ManageEngine ชูไอทีรวมศูนย์แก้โจทย์ความปลอดภัย ยุค AI ขั้นสูง

ManageEngine ชูไอทีรวมศูนย์แก้โจทย์ความปลอดภัย ยุค AI ขั้นสูง

โลกของการบริหารจัดการไอทีในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างก้าวกระโดด แต่ในความก้าวหน้านั้นกลับแฝงไปด้วยความท้าทายที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและความปลอดภัยไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ แมนเนจเอนจิน (ManageEngine) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันการจัดการไอทีระดับโลกภายใต้โซโฮ คอร์ปอเรชัน (Zoho Corporation) ได้เล็งเห็นถึงช่องว่างสำคัญที่เกิดขึ้นในองค์กรไทย นั่นคือการขาดทัศนวิสัยที่ชัดเจนในการควบคุมเอไอและการละเลยความสำคัญของอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่แฮกเกอร์จ้องโจมตีในปัจจุบัน

ท่ามกลางกระแสการปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่เร่งรีบ องค์กรจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับความเร็วในการนำเทคโนโลยีมาใช้จนอาจมองข้ามความแข็งแกร่งของรากฐานระบบความปลอดภัยไปอย่างน่าเสียดาย ManageEngine จึงได้นำเสนอแนวคิด “Cyber Resilience” ที่ก้าวข้ามเพียงแค่การปฏิบัติตามมาตรฐาน (Compliance) ไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นที่สามารถวัดผลได้จริงผ่านแพลตฟอร์มรวมศูนย์ที่ผสานการทำงานของทั้งฝ่ายไอทีและฝ่ายความปลอดภัยเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ การเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ในประเทศไทยครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การเปิดเผยวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงอย่างคุณอรุณ กุมาร รองประธานบริหารภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ ManageEngine และคุณณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคประจำประเทศไทย ที่มาร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์การเจาะตลาดไทยที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 25 ต่อปี พร้อมทั้งเปิดตัวนวัตกรรมล่าสุดอย่าง “Zia Agent Studio” ที่จะเปลี่ยนโฉมการทำงานของไอทีให้เป็นระบบอัตโนมัติที่ชาญฉลาดมากขึ้นกว่าเดิม นี่คือก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าในยุคที่เอไอครองเมือง การมีแพลตฟอร์มที่มองเห็นทุกมิติของข้อมูลคือหัวใจสำคัญที่จะตัดสินความอยู่รอดขององค์กรในระยะยาว

ยุทธศาสตร์แพลตฟอร์มรวมศูนย์และการเติบโตที่แข็งแกร่งในตลาดไทย

แมนเนจเอนจินเริ่มต้นเส้นทางธุรกิจภายใต้โซโฮ คอร์ปอเรชัน มาตั้งแต่ปี 1996 โดยวางตำแหน่งตนเองเป็นหน่วยธุรกิจที่โฟกัสการจัดการไอทีอย่างครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานทั่วโลกรวมกว่า 18,000 คน และมีสำนักงานมากกว่า 30 แห่งทั่วโลก ความโดดเด่นของบริษัทอยู่ที่การพัฒนาซอฟต์แวร์ทุกตัวขึ้นเองตั้งแต่ต้นโดยไม่มีการเข้าซื้อกิจการหรือการควบรวมกับบริษัทอื่น ทำให้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้อย่างสมบูรณ์บนเลเยอร์ข้อมูลเดียวกัน แนวคิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา “IT Silos” หรือการที่เครื่องมือบริหารจัดการไอทีแต่ละส่วนแยกกันทำงานจนทำให้ผู้บริหารขาดภาพรวมของระบบและเกิดความล่าช้าในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นในองค์กร

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ และมีการเติบโตที่รวดเร็วอย่างน่าประทับใจ โดยคุณอรุณ กุมาร เปิดเผยว่าบริษัทมีลูกค้าระดับองค์กรในภูมิภาคนี้รวมกว่า 7,500 ราย และเฉพาะในไทยมีฐานลูกค้าอยู่ประมาณ 700 ถึง 750 ราย การเติบโตเฉลี่ยที่ระดับร้อยละ 25 ต่อปีเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าองค์กรไทยกำลังมองหาโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ความซับซ้อนของระบบไอทีที่เปลี่ยนแปลงไป แมนเนจเอนจินจึงได้เดินหน้ากลยุทธ์การสร้างทีมงานในท้องถิ่น (Localization) โดยการจ้างบุคลากรไทยเข้ามาดูแลลูกค้าโดยตรง เพื่อลดอุปสรรคด้านภาษาและสร้างความเชื่อมั่นในการสนับสนุนทางเทคนิคที่เข้าใจบริบทของธุรกิจไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การสร้างระบบนิเวศร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขยายฐานการตลาดในไทยให้กว้างขวางขึ้น โดยมีการจับมือกับพันธมิตรรายใหญ่สองรายอย่าง เอสไอเอส (SIS) และ พีพีบีเค (PPBK) หรือพีพี บางแก้ว บิสซิเนส เพื่อช่วยขับเคลื่อนการใช้งานโซลูชันในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม กลยุทธ์การตลาดของแมนเนจเอนจินไม่ได้หยุดเพียงแค่การขายผลิตภัณฑ์ แต่ยังเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปและการแชร์กรณีศึกษาจากทั่วโลกให้แก่ลูกค้าและพันธมิตร เป้าหมายหลักคือการทำให้ทุกองค์กรเข้าถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการบริหารจัดการไอทีระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

