INET กวาดรายได้ 846 ล้าน ไตรมาสแรกพุ่งสะท้อนอธิปไตยดิจิทัลไทย

INET กวาดรายได้ 846 ล้าน ไตรมาสแรกพุ่งสะท้อนอธิปไตยดิจิทัลไทย

บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือ INET เปิดฉากไตรมาสแรกของปี 2569 ได้อย่างสวยงามด้วยผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีในระดับสากล โดยบริษัทสามารถทำรายได้รวมทะยานสู่ 846.10 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 16.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมในการบริหารจัดการรายได้ รวมถึงการขยายฐานกลุ่มลูกค้าองค์กรที่เลือกใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการในไตรมาสนี้เติบโตอย่างโดดเด่น มาจากการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของฐานปริมาณการใช้งาน Cloud Infrastructure โดยเฉพาะยอดสะสมของหน่วยใช้งาน VMI ที่พุ่งสูงทะลุ 108,701 หน่วย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ความต้องการโซลูชันระบบคลาวด์ในระดับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์กรธุรกิจในไทยยังคงมีอัตราการเติบโตที่หนาแน่น ประกอบกับการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยที่หันมาเลือกใช้บริการ Cloud ภายในประเทศมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

ในแง่ของสถานะและเสถียรภาพทางการเงิน INET แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์รวมสูงกว่า 19,645 ล้านบาท และมีสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3,664 ล้านบาท อีกทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างมากในการลดสัดส่วนภาระหนี้สินรวมลงกว่า 3% จนเหลือเพียง 15,981 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากการวางแผนและบริหารจัดการทางการเงินอย่างรัดกุม รวมถึงการทยอยไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มความสามารถในการลงทุนระยะยาวต่อไป

Sovereign Platform ปลดล็อกขีดความสามารถการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ

ก้าวต่อไปที่สำคัญของ INET คือการมุ่งเน้นขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Sovereign Platform” หรือแพลตฟอร์มที่สร้างอธิปไตยดิจิทัลให้แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดหลักอย่าง Enterprise Architecture ที่มุ่งลดการพึ่งพาและการผูกขาดเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการในต่างประเทศ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะเข้ามาตอบโจทย์สำคัญในการช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและค่าบริการด้านระบบดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้อย่างมหาศาล โดยระบบและนวัตกรรมทั้งหมดจะถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยฝีมือของคนไทยเองทั้งหมด

แนวคิดการสร้างอธิปไตยดิจิทัลดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องฐานข้อมูลสำคัญขององค์กรในประเทศไม่ให้รั่วไหลออกไปภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานและการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยอีกด้วย ผ่านการใช้งานแพลตฟอร์ม “Nex Gen Commerce” ซึ่งเป็นระบบพาณิชย์แห่งอนาคตที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันอย่างเต็มที่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างระบบนิเวศน์ทางเทคโนโลยีที่คนไทยดูแลเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Sovereign Cloud ยังได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบาย Cloud First Policy ที่กำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและบริหารข้อมูลภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ปัจจัยบวกเหล่านี้คาดว่าจะส่งผลดีและกลายเป็นแรงส่งเชิงบวกที่ขับเคลื่อนมูลค่าและรายได้ให้แก่กลุ่มธุรกิจ Sovereign Cloud ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เป็นต้นไป

เจาะลึกนวัตกรรมระบบนิเวศน์ดิจิทัลผ่านมุมมองผู้นำองค์กร

คุณวัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ. อินเทอร์เน็ตประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน ได้กล่าวถึงภาพรวมความสำเร็จและกลยุทธ์การเติบโตผ่านงาน Earnings call ไว้อย่างน่าสนใจว่า:

“บริษัทฯ มีรายได้รวมสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 846 ล้านบาท เติบโต 16.03% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารรายได้ และการขยายฐานลูกค้าองค์กรอย่างต่อเนื่อง การเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของฐาน VMI โดยมีจำนวน VMI สะสมอยู่ที่ 108,701 VMI แสดงให้เห็นว่าความต้องการใช้งานโซลูชัน Cloud Infrastructure ในระดับองค์กรยังคงเติบโตต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาสแรก ทั้งนี้ บริษัทฯ สามารถบริหารต้นทุนด้านการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุน เพื่อรองรับการขยายตัวของบริการ Cloud และ Digital Platform ในอนาคต”

นอกจากนี้ คุณวัลล์ชัย ยังได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของพฤติกรรมองค์กรไทยในปัจจุบันที่กลายมาเป็นโอกาสทางธุรกิจของ INET ว่า:

