ม.มหิดล ชู สิทธิมนุษยชน หนุนเศรษฐกิจยั่งยืน สร้างผลกระทบระดับโลก

ม.มหิดล ชู สิทธิมนุษยชน หนุนเศรษฐกิจยั่งยืน สร้างผลกระทบระดับโลก

เมื่ออุดมการณ์โลกตะวันตกหลอมรวมเข้ากับบริบทโลกตะวันออก มหาวิทยาลัยมหิดลเร่งขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้าน สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาประชาธิปไตยสู่ภาคปฏิบัติ เพื่อทลายอุปสรรคทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

บริบทความท้าทายและการเชื่อมโยงสองซีกโลกเพื่อเสถียรภาพทางสังคม

แม้ว่ารากฐานทางความคิดความเชื่อในเรื่องของ สิทธิมนุษยชน และระบบประชาธิปไตยจะถือกำเนิดขึ้นมาจากซีกโลกตะวันตก ซึ่งมักถูกเปรียบเปรยว่าเป็นพื้นที่ของ “โลกใหม่” ที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับซีกโลกตะวันออกอันเป็น “โลกเก่า” ทั้งในด้านของโครงสร้างพื้นฐานและวิวัฒนาการทางสังคมที่สั่งสมมาอย่างยาวนานก็ตาม แต่ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจและสังคมไร้พรมแดน สองซีกโลกนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องสร้างความเชื่อมโยงและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้อย่างราบรื่น ซึ่งการที่จะสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันในลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้นั้น ไม่อาจประสบความสำเร็จได้เลยหากปราศจากการร่วมมือกันเดินหน้าไปในวิถีแห่งสันติภาพเชิงบวกที่ยั่งยืน

เส้นทางในการก้าวไปสู่สันติภาพและความมั่นคงอย่างแท้จริงในภูมิภาค จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมเลยตราบใดที่สังคมในซีกโลกตะวันออกยังคงขาดความเข้มแข็งในด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาประชาธิปไตย ความอ่อนแอเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากการขาดแคลนองค์ความรู้ที่ถูกต้องที่จะนำไปสู่การปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้การเติบโตในภาพรวมของภูมิภาคยังคงเผชิญความผันผวนและขาดเสถียรภาพที่จะช่วยรองรับแรงกระแทกจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลกในปัจจุบัน

สถาบันการศึกษาจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงช่องว่างเหล่านั้น โดยพยายามเปลี่ยนผ่านจากทฤษฎีในตำราเรียนไปสู่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม การผลักดันความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาประชาธิปไตยให้กลายเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานที่เป็นสากล จะช่วยสร้างความร่วมมือที่เหนียวแน่นและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับนานาประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในเวทีโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

การขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ภาคปฏิบัติและอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

ความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาและการนำไปใช้จริงถือเป็นหมุดหมายสำคัญอย่างยิ่งในการสร้าง “Real World Impact” ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งภารกิจนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม จะต้องร่วมมือกันดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง เนื่องจากในปัจจุบัน ปัญหาสำคัญที่มักพบเจอคือการขาดองค์ความรู้ที่เป็นปัจจุบันในเรื่องสิทธิมนุษยชนและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยในกลุ่มผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ความสับสนในการปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่ขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความเที่ยงธรรม ตลอดจนการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในด้านต่างๆ เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่องมั่นของประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มองเข้ามายังภูมิภาคนี้ด้วย

ปัญหาการลิดรอนเสรีภาพและการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ กลายเป็นตอหม้อสำคัญที่ขัดขวางวิถีทางแห่งสันติภาพและการสร้างความเข้มแข็งของสังคมประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากสังคมยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไปได้ การพัฒนาในมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางสังคมหรือมิติทางเศรษฐกิจก็ย่อมจะติดขัดและไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพตามที่ควรจะเป็น การเร่งสร้างความเข้าใจและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมจึงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด

ศักยภาพของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาคและการชะงักงันทางการเมือง

เมื่อหันกลับมาพิจารณาภาพรวมของประเทศไทย จะพบว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีระดับการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ทว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะชะงักงันในประเด็นดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงมาจากความผันผวนและไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนี้ทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ในระยะยาวขาดความต่อเนื่องและส่งผลเสียต่อการพัฒนาเชิงโครงสร้าง

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาด้านนี้ของไทยเกิดการชะงักงัน คือการปะทะกันทางความคิดของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเก่าและแบบใหม่ในสังคม ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ดังกล่าวได้ลุกลามและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาพลักษณ์ความขัดแย้งทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความลังเลใจในการเข้ามาลงทุนระยะยาวในประเทศ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยก็ยังพอมีมุมมองเชิงบวกที่สร้างความโดดเด่นในเวทีสากลได้อยู่บ้างในบางมิติ

ข้อดีที่น่าชื่นชมและได้รับการยอมรับอย่างมากคือ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีผลงานโดดเด่นในการนำประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนไปผนวกรวมเข้ากับภาคธุรกิจและสิ่งแวดล้อม มีการวางแผนจัดการเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมเพื่อรองรับและยกระดับสวัสดิการของแรงงานภายใต้แผนการพัฒนาประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ฉบับ ความสำเร็จในจุดนี้แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยมีความพร้อมที่จะยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การค้าโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน

ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม

แม้ว่าประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในมิติของการเชื่อมโยงสิทธิมนุษยชนเข้ากับภาคธุรกิจและสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยยังคงขาดการปฏิรูปในอีกหลายด้านที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปในด้านกระบวนการยุติธรรมและสถาบันต่างๆ ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งโครงสร้างระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสนั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยการันตีความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับทั้งภาคประชาชนและภาคการลงทุน

หากประเทศไทยยังไม่มีสถาบันที่สามารถมอบความยุติธรรมและปกป้องสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริงและเสมอภาค ประเทศไทยก็ยังคงไม่สามารถก้าวไปถึงระดับการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในระดับมาตรฐานสากลได้ การติดหล่มอยู่กับมาตรฐานเดิมๆ จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจโลก เนื่องจากคู่ค้ารายใหญ่ในปัจจุบันมักใช้เกณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำข้อตกลงทางการค้า

การขับเคลื่อนเพื่อปฏิรูปเชิงสถาบันและการพัฒนาเรื่องความยุติธรรมในสังคมนี้ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการดำเนินงานของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและจริงจังจากทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันวางรากฐานและกลไกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้เกิดความยุติธรรมที่ถาวรและยั่งยืน อันจะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศอย่างมั่นคง

ทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการเปลี่ยนแปลง

การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับการแก้ไขปัญหาสังคมในพื้นที่จริง ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ดร.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ รองหัวหน้าโครงการ Global Campus of Human Rights-Asia-Pacific และอดีตประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาประชาธิปไตย โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาในภูมิภาคอย่างเป็นระบบ

“ประเทศไทยยังขาดการปฏิรูปในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านกระบวนการยุติธรรมและสถาบันที่ส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม หากยังไม่มีสถาบันที่สามารถให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง ประเทศไทยก็ยังคงไปไม่ถึงการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในระดับสากลได้ การปฏิรูปเชิงสถาบันและการพัฒนาเรื่องความยุติธรรมต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้บังเกิดผลที่ถาวรและยั่งยืน” ดร.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์

ความเห็นดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบยุติธรรมเป็นจุดเปราะบางที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงความเชื่อมั่นในภาพรวมของประเทศ การสร้างระบบที่สามารถให้ความยุติธรรมได้อย่างแท้จริงจะเป็นการยกระดับประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกในการสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน และนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากสภาวะชะงักงันทางการเมืองและเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

#มหาวิทยาลัยมหิดล, #สิทธิมนุษยชน, #การพัฒนาประชาธิปไตย, #การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, #เศรษฐกิจยั่งยืน, #เอเชียแปซิฟิก, #ความยั่งยืนภาคธุรกิจ, #RealWorldImpact, #สวัสดิการแรงงาน

Related Posts