฏิบัติอย่างรุนแรง เช่น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องบล็อกไอพีหรือบัญชีผู้ใช้ที่เป็นอันตราย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาและทักษะอย่างมากในการเข้าไปตั้งค่าระบบแยกทีละอุปกรณ์ ซึ่งความล่าช้านี้เปิดโอกาสให้มัลแวร์สามารถแพร่กระจายไปทั่วทั้งองค์กรจนสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้
Sub-Headline: มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลและทิศทางการปรับงบประมาณของไทย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบันได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่สามารถสั่นคลอนความมั่นคงของสถานะทางการเงินขององค์กรได้อย่างรุนแรง สถิติที่น่าตกใจจากฟอร์ติเน็ตระบุว่า มีองค์กรสูงถึง 91 เปอร์เซ็นต์ที่เคยถูกโจมตีทางไซเบอร์สำเร็จอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และมีองค์กรถึง 26 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกโจมตีซ้ำซากมากกว่าห้าครั้งขึ้นไป สิ่งที่ตามมาหลังจากการถูกเจาะระบบคือค่าใช้จ่ายมหาศาลในการกู้คืนระบบและข้อมูล
ซึ่งจากการรายงานพบว่า 65 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่เผชิญกับการรั่วไหลของข้อมูลมีค่าใช้จ่ายในการกู้ระบบคืนสูงเกินกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเฉลี่ยความเสียหายโดยรวมจากการถูกเจาะระบบในปี 2025 พุ่งสูงถึง 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงค่าใช้จ่ายแฝงมากมาย เช่น ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ ค่าปรับทางกฎหมาย และค่าเบี้ยประกันภัยไซเบอร์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากบริษัทประกันภัยเริ่มยกระดับเงื่อนไขการรับประกันและกำหนดให้องค์กรต้องรับผิดชอบค่าความเสียหายส่วนแรกเป็นจำนวนเงินที่สูงมากหากระบบรักษาความปลอดภัยไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
นอกเหนือจากความเสียหายที่เป็นตัวเงินโดยตรงแล้ว ปัจจัยด้านเวลาที่ใช้ในการกู้คืนระบบกลับคืนสู่สถานะปกติก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยสถิติชี้ว่า 77 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนหรือมากกว่านั้นในการฟื้นฟูระบบให้กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม และที่น่ากังวลที่สุดคือมีองค์กรถึง 53 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องใช้เวลานานกว่าสี่เดือนในการแก้ไขปัญหาและเปิดระบบอีกครั้ง ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่พึ่งพาดิจิทัลเป็นหลัก การหยุดชะงักของระบบยาวนานถึงสี่เดือนหมายถึงความล่มสลายทางธุรกิจที่อาจทำให้องค์กรต้องปิดกิจการถาวรเนื่องจากสูญเสียสภาพคล่องอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต หากโรงงานขนาดใหญ่ต้องหยุดสายการผลิต มูลค่าความเสียหายจากการสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าอาจสูงถึงหลายร้อยล้านบาท และหากปัญหายืดเยื้อไปเป็นเวลาหลายเดือน ผลกำไรทั้งหมดที่สะสมมาก็อาจมลายหายไปจนไม่สามารถฟื้นฟูกิจการกลับมาได้อีกเลย
เมื่อหันมามองความเคลื่อนไหวภายในประเทศไทย ผลสำรวจได้สะท้อนข่าวดีว่าองค์กรไทยตระหนักถึงความเสี่ยงข้อนี้เป็นอย่างดี โดยมีองค์กรถึง 75 เปอร์เซ็นต์ที่มีแผนการลงทุนอย่างชัดเจนในการเพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยิ่งไปกว่านั้น มีองค์กรไทยถึง 83 เปอร์เซ็นต์ที่วางแผนจะเพิ่มงบประมาณทางด้านเทคโนโลยี AI สำหรับงานไซเบอร์ซีเคียวริตี้โดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จะจัดซื้อในอนาคตจะมีขีดความสามารถของระบบอัจฉริยะฝังอยู่ภายใน
ทิศทางและเป้าหมายหลักที่องค์กรในประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ คือ การเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการตรวจจับและการตอบสนองต่อภัยคุกคามให้รวดเร็วยิ่งขึ้น การลดความซับซ้อนและการรวมศูนย์เครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่กระจัดกระจาย การเพิ่มทัศนวิสัยและการมองเห็นข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งระบบเครือข่าย คลาวด์ และอุปกรณ์ปลายทาง รวมถึงการเร่งสร้างความพร้อมและพัฒนาทักษะด้านเอไอให้แก่บุคลากรเพื่อปิดช่องว่างด้านแรงงานที่กำลังขาดแคลนในปัจจุบัน
