AWS เผยไทยใช้ AI พุ่ง 34% ธุรกิจเร่งยกระดับสู่ระบบขั้นสูงปี 2026

AWS เผยไทยใช้ AI พุ่ง 34% ธุรกิจเร่งยกระดับสู่ระบบขั้นสูงปี 2026

อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส หรือ AWS เผยแพร่รายงานผลการศึกษาล่าสุดในชื่อ Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 พบว่าการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้ในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ปัจจุบันมีภาคธุรกิจที่มีการใช้ AI อย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเป็น 43% จากเดิม 32% ในปีที่ผ่านมา โดยมีธุรกิจรายใหม่หันมาใช้งานเพิ่มขึ้นราว 220,000 แห่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ เริ่มเห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสร้างรายได้ และการเร่งนวัตกรรมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญ เนื่องจากธุรกิจที่ใช้งาน AI ส่วนใหญ่ถึง 74% ยังคงกระจุกตัวอยู่กับการใช้งานขั้นพื้นฐาน เช่น แชทบอทสำเร็จรูป หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่มีเพียง 9% เท่านั้นที่ก้าวไปสู่การใช้งานในระดับขั้นสูง เช่น ระบบที่พัฒนาขึ้นเฉพาะองค์กร การผสานโมเดลหลายรูปแบบ หรือระบบ Agentic AI และ Autonomous AI ที่สามารถทำงานและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ขณะที่ความพร้อมในการรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตในภาพรวมมีเพียง 19% เท่านั้น

ภาคธุรกิจเผชิญอุปสรรคขาดแคลนทักษะและงบประมาณ

รายงานการศึกษาที่ดำเนินการโดย Strand Partners ระบุว่า อุปสรรคสำคัญอันดับหนึ่งที่ขัดขวางไม่ให้องค์กรไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้งาน AI ขั้นสูงคือ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัลและ AI โดยมีตัวเลขสูงถึง 56% ของภาคธุรกิจที่รายงานในทิศทางเดียวกัน ปัจจัยดังกล่าวสอดคล้องกับงบประมาณภายในองค์กรที่ไม่เพียงพอ ซึ่งคิดเป็น 48% นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนและความซับซ้อนของกฎหมายรวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับด้านดิจิทัลอีก 41% ที่กลายเป็นตัวฉุดรั้งการขยายขอบเขตเทคโนโลยี

คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย ได้ให้มุมมองต่อประเด็นนี้ว่า แรงขับเคลื่อนด้าน AI ของประเทศไทยกำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และในปีนี้เราได้เห็นลูกค้าจำนวนมากก้าวจากการทดลองใช้งานไปสู่การนำ AI ไปใช้งานจริงในองค์กรแล้ว ระยะต่อไปคือการขยายการใช้งาน AI ให้ครอบคลุมทั่วทั้งธุรกิจ ผ่านการผสาน AI เข้ากับกระบวนการทำงานหลัก การพัฒนาศักยภาพภายในองค์กร และการพัฒนาระบบที่ก้าวหน้ามากขึ้น เช่น Agentic AI ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อเปลี่ยนการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะแรก ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

การยกระดับทักษะและการพัฒนาทักษะใหม่หรือ Reskilling ให้แก่พนักงานจึงกลายเป็นกลยุทธ์หลักที่ธุรกิจไทย 72% ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากลักษณะของงานในอนาคตมีแนวโน้มที่จะปรับโฉมภาระหน้าที่เดิมและสร้างตำแหน่งงานใหม่สูงถึง 52% มากกว่าการเข้ามาทดแทนที่แรงงานโดยตรง ปัจจุบันตำแหน่งงานสายเทคนิคที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในยุคนี้ ได้แก่ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ 52% วิศวกรข้อมูล 47% สถาปนิกออกแบบระบบ 41% และเจ้าหน้าที่ดูแลด้านการกำกับดูแลข้อมูลหรือคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูล 38%

