รัฐบาลเคาะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ลงแอปฯ ส่งอาหาร ดีเดย์ 15 มิ.ย. นี้

รัฐบาลเคาะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ลงแอปฯ ส่งอาหาร ดีเดย์ 15 มิ.ย.  นี้

รัฐบาลเตรียมเปิดทางร้านอาหารรายย่อยปั๊มรายได้ผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี เชื่อมระบบสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ปลุกกำลังซื้อดิจิทัลและลดค่าครองชีพประชาชน

ขยายเกมรุกเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมเดลิเวอรีอุ้มรายย่อย

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินหน้าขยายผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากครั้งสำคัญ ด้วยการนำโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายยอดฮิตอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับตัวของภาครัฐให้เท่าทันพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่นิยมความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและอาหารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก

การผลักดันมาตรการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทั่วไปในการเข้าถึงอาหารและเครื่องดื่มในราคาประหยัดเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายหลักในการเปิดช่องทางการจำหน่ายและการตลาดรูปแบบใหม่ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มรายย่อย ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ให้สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าบนโลกดิจิทัลที่มีกำลังซื้อได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โดยมุ่งหวังให้เม็ดเงินเยียวยาและการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบประมาณแผ่นดิน สามารถหมุนเวียนและกระจายตัวลงสู่ผู้ค้ารายเล็กรายย่อยในระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจฐานราก และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เจาะลึกเงื่อนไข-กรอบเวลา กางปฏิทินรับสิทธิพร้อมกัน

สำหรับกรอบเวลาและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ทางรัฐบาลได้กำหนดการเริ่มต้นใช้งานสิทธิอย่างเป็นระบบ โดยประชาชนผู้ได้รับสิทธิในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” จะสามารถเริ่มกดสั่งซื้ออาหารและใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมรายการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้แก่ร้านค้าได้อย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่สามของปี

ทั้งนี้ การเปิดให้ประชาชนสั่งอาหารและใช้สิทธิผ่านระบบออนไลน์ในแต่ละวัน จะมีการจำกัดช่วงเวลาการใช้งานเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแลและพฤติกรรมการบริโภคทั่วไป โดยระบบจะเปิดให้สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ในตอนเช้า ไปจนถึงเวลา 21.00 น. ของทุกวัน ซึ่งครอบคลุมมื้ออาหารหลักของประชาชน ทั้งมื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น อย่างครบถ้วน ช่วยให้เกิดการใช้งานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องการเข้าร่วมรับอานิสงส์จากมาตรการนี้ สามารถเริ่มลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีต่างๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเปิดระบบล่วงหน้าเพื่อให้ร้านค้ามีเวลาเตรียมความพร้อมด้านเมนู ราคา และการเชื่อมต่อระบบให้เรียบร้อยก่อนที่ภาคประชาชนจะเริ่มใช้สิทธิจริงในอีกห้าวันถัดไป

เปิดคู่มือร้านค้าผ่านแอปฯ ‘ถุงเงิน’ ขั้นตอนง่ายไม่ยุ่งยาก

กระบวนการเข้าร่วมโครงการสำหรับผู้ประกอบการร้านค้านั้น ภาครัฐได้ออกแบบมาให้มีความง่ายและสะดวกผ่านโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่ร้านค้าคุ้นเคยอยู่แล้ว โดยร้านค้าที่สนใจจะต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เป็นหลัก ซึ่งขั้นตอนแรกที่จำเป็นและสำคัญที่สุดคือ ร้านค้าจะต้องทำการดาวน์โหลดหรือทำการอัปเดตแอปพลิเคชันถุงเงินในโทรศัพท์มือถือให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสียก่อน เพื่อให้ระบบรองรับฟังก์ชันการทำงานใหม่

หลังจากที่แอปพลิเคชันได้รับการอัปเดตเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบและสังเกตแถบเมนูหลัก โดยจะมีแบนเนอร์คำว่า “โครงการฟู้ดเดลิเวอรี” ปรากฏขึ้นมา ให้ร้านค้ากดเข้าไปเพื่ออ่านรายละเอียด ข้อตกลง และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการอย่างถี่ถ้วน เมื่อทำความเข้าใจและยอมรับเงื่อนไขของทางรัฐบาลแล้ว ร้านค้าจึงจะสามารถดำเนินการเลือกผู้ให้บริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำที่ตนเองต้องการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรได้ตามความสมัครใจ

เมื่อผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนและการเลือกแพลตฟอร์มเสร็จสิ้น ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นร้านค้าจะสามารถเปิดระบบเพื่อรอรับคำสั่งซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากประชาชนผ่านช่องทางเดลิเวอรีได้ทันที โดยที่กระบวนการจัดส่งสินค้าจะยังคงเป็นหน้าที่ของไรเดอร์ประจำแพลตฟอร์มที่จะเข้ามารับอาหารและส่งตรงถึงมือผู้บริโภคตามขั้นตอนปกติ ขณะเดียวกันร้านค้าก็สามารถเข้าไปตรวจสอบประวัติการรับเงินและยอดขายได้อย่างโปร่งใสผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินตลอดเวลา

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และลดภาระค่าครองชีพประชาชนไปพร้อมกัน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกระจายลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ดันเทคโนโลยีกระตุ้นเศรษฐกิจ หมุนเวียนเม็ดเงินสู่ชุมชน

การตัดสินใจเชื่อมโยงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเข้ากับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย เพราะในอดีตร้านค้าขนาดเล็กมักจะขาดโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือการตลาดออนไลน์ การที่ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนและลดรอยต่อทางเทคโนโลยี จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากประโยชน์ทางตรงที่จะตกอยู่กับกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มแล้ว มาตรการนี้ยังมีผลพลอยได้ที่สำคัญต่อระบบห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดในธุรกิจเดลิเวอรี เนื่องจากจะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ส่งอาหารหรือไรเดอร์ ที่จะมีปริมาณคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นในช่วงระยะเวลาโครงการ ถือเป็นการกระจายรายได้และสร้างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกให้แก่ภาคแรงงานนอกระบบในวงกว้างอีกด้วย

ในท้ายที่สุด นโยบายนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเท่าเทียม โดยการนำนวัตกรรมและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นชินในชีวิตประจำวัน มาเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้และบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าแรงส่งจากโครงการนี้จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการฐานรากต่อไปในอนาคต

#ไทยช่วยไทยพลัส #ฟู้ดเดลิเวอรี #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ร้านอาหาร #แอปถุงเงิน #เศรษฐกิจฐานราก #TheReporterAsia

Related Posts