AIS-GULF-สวพส. เปิดผลวิจัย SROI คืนคุณค่าสู่สังคม 33 ล้าน

AIS-GULF-สวพส.  เปิดผลวิจัย SROI คืนคุณค่าสู่สังคม 33 ล้าน

จากบทพิสูจน์ความสำเร็จในการผสานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด สู่เสาสัญญาณแห่งโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตชุมชนห่างไกลให้เติบโตอย่างยั่งยืน

พลิกนิยามการลงทุนทางเทคโนโลยีสู่ผลตอบแทนทางสังคมที่จับต้องได้

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ร่วมมือกับ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย “การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI)” ของโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ปี 2569 ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเป็นทางการ

การศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน โดยผลการประเมินพบว่า โครงการดังกล่าวสามารถสร้างมูลค่าผลกระทบทางสังคมรวมได้สูงถึง 33.88 ล้านบาท จากมูลค่าการลงทุนเริ่มต้นที่ 24.89 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนทางสังคมที่คุ้มค่าถึง 1.36 เท่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเมื่อหลอมรวมกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนที่ขาดแคลนได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“ตลอดระยะเวลาที่เอไอเอสดำเนินโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ร่วมกับพันธมิตร เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในหลายชุมชน จากพื้นที่ที่ขาดทั้งไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร สู่พื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และสร้างรายได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้ วันนี้ผลการวิจัยได้เข้ามาช่วยยืนยันสิ่งที่เราเชื่อมาตลอดว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดไม่ได้สร้างเพียงการเชื่อมต่อ แต่สามารถสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง” นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS

ความร่วมมือไตรภาคีนี้เป็นการนำสถานีฐานโทรคมนาคมพลังงานแสงอาทิตย์ เข้าไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดของการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสารในพื้นที่สูง พร้อมกับทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานแห่งโอกาส” ให้กับชุมชน ซึ่งการประเมินมูลค่า SROI ในครั้งนี้จะช่วยให้คณะผู้จัดทำสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้วางแผน ต่อยอด และพัฒนาขีดความสามารถของโครงการให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นในอนาคต

ถอดรหัส 8 ชุมชนโมเดลความสำเร็จในการสร้างโอกาสและรายได้

จากการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกพบว่า ปัจจุบันโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ได้ขยายความช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่แล้วกว่า 8 ชุมชน ใน 5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบไปด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก โดยสามารถเข้าถึงและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชากรในพื้นที่ห่างไกลโดยตรงมากกว่า 3,520 คน จากทั้งหมด 918 ครัวเรือน ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนและประโยชน์ในหลากหลายมิติพร้อมกัน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจชุมชน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างความสำเร็จที่เด่นชัดที่สุดในเชิงเศรษฐกิจคือ ชุมชนบ้านแม่โขง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้นำพลังแห่งเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลมาใช้วางรากฐานและประชาสัมพันธ์ “น้ำตกห้วยน้ำเย็น” จนสามารถผลักดันให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ที่ได้รับความนิยม และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนได้มากกว่า 2.5 ล้านบาทภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่าสัญญาณโทรคมนาคมสามารถเปลี่ยนพื้นที่ปิดให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจและช่องทางการสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง

AIS SROI

ขณะเดียวกัน ชุมชนมอโก้โพคี จังหวัดตาก ก็ได้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้ในการทลายข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ โดยชาวบ้านบนพื้นที่สูงสามารถยกระดับการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากมิติทางด้านรายได้แล้ว ชุมชนยังสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาเรียนรู้ผ่านช่องทาง E-Learning และห้องสมุดดิจิทัล รวมถึงการยกระดับบริการสาธารณสุขด้วยระบบการแพทย์ทางไกล การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความรวดเร็วขึ้น ตลอดจนการเฝ้าระวังไฟป่าและการแจ้งเตือนภัยพิบัติในพื้นที่

“ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขผลตอบแทนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากโครงการ แต่สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงกับผู้คนได้ ตั้งแต่การเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล การสร้างรายได้ ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพของชุมชนในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต สำหรับเอไอเอส ความสำเร็จของการพัฒนาไม่ได้วัดจากการเข้าถึงสัญญาณเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากจำนวนโอกาสที่ถูกสร้างขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอนาคตที่กว้างขึ้นของผู้คน เพราะเมื่อคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง” นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS

ยกระดับเสาสัญญาณสู่นวัตกรรมอัจฉริยะเพื่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับยุทธศาสตร์และก้าวต่อไปในอนาคตของโครงการนี้ เอไอเอสวางแผนที่จะต่อยอดศักยภาพของสถานีฐานโทรคมนาคมและเสาสัญญาณให้มีบทบาทมากกว่าการสื่อสารทั่วไป โดยมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นแกนหลักในการติดตั้งระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมขั้นสูงและระบบเตือนภัยธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่มั่นคงให้กับชุมชนในระยะยาว

แนวทางการพัฒนานี้รวมไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตรวจจับไฟป่าอัจฉริยะ และการติดตั้งระบบเตือนภัยและแจ้งเตือนเหตุผิดปกติในชุมชนแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังเตรียมการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาเพื่อสนับสนุนกระบวนการติดตามสภาพภูมิอากาศ รวมถึงตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และสัญญาณเตือนภัยแล้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ในภาพรวมและเป้าหมายระยะยาว เอไอเอสยังคงมุ่งมั่นนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัยเชิงลึก และนวัตกรรมอัจฉริยะมาปรับใช้กับการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง บริษัทเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง และการร่วมมือกันของพันธมิตรทุกภาคส่วน การเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จะช่วยขับเคลื่อนให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การเชื่อมต่อสัญญาณ แต่เป็นการเชื่อมโยงคนไทยทุกคนให้เข้าถึงโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืน

#AIS, #GULF, #สวพส, #SROI, #GreenEnergyGreenNetwork, #ผลตอบแทนทางสังคม, #โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, #พลังงานสะอาด, #ความยั่งยืน, #TheReporterAsia

Related Posts