ZTE ปักธงผู้นำ AI ขับเคลื่อนองค์กรสีเขียวสู่อนาคตดิจิทัลยั่งยืน

ZTE ปักธงผู้นำ AI ขับเคลื่อนองค์กรสีเขียวสู่อนาคตดิจิทัลยั่งยืน

ZTE เดินหน้าปฏิวัติวงการเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยการนำนวัตกรรม AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ มุ่งสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

มุ่งวิสัยทัศน์ Connectivity + Computing ปฏิวัติองค์กรด้วยพลัง AI

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลในเวทีระดับโลก ZTE ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำ ได้ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญผ่านรายงานความยั่งยืน “Sustainability Report 2025” ซึ่งนับเป็นปีที่ 18 ติดต่อกันในการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานสู่สาธารณะ โดยในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นการยกระดับองค์กรในทุกมิติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของยุคสมัยและสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

การประกาศแนวทางครั้งนี้สอดรับกับวิสัยทัศน์ใหม่ขององค์กรในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการเชื่อมต่อและการประมวลผลอัจฉริยะ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “Connectivity + Computing” ซึ่งทาง ZTE ตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานเดิมไปสู่ระบบอัจฉริยะที่สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลโลกให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดขึ้นจริง บริษัทได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวางรากฐานด้านเทคโนโลยี AI และระบบโครงข่ายแห่งอนาคต การปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ZTE ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงแค่เครื่องมือเสริมในการทำธุรกิจ แต่เลือกที่จะหลอมรวมเทคโนโลยีนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอองค์กร เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีของมวลมนุษยชาติ

เร่งสปีดนวัตกรรม All in AI ทุ่มงบ R&D หนุนสิทธิบัตรระดับโลก

เบื้องหลังความสำเร็จทางเทคโนโลยีของ ZTE มาจากการลงทุนอย่างหนักในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยในปี 2025 บริษัทได้จัดสรรงบประมาณเม็ดเงินลงทุนสูงถึงกว่า 22,760 ล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนราว 17% ของรายได้ทั้งหมดที่หามาได้ เม็ดเงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลกอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ระบบเครือข่ายยุคถัดไปอย่าง 6G เครือข่ายใยแก้วนำแสงประสิทธิภาพสูง ระบบประมวลผลคลาวด์ ชิปเซ็ตประมวลผลขั้นสูง ตลอดจนสถาปัตยกรรมชิป AI ระบบปฏิบัติการ และระบบฐานข้อมูลแห่งอนาคต

จากการลงทุนอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ ZTE มีฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 บริษัทได้ยื่นจดสิทธิบัตรทั่วโลกไปแล้วรวมแล้วประมาณ 95,000 รายการ และในจำนวนนั้นได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้วกว่า 50,000 รายการ ยิ่งไปกว่านั้น หากเจาะลึกเฉพาะในหมวดหมู่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการยื่นจดสิทธิบัตรไปเกือบ 5,500 รายการ และได้รับการอนุมัติสิทธิ์แล้วเกือบครึ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการเป็นเจ้าของนวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน โดย ZTE ได้นำเครื่องมือ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานจริงของเหล่านักพัฒนาและวิศวกรอย่างจริงจัง ผลลัพธ์คือมีนักพัฒนาในองค์กรมากกว่า 79.78% ที่ใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานประจำวัน และมีการประยุกต์ใช้ AI ในการช่วยสร้างรหัสโค้ดคอมพิวเตอร์ (Code Generation) สูงถึง 31.45% ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการทำงานได้อย่างชัดเจน ความเป็นเลิศด้านนี้ยังสะท้อนผ่านรางวัลนวัตกรรมมากมาย อาทิ รางวัล Gold Awards 11 รางวัลจากเวที China Patent Awards และรางวัลอื่นๆ อีกนับร้อยรายการ

ZTE AI

ขับเคลื่อน Digital Green Path ลดการปล่อยคาร์บอนทะลุเป้าหมาย

ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ZTE ได้ผสานเป้าหมายการดูแลรักษาโลกเข้ากับยุทธศาสตร์หลักทางธุรกิจอย่างแนบแน่น ผ่านการกำหนดแนวคิดที่เรียกว่า “Digital Green Path” แนวคิดนี้ครอบคลุมการปฏิรูปการทำงานใน 4 ด้านหลักด้วยกัน ประกอบไปด้วย การดำเนินงานภายในองค์กรสีเขียว การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานสีเขียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียว และการนำเทคโนโลยีไปช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นดังกล่าวทำให้ในปี 2025 ZTE สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่ม Scope 1 และ Scope 2 ได้สูงถึง 46% เมื่อเทียบกับปีฐานอย่างปี 2021 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่าเป้าหมายที่บริษัทเคยตั้งไว้แต่แรก ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงานภายในอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการนำระบบ AI อัจฉริยะเข้ามาบริหารจัดการและการจัดสรรพลังงานในระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับกลุ่ม Scope 3 ที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรและการใช้งานผลิตภัณฑ์ บริษัทก็สามารถลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนจากภาคโทรคมนาคมลงได้ถึง 8.55%

จากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่น ส่งผลให้ ZTE ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม CDP Climate A List ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 โดยบริษัทได้เดินหน้าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมในศูนย์ดำเนินงานเมืองซีอานและฉางซา ช่วยให้สามารถผลิตพลังงานสะอาดใช้งานได้เองกว่า 39.22 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี พร้อมกันนี้โรงงานทั้งสองแห่งยังได้รับการรับรองให้เป็น “National Green Factory” หรือโรงงานสีเขียวระดับประเทศ ทำให้ปัจจุบัน ZTE มีฐานการผลิตที่ได้มาตรฐานสีเขียวระดับชาติรวม 3 แห่ง และระดับมณฑลอีก 1 แห่ง

จับมือคู่ค้าร่วมลดก๊าซเรือนกระจก ยกระดับห่วงโซ่อุปทานสีเขียว

การจะสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง ZTE จึงได้ขยายขอบเขตแนวคิดคาร์บอนต่ำไปสู่พันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานอย่างจริงจัง ตลอดปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดหลักสูตรอบรมและถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการคาร์บอนและสิ่งแวดล้อมให้แก่กลุ่มซัพพลายเออร์รวม 97 ราย พร้อมทั้งส่งทีมงานเข้าตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้านคาร์บอนกับซัพพลายเออร์อีกจำนวน 158 ราย เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ของ ZTE มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ให้การสนับสนุนซัพพลายเออร์รายหลักจำนวน 152 ราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 50.82% ของยอดการจัดซื้อทั้งหมดของบริษัท ให้เริ่มกระบวนการคำนวณและจัดทำบัญชีคาร์บอนฟุตพรินต์ของตนเอง พร้อมทั้งผลักดันคู่ค้ารายสำคัญอีก 83 รายให้เข้าร่วมรับการประเมินมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลของ CDP มาตรการเหล่านี้ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์ ZTE ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียวผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบชิปประมวลผลรุ่นประหยัดพลังงาน การนำเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลวมาใช้ในศูนย์ข้อมูล การพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสถานีฐานเครือข่าย รวมถึงการวางระบบบริหารจัดการคาร์บอนตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ โดยภายในสิ้นปี 2025 บริษัทประสบความสำเร็จในการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ไปแล้วมากถึง 240 รายการ ครอบคลุมกลุ่มสินค้าของบริษัทในทุกประเภท

สร้างสังคมเท่าเทียม ลดช่องว่างดิจิทัล พัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรโลก

ภายใต้แนวคิดหลักที่ยึดเอา “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ZTE มุ่งมั่นที่จะใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในการทลายกำแพงและสร้างโอกาสในการเข้าถึงโลกดิจิทัลอย่างเท่าเทียม ปัจจุบันโครงข่ายและโซลูชันของบริษัทได้ทำหน้าที่ให้บริการเชื่อมต่อแก่ประชากรจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 ของโลกใบนี้ โครงการที่สะท้อนความสำเร็จนี้ได้เป็นอย่างดีคือ การเข้าไปติดตั้งระบบเครือข่ายสายไฟเบอร์ออปติกในโรงพยาบาลประชาชนเขตปาเฉิน ณ เขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงที่มีความสูงกว่า 4,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้บริการการแพทย์ทางไกลสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นและช่วยชีวิตผู้คนได้ทันท่วงที

อีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จในระดับสากลคือ โครงการ “Signal Reach” ในประเทศเอธิโอเปีย ซึ่ง ZTE ได้เข้าไปดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งสถานีฐานเครือข่ายโทรคมนาคมในพื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญจำนวน 152 แห่ง ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มากกว่า 1 ล้านคนสามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและบริการทางการเงินหรือการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นครั้งแรกในชีวิต ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชนฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง

สำหรับการพัฒนาภายในองค์กร ZTE ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพื่อรองรับการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยในปี 2025 พนักงานของบริษัททุกคนได้รับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะครบถ้วนเต็ม 100% ควบคู่ไปกับการดูแลสุขอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งโรงงานและฐานการผลิตรวมถึงสำนักงานสาขาทั้งในประเทศจีนและอีกกว่า 30 ประเทศทั่วโลกล้วนผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 45001 นอกจากนี้ บริษัทยังมีเครือข่ายอาสาสมัครพนักงานกว่า 20,000 คน ที่ร่วมทำประโยชน์ผ่านโครงการชุมชนกว่า 600 โครงการใน 40 ประเทศทั่วโลก

