ท่ามกลางสมรภูมิโลจิสติกส์ยุคใหม่ที่ความเร็วและความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญ SKF ประเทศไทย ได้ประกาศปักธงชัยครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัวคลังสินค้าระดับภูมิภาคแห่งใหม่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง พลิกโฉมหน้าโครงข่ายการกระจายสินค้าตลับลูกปืนและโซลูชันอุตสาหกรรม พร้อมขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย–แปซิฟิกให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์อนาคตอย่างแท้จริง
เจาะยุทธศาสตร์ Tripod โครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมไทยสู่เวทีเอเชีย–แปซิฟิก
การขยายศักยภาพการดำเนินงานของ SKF ประเทศไทย ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตตลับลูกปืนจากประเทศสวีเดน ในการเปิดตัว Regional Warehouse แห่งใหม่ ใกล้กับท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ถือเป็นหมุดหมายอันทรงพลังในการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการกระจายสินค้าระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการขยายพื้นที่การจัดเก็บสินค้า แต่ยังเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้
การดำเนินงานของคลังสินค้าภูมิภาคแห่งนี้ขับเคลื่อนภายใต้โครงการเชิงกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Tripod” ซึ่งเป็นโมเดลการบริหารจัดการเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงโครงข่ายในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โครงสร้างนี้ครอบคลุมการดูแล 3 กลุ่มประเทศหลักอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย กลุ่มที่หนึ่งคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กลุ่มที่สองคือ ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ และกลุ่มที่สามคือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงประเทศในภูมิภาคโอเชียเนีย ทำให้การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์มีความคล่องตัวสูง
การเลือกทำเลยุทธศาสตร์ในจังหวัดชลบุรีใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ช่วยสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งอย่างมหาศาล โครงข่ายที่ไร้รอยต่อนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มบริษัท SKF ทั่วโลกมีต่อเสถียรภาพและศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่งผลให้คลังสินค้าแห่งนี้กลายเป็นฮับแถวหน้าที่จะช่วยเร่งกระบวนการขนส่งและกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขุมพลังแห่งนวัตกรรมและการบริหารจัดการคลังสินค้าอัจฉริยะครบวงจร
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน Regional Warehouse แห่งใหม่นี้ ตั้งอยู่บนทำเลทองที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางกว่า 5,102 ตารางเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ได้มากกว่า 9 ล้าน TEU ด้วยศักยภาพของพื้นที่จัดเก็บอันมหาศาลนี้ ทำให้สามารถรองรับและกระจายสินค้ากลุ่มตลับลูกปืนรวมถึงโซลูชันอุตสาหกรรมล้ำสมัยของ SKF ได้มากกว่า 5,100 SKU ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลายได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ระบบภายในคลังสินค้าถูกจัดสรรอย่างชาญฉลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและกระจายสินค้า โดยรองรับการจัดเก็บสินค้าหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบชั้นวางสินค้า (Racking System) ระบบจัดเก็บในช่องเก็บสินค้า (BIN Storage) และระบบจัดเก็บสินค้าแบบกองรวม (Bulk Storage) ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการติดตั้งระบบบริหารจัดการคลังสินค้าเทคโนโลยีสูงหรือ Warehouse Management System (WMS) เพื่อใช้ในการควบคุม ติดตามการจัดเก็บ เคลื่อนย้ายสต็อกสินค้า รวมถึงตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้อย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์
