จีไอเอส พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทย ส่ง แพลตฟอร์ม TMS Plus+ คุมต้นทุน

จีไอเอส พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทย ส่ง แพลตฟอร์ม TMS Plus+ คุมต้นทุน

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน การบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอดของธุรกิจไทย การยกระดับเทคโนโลยีขนส่งอัจฉริยะจากระบบควบคุมกลุ่มรถเดิม สู่แพลตฟอร์มการบริหารจัดการแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ ตั้งแต่ระดับเอสเอ็มอีไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างแม่นยำ พร้อมสร้างความคล่องตัวและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวอย่างยั่งยืน

จุดเปลี่ยนซัพพลายเชนไทย: จากระบบควบคุมรถสู่แพลตฟอร์มบริหารจัดการอัจฉริยะ

บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านระบบภูมิสารสนเทศแบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ได้ประกาศขับเคลื่อนกลยุทธ์ครั้งสำคัญในการเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศไทย ผ่านธุรกิจ นอสตร้า โลจิสติกส์ (NOSTRA LOGISTICS) ด้วยการยกระดับแพลตฟอร์มบริหารจัดการขนส่งอัจฉริยะครั้งใหญ่ จากระบบ Transportation Management System หรือ TMS รูปแบบเดิม ก้าวสู่การเป็น “TMS Plus+” อย่างเต็มตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวโซลูชันที่พร้อมรองรับการใช้งานจริงในตลาด เพื่อเข้ามาช่วยภาคธุรกิจในการรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดน้ำมัน สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และแรงกดดันจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง

การยกระดับสู่ระบบ TMS Plus+ ในครั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยีจากการเป็นเพียงส่วนสนับสนุนการดำเนินงาน (Operation Support) ให้กลายมาเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์หลักในการบริหารธุรกิจ โดยระบบจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการทำงานในซัพพลายเชนทั้งหมดเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ความสามารถที่โดดเด่นนี้ช่วยทำลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของการทำงานที่มักแยกส่วนกันในอดีต (Siloed Operations) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารมองไม่เห็นภาพรวมของธุรกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงและความผิดพลาดในการตัดสินใจ รวมถึงเกิดต้นทุนแฝงในกระบวนการขนส่งที่ยากจะควบคุม

แพลตฟอร์มใหม่นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานในยุคปัจจุบันที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือของหลายฝ่าย หรือ Multi-party Network โดยสามารถประสานงานและเชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้จบได้ภายในกระบวนการเดียว การบูรณาการข้อมูลหน้างานจริงตลอดเส้นทางซัพพลายเชนช่วยให้องค์กรธุรกิจเปลี่ยนผ่านการทำงานไปสู่รูปแบบเรียลไทม์ (Real-time Management) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่จับต้องได้ ทั้งในด้านความแม่นยำของการประมวลผลข้อมูล และความสามารถในการกำกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีระบบภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนสูง

ถอดรหัส 3 ความต่าง และผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่วัดผลได้จริง

ความโดดเด่นที่ทำให้ระบบ TMS Plus+ แตกต่างจากระบบบริหารจัดการขนส่งทั่วไปในท้องตลาด ประกอบด้วย 3 แกนหลักสำคัญ แกนแรกคือการเป็น End-to-End Platform หรือแพลตฟอร์มหลักในการบริหารโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ในรูปแบบไอทีอีโคซิสเต็ม (IT Ecosystem) ได้อย่างสมบูรณ์ แกนที่สองคือระบบ Cost Management ที่เน้นการบริหารจัดการต้นทุน งบประมาณ และค่าใช้จ่ายในงานขนส่งทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ และแกนสุดท้ายคือ Scalable Pricing from SME to Enterprise โครงสร้างราคาที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเพิ่มหรือลดขนาดแพ็กเกจได้ตามรูปแบบการใช้งานจริงของแต่ละธุรกิจ จึงทำให้ระบบนี้เข้าถึงได้ตั้งแต่องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

จากการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการทำงานเหล่านี้ ส่งผลให้แพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่จับต้องได้ในหลายมิติ เริ่มต้นจากความสามารถในการลดต้นทุนทรัพยากรในงานขนส่งได้สูงสุดถึง 15% ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการต้นทุนงานขนส่งแบบองค์รวม ทั้งการคำนวณกำไร-ขาดทุน และการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การควบคุมค่าขนส่งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังช่วยปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้นผ่านการทำ Data-Driven Decision Making ด้วยการใช้ข้อมูลจริงจากหน้างานมารายงานผลแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้บริหารมองเห็นการดำเนินงานตลอดทั้งกระบวนการและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ในด้านการปฏิบัติงาน ระบบยังช่วยขับเคลื่อนแนวคิด Flawless Execution ด้วยการเชื่อมโยงแผนงานการขนส่งเข้ากับการปฏิบัติงานจริงหน้างาน ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดในทุกขั้นตอนของการขนส่งลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัว (Resiliency & Agility) ให้กับองค์กร ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนการเดินรถได้อย่างรวดเร็วเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือความผันผวนที่เกิดขึ้นในกระบวนการซัพพลายเชน ส่งผลให้เกิดการส่งมอบสินค้าที่แม่นยำ ตรงเวลา (Service Excellence) โดยอาศัยข้อมูลจากสต๊อกสินค้าและความพร้อมของหน้างานจริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าปลายทาง และนำไปสู่การควบคุมธุรกิจควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ขับเคลื่อนเทคโนโลยีสู่อาวุธเชิงกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด

การยกระดับแพลตฟอร์มในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจ ซึ่งเทคโนโลยีจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทำงานส่วนหลังอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจหลักในการกำหนดทิศทางและการอยู่รอดขององค์กรในอนาคต

“ปัจจุบันการขนส่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงงานปฏิบัติการที่สนับสนุนโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาทของเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจและซัพพลายเชน ทั้งในมิติการตัดสินใจ การควบคุมต้นทุน และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลและการมองเห็นธุรกิจแบบองค์รวมอย่างแท้จริง การผลักดัน TMS Plus+ สู่ตลาด จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงระบบ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการควบคุมกลุ่มรถไปสู่แพลตฟอร์มการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบบูรณาการ ขับเคลื่อนบทบาทของเทคโนโลยีจากส่วนสนับสนุน สู่กลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้บริบทการแข่งขันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”

— ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด

ความท้าทายในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของกระบวนการภายในเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งองค์กรธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความผันผวนเหล่านี้อย่างเป็นระบบ

“โซลูชันด้านโลจิสติกส์ในระยะถัดไปต้องสร้างความคุ้มค่าเชิงธุรกิจได้จริง โดยไม่ใช่มุ่งเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรกำกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีระบบ และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง บนความยืดหยุ่นที่สามารถเลือกแพ็กเกจตามรูปแบบของการใช้งานของแต่ละธุรกิจ และปรับเพิ่ม-ลดขนาดได้ รองรับตั้งแต่ธุรกิจ SME จนถึงระดับ Enterprise ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีแปลงเป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” — ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด

บทวิเคราะห์ผลกระทบ: ทางรอดของอุตสาหกรรมไทยในวันที่ต้นทุนผันผวน

ทิศทางการพัฒนาระบบของนอสตร้า โลจิสติกส์ ในครั้งนี้ ถือว่ามีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในระดับสากล จากข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) มีการระบุว่า องค์กรธุรกิจชั้นนำทั่วโลกกว่า 74% ได้ตัดสินใจเพิ่มงบประมาณการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความแปรปรวน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตัวทางธุรกิจ ปัจจัยเร่งที่สำคัญมาจากกฎระเบียบทางการค้าในระดับสากลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่องบประมาณและแผนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายหลากหลายมิติไปพร้อม ๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มที่เน้นการบริหารจัดการต้นทุนแบบเบ็ดเสร็จและมีความยืดหยุ่นด้านราคา จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ซึ่งมักจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการลงทุนระบบไอทีขนาดใหญ่ จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือบริหารจัดการขนส่งระดับสากลได้ในราคาที่เหมาะสมตามการใช้งานจริง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้กลุ่มเอสเอ็มอีสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้ทันที แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนในระดับองค์กรใหญ่ได้อย่างมีมาตรฐาน

ก้าวต่อไปของระบบโลจิสติกส์ไทยหลังจากนี้ คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การทำงานบนระบบนิเวศไอทีที่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง การประสานข้อมูลจากทุกส่วนของซัพพลายเชนจะช่วยให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์โดยรวมลง และช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนให้แก่อุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก ท่ามกลางกระแสการย้ายฐานการผลิตและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การมีระบบบริหารจัดการขนส่งที่ยืดหยุ่น แม่นยำ และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

#จีไอเอส #NOSTRALOGISTICS #TMSPlus #โลจิสติกส์ไทย #บริหารซัพพลายเชน #ลดต้นทุนขนส่ง #เทคโนโลยีขนส่ง #เศรษฐกิจดิจิทัล

Related Posts