ชูธรรมาภิบาลขั้นสูง ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล มาตรฐานสากลยอมรับ

การเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีรากฐานด้านธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง ZTE จึงได้พัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์กรเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนในอนาคต โดยในปี 2025 บริษัทยังคงรักษามาตรฐานสากล ISO 22301:2019 ด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) เอาไว้ได้ ครอบคลุมฐานการผลิตหลักทั้ง 5 แห่งและศูนย์วิจัยพิจารณาความปลอดภัย พร้อมทั้งยังได้ขยายผลโดยการเข้าไปสนับสนุนให้กลุ่มซัพพลายเออร์รายสำคัญจัดทำระบบ BCM ของตนเองด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

ในด้านการต่อต้านการทุจริตและการติดสินบน ZTE ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 37001 ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัทในเครือรวมถึงสาขาต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใน 38 ประเทศยุทธศาสตร์สำคัญทั่วโลก นอกจากนี้ เพื่อตอบรับกับกฎเกณฑ์การกำกับดูแลเรื่องข้อมูลที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในแต่ละประเทศ บริษัทได้เปิดตัวระบบ “Cross-Border Data Compliance Service Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการให้บริการด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อมูลข้ามพรมแดนแบบครบวงจร เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบริหารจัดการข้อมูลระหว่างประเทศได้อย่างถูกต้องปลอดภัย

เรื่องของความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่ ZTE ให้ความสำคัญสูงสุด โดยบริษัทยังคงรักษามาตรฐานระดับโลกอย่าง ISO/IEC 27001 และ ISO/IEC 27701 ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดทำและเผยแพร่เอกสารสมุดปกขาว ZTE Privacy Protection White Paper ฉบับล่าสุดเพื่อแสดงความโปร่งใส ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์เครือข่ายและมัลติมีเดียหลักจำนวน 5 รายการของบริษัทยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ePrivacyseal Global จากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความปลอดภัยขั้นสูงสุดในระดับสากล

ก้าวสู่บทบาทผู้นำเทคโนโลยีอัจฉริยะ สร้างคุณค่าระยะยาวแก่สังคม

จากความพยายามและการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังในทุกมิติ ส่งผลให้ผลงานด้าน ESG ของ ZTE ได้รับการยอมรับและยกย่องจากสถาบันประเมินผลชั้นนำระดับโลกอย่างกว้างขวาง โดยในปี 2025 สถาบัน Sustainalytics ได้ประเมินให้ ZTE อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้าน ESG ต่ำ หรือ “Low ESG Risk” ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้ติดโผ Fortune China ESG Impact List เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงาน หรือ “Excellence in Practice Award” จากสถาบัน ATD ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 6

นอกจากนี้ ZTE ยังได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในองค์กรที่ถูกบันทึกไว้ใน S&P Global Sustainability Yearbook (China Edition) 2025 อีกครั้งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการติดอันดับในดัชนีแบรนด์ต่างประเทศยอดเยี่ยม “2025 China’s Top 100 Overseas Brands Index” และถูกยกย่องให้เป็นกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตำรา “2025 China Corporate ESG Blue Book” ตลอดจนการได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง “ESG Communication Influence Pioneer” จากสถานีโทรทัศน์ฟีนิกซ์ทีวี (Phoenix TV) อีกด้วย

ความสำเร็จทั้งหมดที่ระบุไว้ในรายงานฉบับนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทบาทก้าวสำคัญต่อไปในอนาคต โดยทาง ZTE ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ให้ประสบความสำเร็จ พร้อมทั้งมุ่งสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และร่วมเป็นแรงผลักดันให้โลกใบนี้ก้าวสู่อนาคตที่มีประสิทธิภาพ มีความฉลาดล้ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม

“ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ZTE ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ‘เป็นผู้นำด้านการเชื่อมต่อและการประมวลผลอัจฉริยะ’ ภายใต้กลยุทธ์ Connectivity + Computing โดยมุ่งใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ร่วมสนับสนุนทุกภาคส่วนในสังคมสู่อนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ คือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมทุกคนสามารถเช้าถึงเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี” นาย สวี จื่อหยาง (Mr. Xu Ziyang), ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ZTE Corporation

#ZTE #SustainabilityReport2025 #AI #EcoFriendly #DigitalGreenPath #ESG #ConnectivityComputing #TechnologyForGood #Sustainability #Innovation

Related Posts