สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ สกาย กรุ๊ป (SKY) ผู้นำด้านการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการบินชั้นนำของเมืองไทย ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ออกมาอย่างเป็นทางการด้วยตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างน่าประทับใจ โดยสามารถกวาดรายได้รวมไปได้อย่างมหาศาลสูงถึง 2,784 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงถึง 17% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างทางธุรกิจอันแข็งแกร่งและขีดความสามารถอันเหนือชั้นในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับโลก
นอกเหนือจากตัวเลขรายได้รวมที่พุ่งทะยานอย่างโดดเด่นแล้ว สิ่งที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดของสกาย กรุ๊ป คือตัวเลขผลกำไรสุทธิประจำไตรมาสแรกที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้สูงถึง 300 ล้านบาท หรือเติบโตพุ่งสูงขึ้นถึง 47% แบบปีต่อปี (YoY) ซึ่งผลสำเร็จอันยอดเยี่ยมในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การกุมบังเหียนของ นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้วางกลยุทธ์เชิงรุกในการมุ่งเน้นและขยายบริการกลุ่มธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยีการบินในรูปแบบบริการ หรือ Aviation Tech as a Service ภายในท่าอากาศยานต่างๆ ซึ่งเป็นกลไกหลักที่มีอัตราการเติบโตสูงและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง สอดรับกับจังหวะเวลาที่สายการบินและผู้โดยสารเดินทางเข้าออกประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ความน่าสนใจในเชิงเสถียรภาพทางการเงินระยะยาวของ สกาย กรุ๊ป ยังสะท้อนให้เห็นผ่านมูลค่างานที่อยู่ระหว่างรอการส่งมอบและรับรู้รายได้ในอนาคต หรือ แบ็กล็อก (Backlog) ที่แข็งแกร่งและมีมูลค่ารวมทั้งหมดสูงกว่า 25,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรก ตัวเลขแบ็กล็อกระดับมหาศาลนี้จะเป็นฐานรากที่สำคัญอย่างยิ่งในการรับรู้รายได้กลับเข้าสู่บริษัทอย่างต่อเนื่องยาวนานในระยะเวลาอีก 6-7 ปีข้างหน้า ซึ่งสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจว่าบริษัทจะมีสภาวะการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของปัจจัยภายนอกและสภาวะเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทสามารถเดินหน้าวางแผนลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาเชิงโครงสร้างของภาครัฐได้อย่างเต็มที่
เจาะลึกระบบ Aviation Tech อัจฉริยะและคลื่นผู้โดยสารเบนเข็มสู่ฮับการบินไทย
เมื่อพิจารณาในเชิงลึกถึงเครื่องยนต์หลักที่ผลักดันให้ผลประกอบการในไตรมาสแรกนี้เติบโตอย่างร้อนแรง จะพบว่ากลุ่มธุรกิจ Aviation Tech as a Service ของ สกาย กรุ๊ป สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีศักยภาพที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ซึ่งการเติบโตนี้แปรผันตรงกับปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานต่างๆ ทั่วประเทศ โดยระบบเทคโนโลยีล้ำสมัยที่บริษัทได้พัฒนาและเข้าไปติดตั้งให้บริการล้วนได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนใบหน้าอัจฉริยะเพื่อการขึ้นเครื่องบิน (Biometric) ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด ระบบเช็คอินและออกบัตรโดยสารร่วมอัตโนมัติ (CUPPS) รวมถึงโครงการให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ที่ทำหน้าที่เป็นด่านคัดกรองที่สำคัญและมีประสิทธิภาพสูงในสนามบิน ซึ่งทั้งหมดนี้มีการขยายตัวและใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดตามจำนวนผู้โดยสาร
ปัจจัยภายนอกประเทศที่กลายมาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญในการดันยอดผู้โดยสารให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญคือความผันผวนของสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมของปี 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สายการบินพาณิชย์ระดับสากลจำนวนมากต้องปรับแผนการบินและเบนเข็มเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง โดยหันมาเลือกใช้ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดแวะพักและเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญแทน การปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเชิงยุทธศาสตร์ของสายการบินโลกในครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายหลักในการรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานต่างๆ ในภาพรวมอย่างกว้างขวาง โดย นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ให้ทัศนะและกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า:
“ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายทางการบินที่สำคัญ โดยพบว่าสายการบินมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางมาแวะพักและเชื่อมต่อการเดินทางที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มมากขึ้น หลังเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลางในช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานต่างๆ ในภาพรวมขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารในสนามบินภายใต้การกำกับของกรมท่าอากาศยาน (DOA) ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 15% (YoY) และท่าอากาศยานไทย (AOT) ที่เพิ่มขึ้น 8% (YoY) ซึ่งไม่เพียงแต่ตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการบินของไทย แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้กลุ่มธุรกิจ Aviation Tech ของ SKY สามารถรับรู้รายได้อย่างแข็งแกร่งตามจำนวนผู้โดยสาร”
ความสำเร็จในเชิงตัวเลขผู้โดยสารที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางนี้ ได้รับการยืนยันผ่านสถิติอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง โดยจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานภายใต้การกำกับดูแลของกรมท่าอากาศยาน (DOA) มีอัตราการเติบโตพุ่งสูงขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดผู้โดยสารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอโอที (AOT) ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพถึง 8% เช่นเดียวกัน การเพิ่มขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันของตัวเลขสถิตินี้ไม่เพียงแต่ช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งหวังจะผลักดันให้อุตสาหกรรมการบินของไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก หรือ Aviation Hub เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงสนับสนุนหลักที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่สกาย กรุ๊ป ในการรับรู้รายได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องตามปริมาณการใช้งานระบบเทคโนโลยีในสนามบินที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกเหนือจากความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักด้านเทคโนโลยีการบินแล้ว กลุ่มบริษัทย่อยต่างๆ ในเครือของสกาย กรุ๊ป ก็สามารถสร้างผลงานและส่งมอบการเติบโตได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน นำทัพโดย บริษัท เมทเธียร์ จำกัด (Metthier) ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกและอสังหาริมทรัพย์อัจฉริยะ (Smart Facility Management) ซึ่งมีความโดดเด่นด้วยการนำเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาพลิกโฉมการบริหารจัดการอาคาร โดยในปัจจุบันเมทเธียร์กำลังรุกตลาดภาคเอกชนอย่างหนักเพื่อขยายฐานลูกค้าอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งนำเสนอบริการรูปแบบใหม่ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันธุรกิจจำหน่ายและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT-SI) ภายใต้ บริษัท โปร อินไซด์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIS ก็ยังคงเดินหน้าประมูลโครงการใหม่ๆ และส่งมอบงานตามกรอบเวลาอย่างสม่ำเสมอ
ในส่วนของธุรกิจคอนแทคเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการโดย บริษัท สกาย ซีซี จำกัด ก็ได้มีการยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันไปอีกขั้น ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างชาญฉลาดและรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น สกาย กรุ๊ป ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกิจการการบินอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันระบบเช็คอินและออกตั๋วผู้โดยสารร่วม (CUPPS) ของบริษัทได้รับการติดตั้งและให้บริการครอบคลุมสนามบินมากถึง 13 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกับระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับการเดินทางและการท่องเที่ยวเพื่อให้บริการแบบไอทีโซลูชันครบวงจรแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย
เมื่อมองไปข้างหน้าถึงแนวโน้มและแผนการดำเนินงานในไตรมาสที่สองของปี 2569 สกาย กรุ๊ป ภายใต้การนำของ นายสิทธิเดช มัยลาภ ยังคงให้ความสำคัญกับการวางรากฐานขององค์กรให้มีความมั่นคงสูงสุด ผ่านการบริหารจัดการโครงสร้างรายได้ที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่น เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยเน้นสัดส่วนรายได้จากทั้งรูปแบบสัมปทานระยะยาว (Concession) รายได้ประจำจากการให้บริการรายเดือน (Recurring Revenue) และรายได้จากโครงการ (Project Based) ซึ่งการวางกลยุทธ์โครงสร้างรายได้ที่สมดุลร่วมกับความแข็งแกร่งของฐานงานในมือที่มีมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยค้ำจุนและขับเคลื่อนให้สกาย กรุ๊ป สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
#SKY #SKYGROUP #สกายกรุ๊ป #SKYICT #สกายไอซีที #AviationTech #AviationHub #SmartFacilityManagement #ผลประกอบการQ169 #TheReporterAsia

