“บาท” แข็งค่ารับเจรจาเสหรัฐฯ-อิหร่านฉลุย ส่งออกเมษายนพุ่งกระฉูด 23%

“บาท” แข็งค่ารับเจรจาเสหรัฐฯ-อิหร่านฉลุย ส่งออกเมษายนพุ่งกระฉูด 23%

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets) ประเมินทิศทางค่าเงิน บาท วันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-32.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยทิศทางเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์หลังจากตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ปัจจัยหนุนหลักมาจากความคืบหน้าเชิงบวกด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะสัญญานที่ดีจากการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในหลายประเด็นสำคัญ

ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการส่งออกประจำเดือนเมษายนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 23.1% โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตรเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม ตลาดซึ้อขายเงินตรายังคงจับตาตัวเลขการขาดดุลการค้าของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งอาจเป็นแรงกดดันในระยะถัดไป

จับตาสัญญาณบวกการเมืองโลกดัน Sentiment ตลาดเปิดรับความเสี่ยง

บรรยากาศการลงทุนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกกลับมาคึกคักและเปิดรับความเสี่ยงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอิหร่านกำลังดำเนินไปด้วยความราบรื่นและเป็นไปในทิศทางที่ดี ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เคยเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงก่อนหน้านี้ และหันกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทย

ทางด้านความเคลื่อนไหวจากฝั่งอิหร่านได้ออกมาขานรับกระแสข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าการเจรจาในครั้งนี้สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้วในหลายประเด็นสำคัญ ท่าทีที่ผ่อนคลายลงของทั้งสองฝ่ายส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐเกิดการอ่อนค่าลงชั่วคราวและเปิดทางให้ค่าเงิน บาท ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญ โดยถือเป็นกลไกสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาด (Market Sentiment) ที่ตอบรับกับข่าวสารเชิงบวกในเวทีการเมืองระดับโลกอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ประเด็นเชิงลึกในการเจรจายังมีข้อเรียกร้องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านพลังงานและนิวเคลียร์ โดยทางฝั่งอิหร่านได้ยื่นข้อเรียกร้องให้มีการส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงไปยังประเทศจีนแทนการเก็บรักษาในรูปแบบเดิม ข้อตกลงนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดระเบียบความมั่นคงระดับสากล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจโลกและกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายให้ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียเพิ่มมากขึ้นในระยะนี้

ส่งออกไทยเดือนเมษายนโตแกร่ง สินค้าเกษตร-อิเล็กทรอนิกส์นำทัพ

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในภาคการค้าระหว่างประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในเดือนเมษายน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวสูงถึง 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YOY) การเติบโตในระดับสองหลักนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังคงเป็นสินค้าส่งออกแชมเปี้ยนของไทยที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดโลกที่มีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

ขณะเดียวกัน ภาคการเกษตรของไทยสามารถกลับมาทวงแชมป์และพลิกฟื้นขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งในเดือนนี้ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและราคาในตลาดโลกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การกลับมาเติบโตของสินค้าเกษตรไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกในภาพรวมเท่านั้น แต่ยังช่วยกระจายรายได้กลับสู่ภาคครัวเรือนและเกษตรกรไทยในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกพื้นฐานที่ช่วยรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ

ทว่า ในหมวดภาพรวมดุลการค้าของประเทศกลับมีข้อควรระวังเนื่องจากการขาดดุลการค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่ายอดการส่งออกจะเติบโตในอัตราที่สูงมาก แต่ยอดการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบขั้นกลางเพื่อนำมาผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลับมีมูลค่าที่สูงกว่า ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนยังคงอยู่ในสภาวะติดลบ ซึ่งประเด็นนี้กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเงินบาทในระยะยาวได้

วิเคราะห์ทิศทางค่าเงินบาทและการบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบการ

จากความเคลื่อนไหวทั้งหมดในข้างต้น กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้ประเมินว่าค่าเงิน บาท ในวันนี้จะเคลื่อนไหวสะท้อนปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศในกรอบ 32.40-32.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ กรอบการเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงสภาวะตลาดที่มีความผันผวนในทิศทางแข็งค่าตามแรงหนุนของบรรยากาศการลงทุนและการส่งออกที่ดี แต่ก็ยังมีแรงกดดันจากการขาดดุลการค้าคอยจำกัดกรอบการแข็งค่าเอาไว้ไม่ให้หลุดแนวรับสำคัญไปได้ง่ายๆ

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทย การที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์จะส่งผลดีโดยตรงต่อกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า วัตถุดิบ และเครื่องจักรจากต่างประเทศ เนื่องจากสามารถนำเข้าสินค้าได้ในต้นทุนที่ถูกลง ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังมือขึ้นจากยอดสั่งซื้อที่เติบโต 23.1% อาจต้องเผชิญความท้าทายในการแปลงรายได้รูปเงินตราต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาท ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงเล็กน้อยหากไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีพอ

บทสรุปและก้าวต่อไปของตลาดการเงินในระยะนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศแกนหลักอย่างสหรัฐฯ และความคืบหน้าของสัญญาเจรจาอย่างเป็นทางการกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศของไทยควรใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น การทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward) หรือการเลือกใช้บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาทที่ยังคงมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงได้ตามข่าวสารและตัวเลขเศรษฐกิจที่จะทยอยประกาศออกมา

#แนวโน้มค่าเงินบาท #ส่งออกไทย #SCB #เศรษฐกิจระหว่างประเทศ #การลงทุนตราสารเงิน

Related Posts