การทรานส์ฟอร์มสู่แพลตฟอร์มรวมศูนย์และการควบคุมความเสี่ยงเอไอในอนาคต
แนวทางการแก้ปัญหาความซับซ้อนที่ยั่งยืนและกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกคือการเปลี่ยนผ่านสถาปัตยกรรมความปลอดภัยไปสู่ระบบแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ หรือที่เรียกว่า Platform Consolidation ซึ่งผลการศึกษาระบุว่าในปัจจุบันมีองค์กรเพียง 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้ดำเนินการรวมศูนย์ระบบเรียบร้อยแล้ว ทว่า ตัวเลขดังกล่าวคาดว่าจะเติบโตขึ้นเป็นสองเท่าหรือแตะระดับ 60 เปอร์เซ็นต์ภายในช่วงเวลา 12 ถึง 24 เดือนข้างหน้า โดยมีแรงผลักดันหลักมาจากความต้องการลดความซับซ้อนของเครื่องมือในการบริหารจัดการถึง 58 เปอร์เซ็นต์
ความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันของระบบรักษาความปลอดภัยที่ 52 เปอร์เซ็นต์ และการปรับตัวเพื่อรองรับสภาพแวดล้อมไอทีแบบไฮบริดที่มีความซับซ้อนสูงที่ 49 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ต่างคาดหวังว่าการรวมแพลตฟอร์มนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลดระยะเวลาในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามลงได้อย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
ในแง่ของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาตอบโจทย์การปฏิรูปนี้ ดร.ศุภกร กังพิสดาร ได้อัปเดตข้อมูลที่แสดงความพร้อมของฟอร์ติเน็ตในการเป็นผู้นำตลาดด้าน AI Security และการผสานรวมระบบเครือข่ายเข้ากับระบบรักษาความปลอดภัยอย่างไร้รอยต่อ โดยฟอร์ติเน็ตเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาไม่กี่รายในโลกที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนแนวคิด Convergence ผ่านระบบปฏิบัติการเดียวคือ FortiOS 8.0 ซึ่งช่วยให้อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยทุกตัวสามารถสื่อสารและแบ่งปันข้อมูลทัศนวิสัยร่วมกันได้โดยตรงในระดับเคอร์เนล ซึ่งแตกต่างจากการเชื่อมต่อผ่าน API ของแบรนด์ทั่วไปที่มีข้อจำกัดในการดึงข้อมูลเชิงลึก นอกจากนี้ ฟอร์ติเน็ตยังครองสิทธิบัตรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้สูงถึง 1,405 สิทธิบัตร โดยครึ่งหนึ่งเป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่พัฒนามาอย่างยาวนานกว่า 15 ปี อีกทั้งยังจับมือร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง NVIDIA ในการพัฒนาชิปประมวลผล FortiASIC เพื่อเร่งสปีดการทำงานของ AI Workload ให้สามารถตรวจจับภัยคุกคามในสเกลขนาดใหญ่ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากความได้เปรียบทางเทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญที่องค์กรธุรกิจในประเทศไทยต้องตระหนักถึงคือความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากการนำเครื่องมือประเภท Generative AI และ Agentic AI เข้ามาใช้งานภายในองค์กร ซึ่งหากไม่มีการควบคุมที่ดีอาจนำไปสู่ปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญออกสู่สาธารณะ หรือการสร้าง AI Agent จำนวนมากโดยไม่สามารถตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของพนักงานได้
ดร.ศุภกร ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ 3 ประการสำหรับผู้ใช้ในการเตรียมความพร้อม ได้แก่ ประการแรก ต้องสร้างทัศนวิสัยและการมองเห็นว่าข้อมูลขององค์กรอยู่ที่ไหนและมีการใช้งานโมเดล AI ใดบ้าง ประการที่สอง ต้องบังคับใช้มาตรการควบคุมความปลอดภัยในการป้อนคำสั่งเพื่อป้องกันการป้อนข้อมูลที่มีความไวสูง และประการสุดท้าย คือการกำหนดหลักธรรมาภิบาลและการควบคุมจากส่วนกลางผ่านนโยบายแบบบนลงล่าง เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจที่สำคัญยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ ควบคู่ไปกับการเปิดรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น โซลูชัน Quantum-Safe ที่ฟอร์ติเน็ตได้ติดตั้งระบบ Post-Quantum Cryptography ไว้ในแพลตฟอร์มเพื่อปกป้องข้อมูลขององค์กรไทยอย่างยั่งยืน
#FortinetAccelerateAsia #Cybersecurity #AIThreats #ForresterConsulting #Platformation #TechNews #ThailandBusiness