“บริษัทฯ ได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม Cloud และ Data Center ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยองค์กรไทยจำนวนมากเริ่มหันกลับมาใช้บริการ Cloud ภายในประเทศมากขึ้น จากปัจจัยสำคัญจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างประเทศ รวมถึงต้นทุนค่าบริการจากผู้ให้บริการต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ INET ได้เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรไทย ภายใต้แนวคิด Enterprise Architecture ที่มุ่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงสนับสนุนต่อธุรกิจ Sovereign Cloud ในไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป หลังจากภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับนโยบาย Cloud first policy และการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศมากขึ้น”

ผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินยังระบุถึงแผนการขยายธุรกิจและสร้างเสถียรภาพระยะยาวให้กับระบบนิเวศพาณิชย์ดิจิทัลของไทยเพิ่มเติมอีกว่า:

“ขณะเดียวกัน ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม ยังมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง โดยแพลตฟอร์ม Nex Gen Commerce ได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งโครงการนี้จะช่วยขยายฐานผู้ประกอบการไทย เพิ่มจำนวน Merchant และต่อยอดการเติบโตของ Commerce Ecosystem และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะยาว”

ไทยช่วยไทย และบิ๊กโปรเจกต์มุ่งสู่ Green Data Center ในระดับภูมิภาค

เป้าหมายระยะสั้นที่กำลังจะเกิดขึ้นและน่าจับตามองอย่างยิ่ง คือการเปิดตัวแพลตฟอร์ม Nex Gen Commerce ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือและขยายฐานกลุ่มผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนร้านค้าหรือ Merchant เข้าสู่ระบบให้มากขึ้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและต่อยอดการเติบโตให้กับระบบนิเวศการค้าดิจิทัลของประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ INETเดินหน้าเร่งเครื่องโครงการโครงข่ายใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ INET-IDC-4 ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้กลายเป็นศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาคหรือ Digital Hub แห่งใหม่แห่งแรกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์บริการแห่งนี้ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์ “Humble & Harmony” เพื่อเน้นย้ำความสมดุลของการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากศูนย์ข้อมูลที่ขอนแก่นแล้ว บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาแผนงานลงทุนสร้างโครงการ Solar Farm แห่งที่ 2 เพื่อนำมาใช้รองรับความต้องการและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดภายในศูนย์ IDC3 จังหวัดสระบุรี การลงทุนในพลังงานทางเลือกหลักนี้มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนค่าพลังงานไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งสอดรับกับแนวคิด Green Data Center อันเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทางINET ใช้ในการบริหารและดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

วิเคราะห์ทิศทางและก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศไทย

จากการดำเนินงานที่ยาวนานมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 31 ปีเต็ม INETยังคงรักษาจุดยืนในการเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้แก่ประเทศไทย ในฐานะการเป็น Sovereign Provider สัญชาติไทยที่เข้าใจบริบทและข้อจำกัดของประเทศอย่างแท้จริง ความสำเร็จในผลประกอบการไตรมาสแรกนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัทเท่านั้น แต่คือดัชนีชี้วัดว่าธุรกิจไทยเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการมีระบบคลาวด์และโครงสร้างข้อมูลที่ปลอดภัยและมีเอกราช

ในอนาคตอันใกล้ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลขององค์กรต่าง ๆ จะเข้มข้นขึ้น โดยมีปัจจัยด้านต้นทุนค่าบริการเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นตัวเร่ง แพลตฟอร์มหรือบริการที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทยจึงกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและมีความเสถียรมากกว่า การเตรียมระบบนิเวศดิจิทัลให้ครบวงจรตั้งแต่คลาวด์ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงแพลตฟอร์มซื้อขายระดับแอปพลิเคชัน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้แก่ประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก้าวต่อไปหลังจากนี้ที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือความคืบหน้าของโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพการรองรับฐานลูกค้าใหม่จากโครงการภาครัฐ ตลอดจนการเติบโตเชิงปริมาณของผู้ประกอบการไทยบนแพลตฟอร์มพาณิชย์ยุคใหม่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจคลาวด์และดิจิทัลสัญชาติไทยจะสามารถสร้างความยั่งยืน พร้อมทั้งผลักดันให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตทัดเทียมและเป็นอิสระจากการพึ่งพาต่างประเทศได้อย่างสมบูรณ์

#INET #SovereignPlatform #LocalCloud #เทคโนโลยีไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #GreenDataCenter #ไทยช่วยไทย

Related Posts