แนวโน้มการกระจายอำนาจเทคโนโลยีควบคู่ระบบกำกับดูแล

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในประเทศไทยคือ การนำ AI มาใช้งานไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในแผนก IT หรือทีมเทคนิคอีกต่อไป โดยภาคธุรกิจถึง 71% ระบุว่าการริเริ่มกรณีการใช้งานหรือ Use cases ในปัจจุบันเกิดขึ้นจากหน่วยธุรกิจหรือพนักงานทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในสายงานเทคนิคโดยตรง และพนักงานกลุ่มดังกล่าวมีการใช้งาน AI เป็นประจำในชีวิตประจำวันถึง 70% ครอบคลุมทั้งในสายงานการตลาด ทรัพยากรบุคคล ตลอดจนฝ่ายปฏิบัติการต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าถึงเครื่องมือเทคโนโลยีจะขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ระบบการกำกับดูแลและการควบคุมดูแลกลับยังตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีองค์กรไทยเพียง 19% เท่านั้นที่มีนโยบายการกำกับดูแลที่ครอบคลุมการใช้งานของพนักงานนอกสายงานเทคนิคอย่างเป็นทางการ ส่วนที่เหลืออีก 47% ยังคงเป็นนโยบายแบบไม่เป็นทางการและบังคับใช้ไม่สม่ำเสมอ และยังมีอีก 34% ที่ยังไม่มีการกำหนดนโยบายใด ๆ ออกมาเลย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและคุณภาพของข้อมูลตามมา

สำหรับแนวทางแก้ไขในระยะยาว ผลการศึกษาได้เสนอแนะให้ประเทศไทยเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการ AI ระดับชาติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นไปที่ 4 แกนหลัก ประกอบด้วย การส่งเสริมการลงทุนอย่างตรงเป้าหมายเพื่อปูทางสู่การใช้ระบบขั้นสูง การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาทักษะให้กับแรงงานในวงกว้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การเสริมสร้างกรอบการกำกับดูแลภายในองค์กรอย่างมีความรับผิดชอบ และการสร้างสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบข้อบังคับที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมที่สามารถประสานสอดคล้องกับมาตรฐานสากลได้

ถอดบทเรียนความสำเร็จจากองค์กรชั้นนำและสถาบันวิจัย

ปัจจุบันเริ่มมีองค์กรและหน่วยงานชั้นนำในประเทศไทยที่สามารถวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบคลาวด์จนสามารถบูรณาการ AI ขั้นสูงเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ KASIKORN Business-Technology Group หรือ KBTG ที่นำบริการ Agentic AI ของ AWS มาร่วมปรับปรุงระบบแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์แปลงข้อมูลที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปี ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มเปิดบนระบบคลาวด์ ซึ่งช่วยลดภาระงานด้านวิศวกรรมลงได้ถึง 2-3 เท่า และลดต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เฉพาะทางลงอย่างมีนัยสำคัญ

เช่นเดียวกับบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ที่ได้ระบุโอกาสการใช้งาน AI สูงถึง 59 โครงการ ครอบคลุม 9 หน่วยงาน โดยมีการพัฒนา OsotSphere ซึ่งเป็นผู้ช่วย Generative AI ภาษาไทยบน Amazon Bedrock เพื่อให้บริการตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายและขั้นตอนการทำงานแก่พนักงานกว่า 1,450 รายการต่อเดือน พร้อมพัฒนาระบบ Marketing Mix Modeling ผสานข้อมูลกว่า 700 ตัวแปร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนทางการตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV ควบคู่ไปกับการเปิดตัวโครงการ AI Skills Program 2.0 พัฒนาทักษะพนักงานทั้ง 5,000 คน

นอกจากภาคธุรกิจแล้ว สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้ยกระดับสู่การเป็นมหาวิทยาลัย AI ผ่านการเปิดตัวแพลตฟอร์ม ChatGen และ Matthew ที่ใช้ระบบ Amazon Bedrock เพื่อให้บริการแก่บุคลากรและนักศึกษากว่า 52,000 คน ซึ่งสามารถสร้างผู้ช่วย AI ประจำวิชาได้มากกว่า 1,000 ตัว และมีการพัฒนา Student Compass AI ช่วยนักศึกษาวางแผนการเรียนให้ตอบโจทย์อาชีพ โดยมีการใช้ Amazon Bedrock Guardrails ร่วมกับซอฟต์แวร์ตรวจสอบการคัดลอกผลงานเพื่อรักษาคุณค่าทางวิชาการและจริยธรรมอย่างเข้มงวด

#AWS #AmazonWebServices #AI #GenerativeAI #AgenticAI #CloudComputing #DigitalTransformation #KBTG #Osotspa #ChiangMaiUniversity #StrandPartners #Thailand

Related Posts