คนไทยปักหมุด ‘โสดสนิท’ ดันเศรษฐกิจ ‘3S’ พลิกโฉมธุรกิจเมืองใหญ่

คนไทยปักหมุด ‘โสดสนิท’ ดันเศรษฐกิจ ‘3S’ พลิกโฉมธุรกิจเมืองใหญ่

กรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนไปเมื่อ ‘ห้องแต่งตัว’ กว้างกว่า ‘ห้องนอน’ และโต๊ะอาหารเดี่ยวกลายเป็นสิ่งสามัญในทุกมุมเมือง รายงานล่าสุดสะท้อนว่าการอยู่คนเดียวไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วคราว แต่คือไลฟ์สไตล์กระแสหลักที่กำลังขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ในนาม ‘Single Economy’ อย่างเต็มรูปแบบ

ส่องสถิติชวนทึ่ง คนเมืองยอมรับชีวิตอิสระและไร้พันธะ

จากรายงานผลสำรวจครั้งสำคัญในชื่อ “The Single Economy Survey Part 2: การพักอาศัยและไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียว” ซึ่งจัดทำโดย วิจัยกรุงศรี ได้ทำการเจาะลึกพฤติกรรมคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวนกว่า 2,202 คน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นสร้างความตื่นตัวให้กับแวดวงธุรกิจอย่างมาก เนื่องจากตัวเลขระบุชัดเจนว่าเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกที่จะใช้ชีวิตและพักอาศัยอยู่ตัวคนเดียวในเขตเมือง ซึ่งสะท้อนว่าค่านิยมของคนรุ่นใหม่และคนทำงานยุคนี้ให้น้ำหนักกับคำว่าอิสระในการดำเนินชีวิตมากกว่าแต่ก่อน

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของกลุ่มประชากรที่เลือกวิถีชีวิตแบบนี้ ผลสำรวจระบุว่าผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มและโอกาสที่จะอยู่คนเดียวสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่คอนโดมิเนียมถึง 6.5 เท่า นอกจากนี้ กลุ่มคนไม่มีบุตรเลือกอยู่คนเดียวถึง 31% ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากกลุ่มคนมีบุตรที่มีสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือกลุ่ม LGBTQ+ กลายเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการพักอาศัยอยู่คนเดียวสูงที่สุดถึง 39% ซึ่งมากกว่ากลุ่มผู้หญิงที่มีสัดส่วน 23% และกลุ่มผู้ชายซึ่งอยู่ที่ 19% อย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลหลักที่ทำให้คนเมืองยุคนี้หลงรักชีวิตโสดยืนยันผ่านตัวเลขที่ว่า 58% ชื่นชอบความมีอิสระในการกิน เที่ยว และใช้จ่ายตามใจตนเองโดยไม่ต้องรอใคร ในขณะที่ 57% มองว่าการอยู่คนเดียวทำให้การวางแผนชีวิตและการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ทำได้รวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น และอีก 54% พึงพอใจกับความยืดหยุ่นในการจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้อย่างเต็มที่ ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำด้วยตัวเลขสุดทึ่งที่มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 1% เท่านั้นที่รู้สึกว่าการเป็นโสดไม่มีข้อดีเลย

เทรนด์ครัวเรือนเดี่ยวไทยพุ่งกระฉูด แซงหน้าค่าเฉลี่ยประชากรโลก

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่สอดคล้องกับฐานข้อมูลระดับสากล โดยรายงานของ Euromonitor ในปี 2568 เผยว่าประเทศไทยมีสัดส่วนของครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงถึง 29.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของครัวเรือนทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 21.9% อย่างเห็นได้ชัด และหากอัตราการเติบโตของเทรนด์นี้ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในอัตราปีละ 1.8% จะส่งผลให้ภายในปี 2585 ประเทศไทยมีจำนวนผู้พักอาศัยอยู่คนเดียวพุ่งทะลุเกินกว่า 40% ของครัวเรือนทั้งหมดทั่วประเทศ

