สกัดกั้นภัยคุกคามดิจิทัลเชิงรุก หลังมิจฉาชีพขยายขีดความสามารถการใช้เสาสัญญาณเถื่อนลอบส่งข้อความลวงหวังดูดข้อมูลทางการเงินประชาชน พร้อมยกระดับความปลอดภัยโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อปกป้องฐานผู้ใช้งานกว่า 52 ล้านรายทั่วประเทศ
เปิดปฏิบัติการเชิงรุก ล่าเด็ดหัวขบวนการเสาสัญญาณเถื่อนกลางกรุง
ปฏิบัติการความร่วมมือเชิงรุกครั้งสำคัญเกิดขึ้นจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอันดับหนึ่งของไทย กับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (CCIB) หรือตำรวจไซเบอร์ ร่วมกันวางแผนแกะรอยทางเทคนิคจนสามารถเข้าจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพที่ลักลอบตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณปลอมได้สำเร็จ การบุกเข้าตรวจค้นและจับกุมในครั้งนี้เกิดขึ้น ณ บริเวณพื้นที่ย่านบางกระดี่ 28 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นแหล่งกบดานสำคัญที่คนร้ายใช้เป็นฐานปฏิบัติการส่งข้อความลวงหลอกลวงประชาชน
การบุกทลายรังมิจฉาชีพในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอุปกรณ์เครื่องส่งสัญญาณของกลางและอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดจะถูกนำไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด พร้อมกันนี้ ทางทีมสืบสวนสอบสวนของตำรวจไซเบอร์และทีมวิศวกรโครงข่ายของ AIS ยังได้รวบรวมข้อมูลดิบและพยานหลักฐานทางเทคโนโลยีในเชิงลึก เพื่อเตรียมขยายผลไปสู่การทลายเครือข่ายระดับหัวหน้าขบวนการและผู้ร่วมขบวนการรายอื่น ๆ ที่ยังคงหลบหนีอยู่มาลงโทษตามกฎหมายต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ทางด้านเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเปิดเผยว่า การปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมในย่านแสมดำครั้งนี้ถือเป็นโมเดลความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการนำเอาข้อมูลการแจ้งเตือนพฤติกรรมความผิดปกติในระบบโครงข่ายโทรคมนาคมมาวิเคราะห์ร่วมกับเบาะแสในพื้นที่จริง ทำให้สามารถระบุพิกัดที่ตั้งของกลุ่มคนร้ายได้อย่างแม่นยำแม้จะมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งเพื่อหลบเบี่ยงการจับกุมก็ตาม ซึ่งการตัดวงจรตั้งแต่ต้นตอของเสาสัญญาณเถื่อนในลักษณะนี้ จะช่วยลดความเสียหายและปกป้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจากการถูกหลอกลวงได้เป็นจำนวนมหาศาล
เจาะลึกเทคโนโลยีแสบ ‘False Base Station’ กลลวงล้ำลึกที่ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน
สำหรับอุปกรณ์ของกลางที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดได้ในปฎิบัติการครั้งนี้คือ อุปกรณ์สถานีฐานปลอม หรือที่รู้จักกันในทางเทคนิคว่า False Base Station (FBS) ซึ่งเป็นเครื่องส่งสัญญาณไร้สายขนาดพกพาที่ทำงานเลียนแบบเสาสัญญาณจริงของผู้ให้บริการ ความอันตรายของอุปกรณ์ชนิดนี้คือความสามารถในการตัดสลับสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในรัศมีทำการให้เข้ามาเชื่อมต่อกับสถานีฐานปลอมโดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้ตัว จากนั้นมิจฉาชีพจะทำการส่งข้อความ SMS ปลอมเข้าสู่สมาร์ทโฟนของเป้าหมายได้โดยตรง โดยระบบของโทรศัพท์จะเข้าใจว่าเป็นข้อความจากผู้ให้บริการจริง
กลยุทธ์หลักที่ขบวนการนี้นำมาใช้คือการแอบอ้างชื่อผู้ส่ง (Sender Name) เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือสูงในสังคม ไม่ว่าจะเป็นชื่อของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เอง หน่วยงานราชการระดับกรมกอง สถาบันการเงินการธนาคารชั้นนำ หรือแม้กระทั่งภาคธุรกิจบริการต่าง ๆ โดยข้อความที่ส่งไปนั้นจะเน้นการใช้จิตวิทยาความกลัวหรือความโลภ เช่น การแจ้งเตือนเรื่อง “คะแนนสะสมกำลังจะหมดอายุในวันนี้” หรือการเชิญชวนให้รีบกดรับสิทธิประโยชน์และเงินรางวัลต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อเกิดความตื่นตระหนกและรีบกดลิงก์ปลอมที่แนบมากับข้อความอย่างเร่งรีบ

เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อกดลิงก์ดังกล่าว ระบบจะนำพาไปยังเว็บไซต์ปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาให้มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเว็บไซต์จริงขององค์กรนั้น ๆ ก่อนจะหลอกให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ อาทิ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด ยูสเซอร์เนม รหัสผ่าน หรือแม้กระทั่งข้อมูลทางการเงินที่ร้ายแรงอย่างหมายเลขบัตรเครดิตและรหัส OTP ซึ่งอุปกรณ์ FBS ที่จับกุมได้ในย่านบางกระดี่ครั้งนี้ พบว่ามีศักยภาพและกำลังส่งสูงมาก สามารถกระจายข้อความปลอมครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างและเข้าถึงประชาชนได้คราวละจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มอาชญากรไซเบอร์มีการพัฒนาเทคนิคที่ซับซ้อนและเป็นมืออาชีพมากขึ้นเรื่อย ๆ