วิวัฒนาการของเอไอและก้าวต่อไปสู่ยุค Agentic AI ที่ชาญฉลาด

แมนเนจเอนจินมีการนำเอไอและแมชชีนเลิร์นนิงเข้ามาปรับใช้ในผลิตภัณฑ์มานานกว่า 5 ถึง 10 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นจากการใช้เพื่อการพยากรณ์และวิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้าภายใต้ชื่อแพลตฟอร์ม “Zia” ความสามารถเบื้องต้นของเซียครอบคลุมตั้งแต่การพยากรณ์การเกิดอุบัติการณ์ทางไอทีไปจนถึงการวิเคราะห์ความรู้สึกของพนักงาน (Sentiment Analysis) จากข้อความที่แจ้งปัญหาเข้ามายังระบบช่วยเหลือ (Helpdesk) สิ่งนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ไอทีสามารถจัดลำดับความสำคัญของงานและปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เหมาะสมกับสภาวะอารมณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ Generative AI แมนเนจเอนจินได้พัฒนา Large Language Model (LLM) เป็นของตนเองในรูปแบบ Open Source ซึ่งรันอยู่บนศูนย์ข้อมูลของบริษัทเอง ทำให้ลูกค้าสามารถใช้งานฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับค่า Token อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับทางเลือกที่ยืดหยุ่น โดยอนุญาตให้ลูกค้ากลุ่มองค์กรสามารถเชื่อมต่อกับ LLM ภายนอกที่ตนเองมีอยู่แล้ว เช่น Open AI หรือ Azure AI ได้ด้วยเช่นกัน การให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) เป็นหัวใจหลักที่แมนเนจเอนจินเน้นย้ำ โดยมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน GDPR และรับประกันว่าจะไม่มีการนำข้อมูลของลูกค้าแต่ละรายมาปะปนกันเพื่อใช้ในการเทรนโมเดล

นวัตกรรมล่าสุดที่กำลังจะถูกปล่อยออกมาคือ “Zia Agent Studio” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญเข้าสู่ยุค Agentic AI ที่เน้นการตัดสินใจและทำงานโดยอัตโนมัติในระดับที่สูงขึ้น แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง “เอไอเอเยนต์” เฉพาะทางขึ้นมาทำงานแทนมนุษย์ในภารกิจที่ซับซ้อน เช่น การเป็นผู้ช่วยฝ่ายบุคคล (HR Assistant) หรือช่างเทคนิคระดับเริ่มต้น (L1 Technician) ที่สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ความโดดเด่นของเอเยนต์เหล่านี้คือการทำงานที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ทำให้การตอบสนองมีความแม่นยำและสอดคล้องกับนโยบายขององค์กรมากกว่าการใช้เอไอทั่วไปในตลาด

ความท้าทายของอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่มนุษย์และภัยคุกคามในมุมมืด

หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือความเสี่ยงจาก “Non-Human Identity” หรืออัตลักษณ์ที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อที่ใช้สำหรับการรันระบบอัตโนมัติ แอปพลิเคชัน อุปกรณ์ไอโอที และการเชื่อมต่อผ่าน API ต่างๆ สถิติที่น่าตกใจระบุว่าในแต่ละองค์กรจะมีอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่มนุษย์ต่อพนักงานหนึ่งคนในสัดส่วนสูงถึง 50 ต่อ 1 และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 500 ต่อ 1 ในอนาคต บัญชีเหล่านี้มักถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานเบื้องหลังโดยที่ผู้ดูแลระบบอาจไม่ได้เข้าไปตรวจสอบหรือเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ ทำให้กลายเป็นเป้าหมายหลักที่แฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางในการแทรกซึมและเคลื่อนไหวภายในเครือข่ายขององค์กรโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

คุณณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ ได้ยกตัวอย่างความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับระบบ RPA (Robotic Process Automation) ซึ่งต้องใช้บัญชีชื่อและรหัสผ่านในการเข้าถึงข้อมูลหลังบ้านเพื่อทำงานโดยอัตโนมัติ หากบัญชีเหล่านี้ถูกเจาะและไม่มีการบริหารจัดการที่ดี แฮกเกอร์จะสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลสำคัญได้อย่างง่ายดาย แมนเนจเอนจินจึงนำเสนอโซลูชันในการบริหารจัดการรหัสผ่านสำหรับกลุ่มบัญชีพิเศษเหล่านี้ โดยมีการจัดเก็บไว้ที่ส่วนกลางและกำหนดนโยบายให้มีการเปลี่ยนรหัสผ่านโดยอัตโนมัติตามระยะเวลาที่กำหนด การจัดการวงจรชีวิต (Life Cycle Management) ของอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่มนุษย์จึงเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรในยุค 2026 ต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างเกราะป้องกันความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ แมนเนจเอนจินยังได้อัปเกรดผลิตภัณฑ์ Log360 เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มความปลอดภัยที่รวมศูนย์มากขึ้น โดยใส่ฟังก์ชัน “Native SOAR” (Security Orchestration, Automation and Response) เข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์โดยตรง สิ่งนี้ช่วยให้ระบบสามารถตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติและสั่งการแก้ไขได้ทันที เช่น หากพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ ระบบสามารถสั่งแยกเครื่องนั้นออกจากเครือข่าย (Isolate) หรือสั่งระงับสิทธิ์บัญชีผู้ใช้ที่ถูกขโมยไปได้ในพริบตา การเชื่อมโยงระหว่างการจัดการจุดปลายทาง (Endpoint) และการจัดการอัตลักษณ์ (Identity) ภายใต้เลเยอร์ข้อมูลเดียวกันทำให้กระบวนการตอบสนองต่อภัยคุกคามทำได้รวดเร็วและแม่นยำ ลดภาระของทีมไอทีที่มักจะมีจำนวนจำกัดในองค์กรส่วนใหญ่

ลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสร้างสมดุลระหว่างกลยุทธ์และความปลอดภัย

วิสัยทัศน์ของคุณอรุณ กุมาร เน้นย้ำเสมอว่าความเร็วในการก้าวไปสู่ดิจิทัล ไม่ควรแลกมาด้วยความล้มเหลวของระบบความปลอดภัย ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายบริษัทเร่งข้ามขั้นตอนไปสู่คลาวด์และการทำงานทางไกล จนทำให้เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยครั้งใหญ่ ดังนั้นการก้าวสู่ยุคเอไอจึงต้องไม่ซ้ำรอยเดิม แมนเนจเอนจินจึงยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนทั้งในรูปแบบ On-Premise และ Cloud เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความละเอียดอ่อนสูงอย่างการเงินและภาครัฐในไทยที่ยังคงมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้ภายในโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง

เพื่อสนับสนุนความมั่นคงปลอดภัยในระดับภูมิภาค แมนเนจเอนจินมีแผนที่จะเปิดศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งใหม่ในประเทศสิงคโปร์ภายในปี 2026 นี้ ซึ่งจะถือเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าในประเทศไทยได้รับการบริการที่รวดเร็วขึ้นและสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในภูมิภาคมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว บริษัทยังเดินหน้าโครงการ “Learn IT with ME” ซึ่งร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้และเติมเต็มทักษะด้านไอทีให้แก่เยาวชนไทย ลดช่องว่างระหว่างการศึกษาและโลกการทำงานจริงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ในระยะยาว แมนเนจเอนจินไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การสร้างผลกำไรในระยะสั้น แต่เน้นการเป็นพันธมิตรที่ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริงให้แก่ลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มที่เป็นหนึ่งเดียว การที่บริษัทเป็นธุรกิจส่วนตัว (Private Company) ทำให้มีความยืดหยุ่นในการตัดสินใจและสามารถทุ่มงบประมาณกว่าร้อยละ 50 ของรายได้กลับคืนสู่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานทั้งนวัตกรรมเอไอขั้นสูง การจัดการความปลอดภัยที่รอบด้าน และการพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่น จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้แมนเนจเอนจินสามารถครองใจองค์กรไทยได้อย่างยั่งยืน และร่วมสร้างโลกดิจิทัลที่ทั้งทันสมัยและมั่นคงปลอดภัยไปพร้อมกัน


กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จคือทัศนวิสัยที่ชัดเจนเหนือข้อมูลทั้งหมด

“เราไม่ได้ต้องการสร้างเทคโนโลยีที่แปลกใหม่เพียงเพื่อความตื่นเต้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาจริงขององค์กรด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกมิติของไอทีเข้าด้วยกัน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างแท้จริง” — คุณอรุณ กุมาร รองประธานบริหารภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แมนเนจเอนจิน

#ManageEngine #CyberResilience #AITrends2026 #ITManagement #CyberSecurity #ZiaAI #NonHumanIdentity #DigitalTransformation #ITBusiness #AIStrategy #ManageEngineThailand

Related Posts