ความจริงที่ค้นพบในงานวิจัยชิ้นนี้แยกแยะพฤติกรรมระหว่างกลุ่มที่อยู่คนเดียว (Solo Living) และกลุ่มที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น (Co-Living) ไว้อย่างชัดแจ้ง โดยกลุ่มที่อยู่คนเดียวนั้นมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสถานะความโสดอย่างมาก เพราะ 75% ของกลุ่มนี้เป็นคนโสด มีเพียง 16% ที่มีแฟนแต่ยังไม่ได้สมรส ขณะที่ส่วนแต่งงานแล้วหรือหย่าร้างมีสัดส่วนใกล้เคียงกันราว 4-5% นอกจากนี้ 1 ใน 10 ของคนโสดที่อยู่คนเดียวยังประสบความสำเร็จถึงขั้นมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของตนเองแล้วด้วย

โสดสนิท

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่เลือกพักอาศัยร่วมกับผู้อื่นราว 3 ใน 4 มักจะเลือกใช้ชีวิตในบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์เป็นหลัก โดย 49% ของกลุ่มนี้ยังคงพักอาศัยอยู่กับบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ ขณะที่ 41% อยู่กับแฟนหรือคู่สมรส ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นการอาศัยอยู่ร่วมกับพี่น้อง เพื่อน หรือลูกหลาน ซึ่งเมื่อดูสถานะความสัมพันธ์ของกลุ่ม Co-Living แล้วจะพบว่าเป็นคนที่แต่งงานแล้วสูงถึง 48% โสด 30% และมีแฟน 18% ยืนยันว่าการอยู่คนเดียวผูกติดกับสถานะโสดเป็นหลักในปัจจุบัน

วันนี้กับวันข้างหน้าคนละเรื่อง ยิ่งอายุเพิ่มยิ่งเตรียมใจพึ่งพาตัวเอง

ประเด็นที่น่าคิดต่อจากผลงานวิจัยคือ มุมมองต่ออนาคตที่ว่า “อยู่คนเดียวตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่คนเดียวตลอดไป” แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ถึง 73% จะมีความเชื่อและตระหนักว่าสักวันหนึ่งในอนาคตชีวิตอาจจะต้องเผชิญกับการอยู่คนเดียวและต้องพึ่งพาตัวเองก็ตาม แต่สิ่งที่กำหนดมุมมองและความเชื่อนี้กลับไม่ใช่รูปแบบการอยู่อาศัยในปัจจุบันว่าตอนนี้อยู่กับใคร แต่เป็นปัจจัยเรื่องของอายุ เพศ สถานะความสัมพันธ์ และการมีบุตรเป็นสำคัญ

ผลวิจัยระบุว่า ยิ่งบุคคลนั้นมีอายุที่มากขึ้น ก็จะยิ่งมองเห็นภาพและยอมรับความเป็นจริงว่าวันหนึ่งตนเองจะต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ชัดเจนกว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยกลุ่ม LGBTQ+ มีแนวโน้มเห็นด้วยกับความคิดที่ต้องพึ่งพาตัวเองในอนาคตมากกว่าผู้ชายถึง 2.8 เท่า ขณะที่เพศหญิงมีโอกาสเห็นด้วยมากกว่าเพศชาย 1.8 เท่า นอกจากนี้คนโสดยังมองเห็นภาพนี้มากกว่าคนมีคู่ราว 1.9 เท่า และคนไม่มีลูกก็เตรียมใจที่จะต้องอยู่คนเดียวในวันข้างหน้ามากกว่าคนมีลูกถึง 1.9 เท่าเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อในการเตรียมใจพึ่งพาตัวเองในอนาคตเป็นเรื่องของวัยที่มากขึ้นและเส้นทางชีวิตที่เลือกเดิน สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์เมืองเริ่มมีความเป็นเอกเทศทางความคิดและไม่ยึดติดกับค่านิยมดั้งเดิม พวกเขาพร้อมที่จะยอมรับความจริงเรื่องวงจรชีวิตและแสวงหาแนวทางที่จะใช้ชีวิตในระยะยาวอย่างมีคุณภาพด้วยตนเอง มากกว่าจะฝากความหวังไว้กับโครงสร้างครอบครัวขยายเหมือนในอดีต