ความโดดเด่นที่ทำให้คลังสินค้าแห่งนี้ก้าวล้ำไปอีกขั้นคือ กระบวนการปฏิบัติงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์แบบครบวงจร (End-to-End) ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสินค้า การจัดเก็บ การประมวลผลคำสั่งซื้อ การหยิบและบรรจุสินค้า ตลอดจนการจัดส่ง การบริหารสินค้าคงคลังและพิธีการศุลกากร นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมด้านโลจิสติกส์ (VAS) และการจัดการระบบสินค้าคืนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พันธมิตรทางธุรกิจได้รับบริการที่เบ็ดเสร็จในจุดเดียว

ตั้งเป้าเติบโต Double Digit พร้อมกางสถิติปีแรกขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค
เมื่อมองไปที่ตัวเลขและเป้าหมายการเติบโต SKF ประเทศไทย ตั้งเป้าหมายที่จะรองรับการเติบโตของซัพพลายเชนในเอเชีย–แปซิฟิกแบบ Double Digit โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าได้เฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี ขณะที่ขีดความสามารถในการจัดเก็บสินค้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นราว 10% ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับประสบการณ์การบริการให้เหนือความคาดหมาย
สถิติการดำเนินงานในปีแรก (ปี 2569) แสดงให้เห็นถึงปริมาณงานที่มหาศาล โดยมีปริมาณงานขาเข้า (Inbound) มากกว่า 400,000 ชิ้น/กล่อง และมีปริมาณงานขาออก (Outbound) สูงถึงกว่า 183,000 ชิ้น/กล่อง ปริมาณสินค้าเหล่านี้จะถูกกระจายออกไปตามสัดส่วนความต้องการของตลาด โดยเน้นการรองรับตลาดภายในประเทศไทย 75% ส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม 20% และประเทศฟิลิปปินส์อีก 5% ผ่านช่องทางการขนส่งที่มีความยืดหยุ่นสูงทั้งทางบกและทางทะเล
“การเปิด Regional Warehouse แห่งใหม่นับเป็นก้าวสำคัญของ SKF ประเทศไทย ในการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้า ทั้งในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ลดระยะเวลาการส่งมอบ และยกระดับประสบการณ์การให้บริการแก่ลูกค้าในภูมิภาค ด้วยการมุ่งสร้างระบบซัพพลายเชนที่มีความคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง” — นายทวิวัชร์ เรืองปัญญาโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส เค เอฟ (ประเทศไทย) จำกัด
ผสานนโยบายความยั่งยืน มุ่งสู่อนาคตสีเขียวด้วยมาตรฐานระดับสากล
นอกเหนือจากมิติความเข้มแข็งทางธุรกิจและตัวเลขการเติบโตแล้ว SKF ยังให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับนโยบายความยั่งยืน (Sustainability) และการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายในคลังสินค้าแห่งใหม่นี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายและรถลากจูงพลังงานไฟฟ้า 100% หรือ Prime Mover EV ในการบริหารจัดการสินค้าทั้งหมด การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในกิจกรรมโลจิสติกส์ครั้งนี้ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึงประมาณ 30,000 กิโลกรัมต่อปี
ก้าวต่อไปที่น่าจับตามองในอนาคตคือ แผนการยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการสู่ระดับสากล โดย SKF ประเทศไทย เตรียมเดินหน้าขอรับรองมาตรฐานอาคารเขียว หรือ LEED Certification (LEED v4) ภายในปี 2570 การพัฒนาตัวอาคารคลังสินค้าจะมุ่งเน้นการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีความสอดคล้องอย่างลงตัวกับกลยุทธ์และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) ของกลุ่มบริษัท SKF ทั่วโลก
วิสัยทัศน์ในระยะยาวของ SKF นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 คือการมุ่งมั่นลดแรงเสียดทานเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ปัจจุบันที่ดำเนินธุรกิจในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก พร้อมเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายกว่า 17,000 แห่ง การเปิดตัวคลังสินค้าสีเขียวแห่งใหม่ในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงแค่การขยายธุรกิจ แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความสำเร็จเชิงพาณิชย์และนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม สามารถขับเคลื่อนควบคู่ไปด้วยกันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคปัจจุบัน
#TheReporterAsia #SKFThailand #RegionalWarehouse #LogisticsHub #AsiaPacific #SupplyChain #Sustainability #GreenLogistics #LEEDv4 #ESG