คำเตือนร่วมจาก ‘ตำรวจไซเบอร์-AIS’ แนะ 3 จุดสังเกตรอดพ้นภัยดูดเงิน
จากสถานการณ์ภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงและแนบเนียนยิ่งขึ้น ทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกับ เอไอเอส จึงได้ออกประกาศแจ้งเตือนภัยเร่งด่วนถึงประชาชนทุกคน โดยร่วมกันเน้นย้ำถึงแนวทางปฏิบัติและข้อเท็จจริงสำคัญเพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเอง ประกาศระบุชัดเจนว่า ทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หน่วยงานภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์ หรือองค์กรธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือใด ๆ ทั้งสิ้น จะไม่มีนโยบายในการส่งข้อความ SMS ที่แนบลิงก์โดยตรงเพื่อขอให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงินอย่างเด็ดขาด ขอให้ประชาชนจดจำหลักการนี้เป็นด่านแรกในการคัดกรองข้อความ
นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อข้อความที่มีลักษณะเร่งรัดให้รีบดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด หรือข้อความที่เสนอผลประโยชน์ที่เกินจริงอย่างการแจกเงินหรือแจกทองคำ หากได้รับข้อความในลักษณะดังกล่าว ขอความร่วมมือห้ามกดลิงก์ที่แนบมาพร้อมกับข้อความนั้นโดยเด็ดขาด แต่ให้เปลี่ยนไปใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการของหน่วยงานหรือองค์กรนั้น ๆ แทน เช่น การโทรศัพท์สอบถามไปยังศูนย์บริการลูกค้าโดยตรง หรือการเช็กข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการที่มีการยืนยันตัวตนแล้ว
ความร่วมมือในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสจากภาคประชาชนถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งขบวนการเหล่านี้ได้ ทางเอไอเอสและตำรวจไซเบอร์จึงมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรการสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้ด้านภัยดิจิทัลแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเท่าทันต่อรูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ เพราะการป้องกันทางความคิดและการมีภูมิต้านทานทางดิจิทัลที่ดี ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลจากการถูกโจรกรรมในโลกยุคออนไลน์
เดินหน้ายกระดับโครงข่ายอัจฉริยะ ปกป้องฐานผู้ใช้บริการ 52 ล้านราย
ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอันดับหนึ่งของประเทศไทย เอไอเอส ไม่เพียงแต่หยุดอยู่แค่การสนับสนุนข้อมูลเพื่อจับกุมผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในการร่วมมือกับตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการแบ่งปันข้อมูลเชิงเทคนิคเชิงลึกและการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานโทรคมนาคมที่ผิดปกติ การบูรณาการข้อมูลร่วมกันนี้ช่วยให้ระบบตรวจจับของ เอไอเอส สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนและระบุพื้นที่ที่มีการใช้งานสถานีฐานปลอมได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การเข้าสกัดกั้นและจับกุมได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดความเสียหายในวงกว้าง
วิสัยทัศน์ของ เอไอเอส มุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นองค์กรโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ที่พร้อมสนับสนุนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจดิจิทัลและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ ปัจจุบัน AIS บริหารจัดการดูแลฐานลูกค้าที่มอบความไว้วางใจให้รวมทั้งสิ้นกว่า 52.2 ล้านรายทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ มีนาคม 2569) แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่บนโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ที่มีคลื่นความถี่มากที่สุดในอุตสาหกรรมรวมถึง 1460 MHz ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 46.9 ล้านเลขหมาย รวมถึงธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS 3BB FIBRE3 อีกกว่า 5.3 ล้านราย ตลอดจนกลุ่มธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรและธุรกิจบริการดิจิทัลอื่น ๆ
จากปริมาณผู้ใช้งานและขนาดของโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศนี้เอง ทำให้ เอไอเอส ตระหนักถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในการเป็นด่านหน้าปกป้องระบบนิเวศดิจิทัลของไทย เม็ดเงินลงทุนและการพัฒนาทางเทคโนโลยีจึงถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูงสุด การผนึกกำลังร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์อย่างจริงจัง พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย มั่นคง และน่าเชื่อถือสำหรับคนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน
#AIS, #ตำรวจไซเบอร์, #SMSปลอม, #จับมิจฉาชีพ, #ภัยไซเบอร์, #FalseBaseStation, #ความปลอดภัยดิจิทัล, #เศรษฐกิจดิจิทัล

