เนสท์เล่ ชนะคดีเนสกาแฟศาลสิงคโปร์ ย้ำยุติสัญญาชอบด้วยกฎหมาย

เนสท์เล่ ชนะคดีเนสกาแฟศาลสิงคโปร์ ย้ำยุติสัญญาชอบด้วยกฎหมาย

ชนวนเหตุจุดสิ้นสุดการร่วมทุนกว่าทศวรรษ สู่บทสรุปหน้าประวัติศาสตร์ในชั้นศาลสิงคโปร์ที่ยืนยันสิทธิ์ขาดของ เนสท์เล่ เหนือแบรนด์เนสกาแฟในไทย พร้อมเดินหน้าลุยตลาดเดี่ยวด้วยหลักธรรมาภิบาลและการสนับสนุนเกษตรกรอย่างยั่งยืน

เปิดฉากจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เนสกาแฟในประเทศไทย

ชนวนเหตุสำคัญของความเปลี่ยนแปลงในสมรภูมิกาแฟเมืองไทยครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการของสัญญาการร่วมทุนระหว่างสองยักษ์ใหญ่ นั่นคือ บริษัท เนสท์เล่ และตระกูลมหากิจศิริ ซึ่งในอดีตได้ร่วมหุ้นกันในสัดส่วนแบบ 50/50 ภายใต้ชื่อ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด หรือ QCP โดยบริษัทร่วมทุนแห่งนี้เคยเป็นหัวหอกหลักในการทำหน้าที่ผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟเพื่อป้อนสู่ตลาดประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

ภายใต้ข้อตกลงและสัญญาการร่วมทุนเดิมที่มีมาแต่แรกนั้น เนสท์เล่เป็นผู้มีอำนาจเต็มอย่างเด็ดขาดในการบริหารจัดการงานทั้งหมดของบริษัท QCP ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดจำหน่าย ตลอดจนการวางกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ที่สำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยีขั้นสูงรวมถึงสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเนสกาแฟทั้งหมด ล้วนถือเป็นกรรมสิทธิ์อันชอบธรรมของเนสท์เล่แต่เพียงผู้เดียวมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม เมื่อวงล้อแห่งเวลาเดินมาถึงจุดสิ้นสุด สัญญาการร่วมทุนดังกล่าวได้หมดอายุลงอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา ส่งผลให้ข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างสองฝ่ายเป็นอันยุติลง ซึ่งตามเงื่อนไขสัญญาเดิมทำให้บริษัท QCP ไม่มีสิทธิ์และอำนาจทางกฎหมายในการดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เนสกาแฟอีกต่อไป และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากันในชั้นศาลระดับสากล

ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษาถึงที่สุด ยืนยันเนสท์เล่ทำถูกต้องตามข้อตกลง

มหากาพย์ข้อพิพาททางกฎหมายจากการสิ้นสุดสัญญาของบริษัท QCP ได้ถูกยกระดับขึ้นสู่กระบวนการสากล โดยเรื่องราวทั้งหมดถูกยื่นต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเพื่อทำการไต่สวนอย่างละเอียด จนกระทั่งในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้มีคำตัดสินชี้ขาดอย่างชัดเจน โดยระบุว่าการยุติสัญญาร่วมทุนทั้งหมดในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเคยผูกพันร่วมกันไว้ทุกประการ

เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อผู้ถือหุ้นอีกฝั่งหนึ่ง (ตระกูลมหากิจศิริ) ได้นำคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลประเทศสิงคโปร์เพื่อคัดค้านคำชี้ขาดดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดแล้ว ศาลสูงสิงคโปร์ได้มีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งหมดของผู้ถือหุ้นอีกฝั่ง พร้อมทั้งพิพากษายืนตามคำชี้ขาดเดิมของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศอย่างเป็นเอกฉันท์

คำพิพากษาของศาลสูงสิงคโปร์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นบทสรุปและการยืนยันอันถึงที่สุดในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า การยุติสัญญาร่วมทุนกับบริษัท QCP ของเนสท์เล่ทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างไม่มีข้อกังขา ซึ่งในปัจจุบัน ทางผู้ถือหุ้น QCP อีกฝั่งได้รับทราบคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของศาลแล้ว และได้ดำเนินการชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีความต่าง ๆ ตามคำสั่งศาลสิงคโปร์เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย

คดีแพ่งในไทยถูกโอนย้ายสู่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ

แม้ว่ากระบวนการทางกฎหมายในต่างประเทศจะเสร็จสิ้นและได้ข้อสรุปอันเป็นที่สุดไปแล้ว แต่ในประเทศไทยยังคงมีประเด็นต่อเนื่องในส่วนของคดีแพ่ง โดยเป็นคดีความที่นายประยุทธ มหากิจศิริ พร้อมด้วยครอบครัว ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร้องต่อเนสท์เล่รวมถึงบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจอยู่ภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางกฎหมายที่ทางฝั่งอดีตพันธมิตรพยายามดำเนินการต่อสู้

ความคืบหน้าล่าสุดในส่วนของคดีแพ่งภายในประเทศไทยนั้น ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้พิจารณาข้อกฎหมายและลักษณะของคดีแล้ว จึงได้มีคำสั่งให้โอนย้ายคดีดังกล่าวมาพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นศาลที่มีเขตอำนาจโดยตรงในการพิจารณาข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าสากล

ในปัจจุบัน คดีแพ่งดังกล่าวนี้ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาไต่สวนอย่างละเอียดของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทางเนสท์เล่ประเทศไทยเองระบุว่ายินดีและพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยยังคงเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสและปฏิบัติตามหลักข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัดสูงสุด

เนสท์เล่ชูธรรมาภิบาล ลุยเดี่ยวสร้างความสำเร็จให้เนสกาแฟในไทย

หลังจากผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางกฎหมายและได้สิทธิ์ขาดในการบริหารแบรนด์กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เนสท์เล่ได้ประกาศทิศทางธุรกิจอย่างมั่นใจว่าจะยังคงเดินหน้าสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์ ‘เนสกาแฟ’ ในประเทศไทยต่อไป โดยยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในหลักธรรมาภิบาลและการประกอบธุรกิจอย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญและรากฐานที่ทำให้องค์กรได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

หนึ่งในกลยุทธ์หลักหลังจากนี้ คือการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์กาแฟรูปแบบใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนสกาแฟจะยังคงรักษาตำแหน่งแบรนด์กาแฟยอดนิยมอันดับหนึ่งในใจของคนไทย และมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนต่อไป

นอกจากการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์แล้ว เนสท์เล่ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการเดินหน้าสนับสนุนและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะปลูกกาแฟชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเนสท์เล่ยังคงครองตำแหน่งเป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟดิบรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งสำหรับเมล็ดกาแฟที่เพาะปลูกภายในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกาแฟไทย

ย้ำความผูกพัน 130 ปี ปักหมุดลงทุนไทยระยะยาว

การประกาศจุดยืนของเนสท์เล่ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความผูกพันอันยาวนานที่บริษัทมีต่อประเทศไทยมามากกว่า 130 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย บริษัทยืนยันว่าจะไม่มีการลดละความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างแน่นอน แต่ในทางตรงกันข้าม จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทยในทุกมิติ

ทิศทางในอนาคตของเนสท์เล่ประเทศไทย คือการเดินหน้าลงทุนเม็ดเงินและทรัพยากรต่าง ๆ ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภคชาวไทย พนักงานในองค์กร ตลอดจนเกษตรกรและพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายที่ร่วมเดินทางเติบโตมาด้วยกัน การลุยเดี่ยวบริหารแบรนด์เนสกาแฟในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดศักราชใหม่ที่จะช่วยให้การตัดสินใจและการลงทุนมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ในฐานะบริษัทอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งดำเนินธุรกิจครอบคลุมกว่า 185 ประเทศทั่วโลก เนสท์เล่พร้อมที่จะนำศักยภาพ นวัตกรรม และมาตรฐานระดับสากลมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนเจตนารมณ์ในการ “เปิดพลังแห่งอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับทุกคนในวันนี้และในอนาคต” ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมบนแผ่นดินไทยสืบต่อไป

#Nestle #Nescafe #TheReporterAsia #ข่าวธุรกิจ #ข้อพิพาทกฎหมาย #เนสท์เล่ #เนสกาแฟ #มหากิจศิริ

Related Posts