จากบทเรียนสึนามิสู่เทคโนโลยีเพื่อชีวิต LINE ประเทศไทย นำศักยภาพแพลตฟอร์มระดมพลังภาครัฐและเอกชนขับเคลื่อนระบบเตือนภัยและตรวจสอบสถานะ หวังพลิกเศรษฐกิจไทยที่สูญเสียจากวิกฤตธรรมชาติกว่า 2 ล้านล้านบาท
เปิดความร่วมมือครั้งใหญ่ รับมือภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยี
วิกฤตการณ์ทางธรรมชาติและสถานการณ์ฉุกเฉินได้กลายเป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดิบเชิงสถิติพบว่า ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยพิบัติเป็นจำนวนเงินมหาศาลรวมแล้วมากกว่า 2 ล้านล้านบาท อีกทั้งยังมีประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมจากเหตุการณ์เหล่านี้นับรวมกันกว่า 68 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป และการจัดตั้งระบบการบริหารจัดการที่มีความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุด
ด้วยเหตุนี้ LINE ประเทศไทย จึงได้ตัดสินใจบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไทยรวมทั้งสิ้น 15 องค์กร เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างความตระหนักรู้และผลักดันแนวคิด “LIFELINE พร้อมก่อนวิกฤต” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้ เพื่อการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การผสานพลังในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านระบบการจัดการภัยพิบัติจากการตั้งรับหลังเกิดเหตุ มาสู่การเตรียมความพร้อมเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ
ภาคส่วนที่เข้าร่วมขับเคลื่อนโครงการในครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปพ.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานคร ร่วมด้วยองค์กรภาคเอกชนชั้นนำในกลุ่มธุรกิจประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และสมาคมวิชาชีพสื่อสารมวลชนดิจิทัล โดยทุกองค์กรจะนำเอาความเชี่ยวชาญ องค์ความรู้ และช่องทางการสื่อสารเฉพาะตัวมาช่วยสนับสนุน เพื่อส่งต่อข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องความปลอดภัยให้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศอย่างทั่วถึง
เจาะลึกกลไก “พร้อมรู้-พร้อมเช็ก” ขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์ม
หัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวคิดหลักผ่านเครื่องมือดิจิทัลที่ประชาชนมีความคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ส่วนแรกคือแนวคิด “พร้อมรู้” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการแจ้งเตือนภัยที่มีความถูกต้องจากแหล่งข้อมูลที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐผ่านระบบ LINE ALERT OA และส่วนที่สองคือแนวคิด “พร้อมเช็ก” ซึ่งขับเคลื่อนผ่านฟีเจอร์ LINE Safety Check ที่ถูกฝังอยู่ภายในตัวแอปพลิเคชันโดยตรง ทำให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถกดส่งสัญญาณเพื่อยืนยันสถานะความปลอดภัยของตนเอง หรือเข้าไปตรวจสอบความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดได้อย่างสะดวกรวดเร็วในยามที่เกิดสถานการณ์วิกฤต
ระบบ LINE Safety Check นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านการสื่อสารในช่วงเวลาฉุกเฉินอย่างแท้จริง เนื่องจากในเวลาที่เกิดภัยพิบัติรุนแรง โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและสัญญาณโทรคมนาคมอาจได้รับความเสียหายจนส่งผลให้ไม่สามารถโทรติดต่อสื่อสารกันได้ตามปกติ หรือช่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจมีความเร็วที่ลดลงอย่างมาก แต่เนื่องจากฟีเจอร์นี้ใช้ปริมาณการรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการโทรศัพท์หรือการส่งไฟล์ประเภทอื่น ประชาชนจึงยังคงสามารถอัปเดตสเตตัสความปลอดภัยของตนเองให้ปรากฏบนหน้าแชทลิสต์ของกลุ่มคนสนิทได้ แม้ในพื้นที่นั้นจะมีเพียงสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำก็ตาม
นอกจากนี้ ตัวระบบยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศ (Center of Information) โดยภายในฟีเจอร์ LINE Safety Check จะประกอบไปด้วยปุ่มกดสำหรับเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจะทำการลิงก์เชื่อมโยงผู้ใช้งานไปยังหน้าเว็บที่รวบรวมข่าวสารอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล รวมถึงข้อมูลความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ต้องการระดมทุนบริจาค การเปิดรับอาสาสมัคร หรือการจัดหาโลหิตสำรอง ระบบนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยลดความสับสนและความตื่นตระหนกของประชาชนลงได้เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลของทั้งประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย
เสียงสะท้อนจากผู้นำเทคโนโลยีและนโยบายรัฐ
“ทุกวันนี้โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น ภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก ทำให้การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุมีความสำคัญมากกว่าที่เคย LINE ถือกำเนิดขึ้นจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2554 เมื่อผู้คนไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นได้หล่อหลอมความเชื่อของเราว่า การสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุดในยามฉุกเฉิน ‘LIFELINE พร้อมก่อนวิกฤต’ จึงไม่ใช่เพียงโครงการหนึ่งของ LINE แต่เป็นคำมั่นสัญญาที่เราจะนำศักยภาพของแพลตฟอร์มมาสนับสนุนการเตรียมพร้อมของคนไทย ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน” — นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย
การผลักดันโครงการนี้เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงความจริงที่ว่า เทคโนโลยีจะสามารถทำหน้าที่ปกป้องชีวิตผู้คนได้ก็ต่อเมื่อผู้คนเหล่านั้นมีความรู้และพร้อมที่จะใช้งานมัน ความมุ่งหมายสูงสุดของกลุ่มผู้พัฒนาจึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอเครื่องมือดิจิทัลรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด แต่เป็นการเข้าไปสร้างจิตสำนึกร่วมด้านความปลอดภัยและการเตรียมตัวรับมือล่วงหน้าให้แก่คนไทยทุกคน เพื่อลดการชะล่าใจและป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียร้ายแรงซ้ำรอยอดีต