เปย์ตัวเองจัดเต็ม รักษาวินัยสุขภาพพร้อมจ้างมืออาชีพยามป่วยไข้

เมื่อเจาะลึกไปถึงรูปแบบไลฟ์สไตล์และการใช้เงิน พบว่าคนโสดและคนที่อาศัยอยู่คนเดียวมีพฤติกรรม “เปย์ตัวเองเป็นหลัก” เพื่อให้รางวัลชีวิต โดยเฉพาะในหมวดการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย ซึ่งพบว่า 30% ของคนที่อยู่คนเดียวระบุว่าตนเองเข้าฟิตเนสและออกกำลังกายเป็นประจำทุกสัปดาห์ สัดส่วนนี้สูงกว่ากลุ่มที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญ อาจเนื่องมาจากความอิสระในการบริหารตารางเวลาส่วนตัวที่ทำได้ง่ายกว่า

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงมาตรการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตอันใกล้ ผู้ตอบแบบสอบถามสูงถึง 62% เทคะแนนให้กับการ “ดูแลสุขภาพกายและใจ” มาเป็นอันดับแรก ทิ้งห่างปัจจัยด้านที่อยู่อาศัยที่ตามมาเป็นอันดับสองที่ 19% การเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ 14% และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมอีก 5% สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ตระหนักดีว่าสุขภาพคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในการที่จะขับเคลื่อนชีวิตเดี่ยวให้ยืนระยะได้อย่างมั่นคง

ความเด็ดเดี่ยวของคนอยู่คนเดียวยังสะท้อนผ่านการวางแผนรับมือยามเจ็บป่วยร้ายแรง ผลสำรวจพบว่าในกลุ่ม “วัยเข้าใจชีวิต” (อายุ 50 ปีขึ้นไป) ที่อาศัยอยู่คนเดียว มีสัดส่วนสูงถึง 61% ที่ยืนยันว่าจะดูแลตัวเองให้ถึงที่สุด หรือเลือกจ้างผู้ดูแลมืออาชีพมาเป็นที่พึ่งหลักยามเจ็บป่วย ต่างจากกลุ่มที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นที่ยิ่งอายุยังน้อย (ช่วงอายุ 24-39 ปี) ยิ่งคาดหวังและพึ่งพาให้ญาติหรือคนรักมาคอยดูแลสูงถึง 65% แสดงให้เห็นว่าคนที่อยู่คนเดียวยิ่งอายุมากยิ่งแกร่งและพึ่งพาตัวเอง ส่วนคนที่อยู่ร่วมกับครอบครัวกลับมีพฤติกรรมตรงกันข้าม

ธุรกิจต้องปรับตัวรับ ‘3S’ ปลดล็อกสินค้าและบริการเฉพาะบุคคล

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ส่งผลให้ “เศรษฐกิจคนโสด” หรือ Single Economy ไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ที่ภาคธุรกิจไม่อาจละเลยได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง มีความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย และพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกกับสินค้าหรือบริการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างไม่ลังเลใจ

จากการประมวลผลพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะตัว (Personalized) เป็นต้นว่า บัญชีเงินฝากที่พ่วงมาพร้อมกับแผนการเงินและการลงทุนระยะยาว บริการเสริมพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย สิทธิประโยชน์สมาชิกระดับพรีเมียมในแอปพลิเคชันหาคู่ หรือแม้กระทั่งแคมเปญการท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวคนเดียวโดยเฉพาะ

หัวใจสำคัญในการอยู่รอดของภาคธุรกิจต่อจากนี้ คือการปรับโมเดลธุรกิจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบ “3S” ซึ่งประกอบไปด้วย Single (คนโสด), Solo (ผู้ที่พักอาศัยคนเดียว) และ Silver (กลุ่มผู้สูงอายุ) ด้วยการคิดค้นและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทั้งคนโสดและคนอยู่คนเดียวได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

#เศรษฐกิจคนโสด, #วิจัยกรุงศรี, #การอยู่คนเดียว, #เทรนด์คนเมือง, #SingleEconomy, #ไลฟ์สไตล์คนโสด, #วางแผนสุขภาพ

Related Posts