มาลี กรุ๊ป เปิดฉากไตรมาสแรกอย่างแข็งแกร่งด้วยยอดขายโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกบุกตลาดต่างประเทศและส่งสินค้านวัตกรรมใหม่รับเทรนด์สุขภาพโลก
เจาะลึกฟอร์มเด่น Q1/2569 ธุรกิจรับจ้างผลิตและแบรนด์น้ำมะพร้าวโตพุ่ง
บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 โดยสามารถทำรายได้จากการขายและการให้บริการรวมทั้งสิ้น 1,822.2 ล้านบาท เติบโตขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจและการเริ่มต้นฟื้นตัวอย่างมั่นคง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้านจากสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่ผันผวน
สำหรับแรงขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาสนี้มาจากกลุ่มธุรกิจรับจ้างผลิต หรือ Contract Manufacturing Group (CMG) ที่โชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหลักมาจากการที่ลูกค้ารายหลักได้ตกลงต่อสัญญาการผลิตในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์นมมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นที่พันธมิตรทางธุรกิจมีต่อศักยภาพการผลิตและมาตรฐานคุณภาพระดับสูงของทางบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจสินค้าแบรนด์ภายใต้ตราบริษัท (Brand Business) ก็สามารถสร้างสัดส่วนรายได้ได้ถึง 33% โดยมีการเติบโตที่ยอดเยี่ยมจากผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวภายใต้แบรนด์ “Malee COCO” ที่สร้างยอดขายเติบโตอย่างโดดเด่น ส่งผลให้มาลีสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในกลุ่มตลาดน้ำผลไม้พรีเมียมพร้อมดื่มในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาได้อย่างเหนียวแน่น
ความสำเร็จจากสินค้าใหม่และการบุกตลาดต่างประเทศ
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์หลักแล้ว มาลีประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่อย่าง “Malee COCO Matcha” ซึ่งได้รับกระแสตอบรับและนับเป็นความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่อย่างรวดเร็ว สินค้าตัวนี้สามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการรุกเข้าสู่หมวดสินค้าใหม่ (New Category Entry) โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มชาที่ทางบริษัทฯ ยังไม่เคยลงไปแข่งขันมาก่อน
ทางด้านกลยุทธ์การขยายธุรกิจในต่างประเทศ มาลีได้วางแนวทางการรุกตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยมุ่งเน้นไปที่ประเทศจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นหลัก ซึ่งในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เดินหน้าจับมือกับพันธมิตรดิสทริบิวเตอร์รายใหม่ในประเทศจีน เพื่อช่วยกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางจำหน่ายทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในงวดไตรมาสแรกนี้ยังมีส่วนของกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 20.1 ล้านบาท ซึ่งชะลอตัวลง เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์นม ตลอดจนปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบบางรายการ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
มาตรการเชิงรุกบริหารต้นทุนและการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายระดับโลก
เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในอีก 9 เดือนข้างหน้า มาลีได้ประกาศดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับธุรกิจ โดยเดินหน้าปรับพอร์ตโฟลิโอของผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับเทรนด์ความต้องการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ของผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมมุ่งเน้นการกระตุ้นยอดขายสินค้ากลุ่มแบรนด์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง (High Margin) เพื่อดึงอัตรากำไรในภาพรวมให้สูงขึ้น
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังเร่งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสู่ระบบออนไลน์และกลุ่มธุรกิจ Food Service ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการผลักดันสินค้าชูโรงอย่างน้ำมะพร้าว Malee COCO ไปยังตลาดโลก ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (Operational Excellence) ทั้งการล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า และการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาและการตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพในการทำกำไรอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงฤดูกาลขายหรือไฮซีซันของธุรกิจเครื่องดื่ม คาดการณ์ว่าตลาดน้ำผลไม้และน้ำมะพร้าวพรีเมียมจะยังคงเติบโตได้อย่างโดดเด่นจากกระแสรักสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมตลาดน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มในประเทศที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 12,116 ล้านบาท โดยมาลียังคงมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันรายได้รวมในปีนี้ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 9–12% และพร้อมก้าวไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็น Global Wellbeing Company ภายในปี 2571
“ท่ามกลางความท้าทายสถานการณ์ตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้า ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ระบบโลจิสติกส์ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายภูมิภาค บริษัทฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเมินผลกระทบใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และห่วงโซ่อุปทาน โดยได้ทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาเสถียรภาพของวัตถุดิบ และมุ่งการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพจากการใช้พลังงานอื่นทดแทน พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงการส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ ด้วยมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทฯ รับมือกับความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง”
— นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
#MALEE #มาลีกรุ๊ป #ผลประกอบการ #หุ้นไทย #ธุรกิจเครื่องดื่ม #น้ำผลไม้พรีเมียม #เทรนด์สุขภาพ #เศรษฐกิจไทย

