ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด ความท้าทายด้านสาธารณสุข ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งแก้ไข การเดินหน้าขยับขับเคลื่อนกลยุทธ์ระดับโลกของยักษ์ใหญ่ด้านไอทีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่จะพลิกโฉมคุณภาพชีวิตของคนไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
ปักหมุด 3 กลยุทธ์ไอทีแห่งอนาคต พลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนไทย
บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ NEC ประกาศความพร้อมครั้งสำคัญในการเป็นผู้นำโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ ด้วยการเดินหน้าพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยีขั้นสูงที่ผสมผสานประสิทธิภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับ 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก ประกอบด้วย Healthcare, Cyber Security และ Disaster Management มุ่งตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยอย่างตรงจุด เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบ
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่เน้นย้ำความเชื่อมั่นในสองแกนหลักคือ Digital และ Sustainability ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่หยุดนิ่ง โดย NEC มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจให้กับภาคส่วนต่างๆ พร้อมทั้งยกระดับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรในประเทศอย่างยั่งยืน
เทคโนโลยีและโซลูชั่นทั้ง 3 ด้านนี้ จะถูกนำไปจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบในงาน Thailand Smart City Expo 2025 เพื่อให้ผู้ประกอบการ องค์กรธุรกิจ และผู้ที่สนใจได้สัมผัสและขอรับคำปรึกษาในการพัฒนาธุรกิจ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน ณ บูธ E01 ฮอลล์ 3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของภาคธุรกิจไทยในการเข้าถึงนวัตกรรมระดับโลกที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคดิจิทัล
เฮลท์แคร์เชิงรุกและโมเดลเวลเนส มูลค่าสี่หมื่นล้านเหรียญ
อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ หรือ Healthcare ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพรวมของตลาดธุรกิจดูแลสุขภาพเชิงรุกและเวลเนส ในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงเกือบ 4.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามรายงานล่าสุดของสถาบันเวลเนสโลก (GWI) สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพก่อนการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ
แนวคิดของ Wellness Center หรือบริการดูแลสุขภาพเชิงรุก มีความแตกต่างจากธุรกิจโรงพยาบาลแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโรงพยาบาลทั่วไปจะเน้นไปที่การรักษาผู้ป่วยให้กลับมามีสุขภาพดีหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่สำหรับโมเดลเวลเนสแล้ว หัวใจสำคัญคือการทำให้คนปกติทั่วไปไม่เกิดอาการเจ็บป่วย ผ่านการรับรู้ถึงความเสี่ยงทางสุขภาพเฉพาะบุคคล และสามารถเตรียมตัวรับมือล่วงหน้าเพื่อลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าว NEC ได้นำเสนอโซลูชั่นนวัตกรรมด้านการแพทย์ชั้นสูง เช่น เทคโนโลยี FonesVisuas ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์โปรตีนเพื่อบ่งชี้ความเสี่ยงของโรคภัยต่างๆ ในรูปแบบส่วนบุคคล โดยอาศัยความสามารถขั้นสูงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งได้มีการนำร่องติดตั้งและให้บริการแก่ศูนย์สุขภาพในเครือโรงพยาบาล BDMS ทั่วประเทศแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์ม CrossCare ที่บูรณาการระบบดูแลผู้สูงอายุผ่านอุปกรณ์ IoT โทรศัพท์มือถือ และระบบ Call Center ช่วยให้แพทย์และเจ้าหน้าที่สามารถรับทราบความผิดปกติและเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
จากตั้งรับสู่การป้องกันเชิงรุก ยกระดับไซเบอร์ซีคิวริตี้
ในโลกยุคใหม่ที่ระบบดิจิทัลกลายเป็นหัวใจหลักและเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ก็ได้ทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้แนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องข้อมูลสำคัญและระบบปฏิบัติการขององค์กรจากการโจมตีที่มีรูปแบบเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อีกต่อไป