“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่ความรวดเร็วและความถูกต้องของข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที ประเทศไทยเผชิญกับภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ความร่วมมือภายใต้โครงการ ‘LIFELINE พร้อมก่อนวิกฤต’ ที่ริเริ่มโดย LINE ประเทศไทย จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐและภาคเอกชนสามารถผสานศักยภาพร่วมกัน นำเทคโนโลยีที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันมาสนับสนุนการสื่อสารด้านความปลอดภัย และสร้างการตระหนักรู้ให้คนไทยมีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น”— นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ในมุมมองของภาครัฐ การเข้ามาร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ในประเทศไทย ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ข้อมูลข่าวสารด้านการเตือนภัยจากส่วนกลางสามารถกระจายตัวเข้าถึงระดับบุคคลได้อย่างรวดเร็ว การผสานเทคโนโลยีที่ประชาชนใช้งานอยู่แล้วในชีวิตประจำวันจะช่วยทลายกำแพงการเข้าถึงข้อมูล และเพิ่มขีดความสามารถในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงในช่วงเวลาวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการคุมเข้มข่าวปลอม และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน
ปัญหาการแพร่กระจายของข่าวปลอมและข้อมูลอันเป็นเท็จในช่วงที่เกิดภัยพิบัตินับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สร้างความสับสนและซ้ำเติมความรุนแรงของสถานการณ์อย่างมาก จากข้อมูลของทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่าที่ผ่านมามักมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำภาพเหตุการณ์เก่าในอดีตมาโพสต์เวียนซ้ำในโลกออนไลน์เพื่อสร้างกระแสข่าวลือว่ากำลังเกิดเหตุภัยพิบัติครั้งใหม่ ซึ่งทางศูนย์ Anti-Fake News Center (AFNC) ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบ ตรวจจับ และทำการประสานงานเพื่อปิดเพจหรือบัญชีที่กระทำความผิดทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการบังคับใช้บทลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวด
นอกเหนือจากการควบคุมดูแลด้านข้อมูลข่าวสารแล้ว รัฐบาลยังได้ร่วมมือกับสำนักงาน กสทช. และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ในการปรับปรุงยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ ถอดบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ เช่น อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งในอดีตเคยประสบปัญหาระบบตู้สื่อสารระบบสัญญาณล่มเนื่องจากถูกน้ำท่วมขัง ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการปรับแก้และยกระดับความสูงของตู้สื่อสารเหล่านั้นให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและพ้นจากระดับวิกฤตน้ำหลากเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะยังคงมีช่องทางการสื่อสารที่ใช้งานได้ในยามฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้ทำการยกระดับการให้บริการข้อมูลด้วยการจัดทำแผนสรุปการคาดการณ์และพยากรณ์สภาพอากาศล่วงหน้าใน 2 รูปแบบ คือ แผนระยะสั้น 1 เดือน และแผนระยะยาว 3 เดือน ส่งมอบให้แก่ทุกๆ จังหวัดทั่วประเทศไทย เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปปรับใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำ การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ ตลอดจนการแจ้งเตือนประชาชนในภาคเกษตรกรรมให้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสภาพภูมิประเทศของตน
ก้าวต่อไปสู่การปฏิบัติการจริงระดับประเทศ
เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการรับรู้ในเชิงทฤษฎีไปสู่แนวทางการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน LINE ประเทศไทย พร้อมด้วยกลุ่มองค์กรพันธมิตรทั้ง 15 แห่ง จึงได้ออกประกาศเชิญชวนให้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมการซ้อมใช้งานระบบดิจิทัลครั้งสำคัญ โดยมีกำหนดการจัดกิจกรรมเปิดระบบซ้อมใช้งานฟีเจอร์ LINE Safety Check ร่วมกันอย่างพร้อมเพรียงในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 11:00 น. ไปจนถึงเวลา 17:00 น. เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความคุ้นเคยในขั้นตอนการกดยืนยันสถานะความปลอดภัยของตนเองบนโทรศัพท์มือถือ
การร่วมซ้อมมือล่วงหน้าในครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นกระบวนการสร้างความพร้อมที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากในสถานการณ์จริงที่เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น สิ่งแรกที่ทุกคนต้องการทราบมากที่สุดคือสถานะความเป็นอยู่และความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวและคนที่รัก การซักซ้อมความเข้าใจจนเกิดความชำนาญจะช่วยลดระยะเวลาในการติดต่อสื่อสาร ช่วยลดความตื่นตระหนก และทำให้ระบบการช่วยเหลือจากภาครัฐสามารถพุ่งเป้าไปยังจุดที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
โครงการ “LIFELINE พร้อมก่อนวิกฤต” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างองค์กรเท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของการรวมพลังจากทุกภาคส่วนในสังคมไทยในการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมดิจิทัลมาสร้างเกราะคุ้มกันให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความพยายามในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นสังคมที่มีความสามารถในการฟื้นตัวและพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายจากภัยธรรมชาติได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
#LIFELINEพร้อมก่อนวิกฤต #LINEThailand #เตือนภัยพิบัติ #LINESafetyCheck #DigitalEconomy #ความปลอดภัยสาธารณะ #เทคโนโลยีเพื่อสังคม

