มิเบะ พลิกเกม ฮอนด้า ดันกำไรสูงสุด พร้อมบุกตลาดไฮบริดเจนใหม่ทั่วโลก

มิเบะ พลิกเกม ฮอนด้า ดันกำไรสูงสุด พร้อมบุกตลาดไฮบริดเจนใหม่ทั่วโลก

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วงการยานยนต์โลกต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อนายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ Global CEO ของบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานและทิศทางธุรกิจในอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะกลางถึงระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวนสูงและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยฮอนด้ามุ่งเน้นที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญของการประกาศยุทธศาสตร์ในครั้งนี้คือการตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดย ฮอนด้า วางแผนที่จะสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวม ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และบริการทางการเงิน ให้มีมูลค่าพุ่งสูงกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งหากทำสำเร็จจะกลายเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัทภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2572 แผนงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของฝ่ายบริหารในการปรับโครงสร้างต้นทุนและการจัดสรรทรัพยากรองค์กรไปยังภูมิภาคที่เป็นตลาดหลักที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มกำไรควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับสากล

นอกจากเป้าหมายด้านตัวเลขแล้ว นายโทชิฮิโระ มิเบะ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอระบบขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกในปัจจุบัน โดยฮอนด้าตัดสินใจให้ความสำคัญกับการขยายตลาดรถยนต์ไฮบริดอย่างเต็มรูปแบบในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อกระแสความนิยมรถยนต์ไฮบริดที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ ซึ่งฮอนด้าพร้อมที่จะทุ่มทรัพยากรทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน


ยุทธศาสตร์ยานยนต์เจนเนอเรชันใหม่และการปฏิวัติห่วงโซ่การผลิตระดับโลก

ฮอนด้าเตรียมสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดรถยนต์ไฮบริด ด้วยการประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่รวมทั้งสิ้น 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2573 โดยระบบขับเคลื่อนใหม่นี้จะมาพร้อมกับแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ความน่าสนใจอยู่ที่ความสามารถในการลดต้นทุนของระบบไฮบริดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก 10% ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องความประหยัดแล้ว ฮอนด้ายังสัญญาว่าจะยังคงรักษาประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างเหนียวแน่น

ฮอนด้า

สำหรับการเจาะตลาดในแต่ละภูมิภาค ฮอนด้าได้วางกลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยในญี่ปุ่นจะเน้นไปที่การขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กหรือ Kei car อย่าง N-BOX EV ที่มีกำหนดเปิดตัวในปี 2028 ขณะที่ในอินเดีย ฮอนด้าเตรียมใช้ความแข็งแกร่งจากธุรกิจรถจักรยานยนต์ที่มีฐานลูกค้ามหาศาลเกือบ 6 ล้านคันต่อปี มาเป็นแรงส่งในการดึงดูดผู้บริโภคให้หันมาใช้รถยนต์รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตลาดอินเดียโดยเฉพาะ สำหรับในจีน ฮอนด้าเลือกที่จะจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านต้นทุนและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจากซัพพลายเออร์ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันด้านราคารุนแรงได้

อีกหนึ่งส่วนสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานคือแนวคิด “Triple Half” ที่มุ่งเป้าในการลดต้นทุนการพัฒนา ระยะเวลาในการพัฒนา และปริมาณภาระงานลงให้ได้ครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2025 ฮอนด้าจะนำเทคโนโลยี AI และการจำลองสภาพแวดล้อมดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการออกแบบและทดสอบอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดระยะเวลาการพัฒนาสำหรับรุ่น Minor Change ลงครึ่งหนึ่งเริ่มตั้งแต่นี้ไป และสำหรับรุ่น Full Model Change ที่จะเข้าสู่กระบวนการในปี 2028 นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมขึ้นอีกประมาณ 20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านการวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้


เจาะลึกทิศทางอนาคต: การปรับพอร์ตโฟลิโอการเงินและเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

ในการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ ฮอนด้าได้มีการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญเกี่ยวกับโครงการรถยนต์ไฟฟ้า โดยได้ตัดสินใจระงับโครงการสร้างห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในแคนาดาออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อหันมาทบทวนและให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรจากภายนอกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับ LG Energy Solution ภายใต้บริษัท L-H Battery Company ต่อไป โดยมีการปรับสายการผลิตบางส่วนให้รองรับการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริดที่มีความต้องการสูงในปัจจุบัน พร้อมทั้งเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศให้มากขึ้นถึง 4 เท่า เพื่อลดความเสี่ยงด้านภาษีและปัญหาห่วงโซ่อุปทาน

ฮอนด้า

ด้านกลยุทธ์ทางการเงิน ฮอนด้า กำหนดงบประมาณการลงทุนรวมในช่วง 3 ปีนี้ไว้สูงถึง 6.2 ล้านล้านเยน โดยมีการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นสัดส่วน แบ่งเป็น 4.4 ล้านล้านเยนสำหรับการพัฒนารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริด และอีก 1.0 ล้านล้านเยนสำหรับเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ฮอนด้าคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดการกับผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าได้ทั้งหมดภายในปีงบประมาณสิ้นสุดปี 2029 และตั้งเป้าบรรลุอัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนจดทะเบียน หรือ ROIC ที่ระดับ 10% ภายในปีงบประมาณ 2031 พร้อมทั้งยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่มั่นคงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ฮอนด้ายังคงไม่ทิ้งพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 โดยจะนำเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างระบบปฏิบัติการ ASIMO OS มาประยุกต์ใช้ทั้งในรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แบบ Domain-based architecture ที่มีความยืดหยุ่นสูง นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กรครั้งใหญ่โดยการเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระให้เป็นเสียงข้างมากในคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจในระดับนโยบายที่กล้าหาญและรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์โลก

#Honda #AutomotiveNews #BusinessStrategy2026 #HybridVehicle #ToshihiroMibe #EconomicNews #FutureMobility #CarbonNeutrality2050 #TheReporterAsia

Related Posts