NEC ในฐานะผู้นำด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่มุ่งสร้างคุณค่าและผลลัพธ์ทางธุรกิจให้กับลูกค้ามาอย่างยาวนาน ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำเสนอโซลูชั่น Threat Intelligence ซึ่งเข้ามาพลิกโฉมกระบวนการทำงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กร จากเดิมที่เป็นการทำงานในลักษณะ “ตั้งรับ” หลังจากเกิดเหตุการณ์ภัยคุกคาม ให้กลายเป็นการ “ป้องกันเชิงรุก” ที่มีประสิทธิภาพสูง
โซลูชั่นอัจฉริยะนี้จะขับเคลื่อนด้วยการใช้ข้อมูลเชิงลึกที่มีความแม่นยำ ทันต่อเวลา และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในสถานการณ์จริง ช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรสามารถคาดการณ์ภัยคุกคามล่วงหน้า ประเมินและลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการในระบบดิจิทัลได้อย่างสูงสุด
ใช้ AI และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ รับมือวิกฤตภัยพิบัติน้ำท่วม
ภัยพิบัติทางธรรมชาติถือเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงและฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจและการบริหารจัดการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City นั้น ปัญหาน้ำท่วมจัดเป็นภัยพิบัติที่สร้างความสูญเสียและเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุด การมีระบบบริหารจัดการและการประเมินสถานการณ์ที่รวดเร็วล่วงหน้าจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด
สำหรับการจัดการภัยพิบัติในยุคใหม่ NEC ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ มาผสานรวมเข้ากับระบบการวิเคราะห์ภาพถ่าย เพื่อใช้ในการประเมินความเสียหาย ระบบอัจฉริยะนี้สามารถระบุขอบเขต พื้นที่ และตำแหน่งของความเสียหายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำสูง จากการประมวลผลภาพถ่ายหลากหลายรูปแบบที่รวบรวมได้ในระหว่างเกิดเหตุ
นวัตกรรมดังกล่าวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเร่งกระบวนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การวางแผนช่วยเหลือ การกระจายทรัพยากร และการบรรเทาสาธารณภัยเป็นไปได้อย่างทันท่วงที ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และช่วยให้เมืองสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด
“จากแผนการปรับแนวทางการทำธุรกิจไปเมื่อปีที่แล้ว นอกจากความตั้งใจในการนำเสนอสุดยอดเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ในโซลูชั่นด้านต่างๆ ที่ NEC นำเสนอต่อลูกค้าในประเทศไทย ในปีนี้บริษัทยังคงเชื่อมั่นในสองสิ่งก็คือ Digital และ Sustainability ที่เป็นแกนกลาง โดยอาศัย Information Technology (IT) และปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligent ผนวกเข้ากับโซลูชั่นต่างๆ ที่เหมาะสมให้กับองค์กรธุรกิจ” — นายอิชิโร คูริฮาระ ประธานบริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
บทสรุปและทิศทางอนาคตสู่เมืองอัจฉริยะระดับสากล
การบูรณาการเทคโนโลยีชั้นสูงทั้งด้านการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการจัดการภัยพิบัติ เข้ากับระบบปัญญาประดิษฐ์ของ NEC ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ที่ไม่ได้มองเพียงแค่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ปลอดภัย และความยั่งยืนของโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมเป็นหลัก
การจัดแสดงโซลูชั่นทั้งหมดในงาน Thailand Smart City Expo 2025 ที่กำลังจะมาถึง จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมกับองค์กร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเวทีระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน
สำหรับองค์กรธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ หรือสื่อมวลชนที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าร่วมชมงาน หรือต้องการปรึกษาแนวทางการพัฒนาโซลูชั่นไอทีเพื่อองค์กร สามารถติดต่อประสานงานได้โดยตรงผ่านทางตัวแทนประชาสัมพันธ์ บริษัท บ้านพีอาร์ จำกัด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ
#NEC #ThailandSmartCityExpo2025 #SmartCity #AI #Healthcare #Cybersecurity #DisasterManagement #DigitalTransformation #Sustainability #TheReporterAsia

