ส่องเทรนด์ เศรษฐีเอเชีย 2026 นิยามความมั่งคั่งยุคใหม่

ส่องเทรนด์ เศรษฐีเอเชีย 2026 นิยามความมั่งคั่งยุคใหม่

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และจูเลียส แบร์ (Julius Baer) ได้เปิดเผยรายงานความมั่งคั่งและไลฟ์สไตล์จากทั่วโลก ประจำปี 2026 (Global Wealth and Lifestyle Report 2026) โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องความมั่งคั่งของผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWIs) ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการสะสมสินทรัพย์และผลตอบแทนทางการเงิน สู่การบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวมที่ครอบคลุมคุณภาพชีวิต ความมั่นคง และการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญอย่าง “Currency is the New Wealth” และ “Health is the New Wealth” เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอันจะกินในยุคปัจจุบัน

เอเชียแปซิฟิกยังครองแชมป์ศูนย์กลางความมั่งคั่งและเมืองค่าครองชีพสูง

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตด้านความมั่งคั่งสูงที่สุดและมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดในโลก โดยมีการคาดการณ์ว่าตัวเลข GDP ประจำปี 2569 ของภูมิภาคนี้จะเติบโตถึง 4.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 2.9% อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเหล่านี้ส่งผลให้ภูมิภาคดังกล่าวกลายเป็นแหล่งกำเนิดและเป็นศูนย์กลางหลักในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งของโลกในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

ในด้านค่าครองชีพสำหรับผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง รายงานระบุว่าเอเชียแปซิฟิกมีเมืองลักชัวรีที่ติดอันดับ Top 10 ของโลกถึง 5 เมืองด้วยกัน ประกอบไปด้วย สิงคโปร์ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ซิดนีย์ และกรุงเทพมหานคร โดยประเทศสิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นผลมาจากความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจ ค่าเงินที่มีเสถียรภาพ ตลอดจนต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรุงเทพมหานครในปีนี้ได้ติดอันดับ 10 ของโลกในฐานะเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสำหรับผู้มั่งคั่ง ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทสำคัญของเมืองหลวงประเทศไทยในการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของภูมิภาคสำหรับการใช้ชีวิตและการบริโภคระดับพรีเมียม การเติบโตของตลาดลักชัวรีในไทยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคระดับบนที่พร้อมจับจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อค่าเงินกลายเป็นตัวแปรสำคัญขับเคลื่อนอำนาจซื้อยุคใหม่

ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดในรายงานปีนี้คือแนวคิด Currency is the New Wealth หรือค่าเงินคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความมั่งคั่งยุคใหม่ โดยรายงานพบว่าค่าครองชีพระดับลักชัวรีทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 10.2% ในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทว่าปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตัวเลขนี้กลับไม่ได้มาจากปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเคลื่อนไหวและความแข็งแกร่งของอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละสกุลเงินเป็นสำคัญ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนจากกรณีของเมืองซูริกและโมนาโก ซึ่งมีอันดับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากการแข็งค่าของเงินฟรังก์สวิสและเงินยูโร มากกว่าที่จะเป็นผลมาจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการรักษาอำนาจซื้อของเงินทุน ได้กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ผู้มีความมั่งคั่งระมัดระวังสูงสุดในการบริหารจัดการทรัพย์สินในปัจจุบัน

จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นส่งผลให้นักลงทุนไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนความมั่งคั่งในระดับสากล หรือ Global Wealth Planning มากยิ่งขึ้น โดย SCB Julius Baer ได้แนะนำให้เพิ่มการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ หลายสกุลเงิน และกระจายไปในหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งช่วยรักษาอำนาจซื้อและสร้างความมั่งคั่งที่มั่นคงในระยะยาว

เทรนด์สุขภาพและกลยุทธ์ตั้งรับความผันผวนของนักลงทุนเอเชีย

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือแนวคิด Health is the New Wealth ซึ่งพบว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน เป็นเพียงสองหมวดการใช้จ่ายที่เติบโตเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยผลสำรวจระบุว่าผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกถึง 66% กำลังดำเนินการเชิงรุกเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว ขณะที่ 53% มีแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทั้งในส่วนของการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการดูแลคุณภาพชีวิตระยะยาว

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังทำให้ผู้มีความมั่งคั่งทั่วโลกกว่า 82-95% แสดงความกังวลและเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างจริงจัง โดยนักลงทุนในฝั่งเอเชียถือเป็นกลุ่มที่มีการปรับตัวและตื่นตัวมากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เพื่อมุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงของสินทรัพย์รวมถึงอำนาจซื้อในอนาคตท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

พฤติกรรมการปรับพอร์ตของนักลงทุนเอเชียสะท้อนออกมาผ่านการเพิ่มการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนสูงถึง 73% มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำและโลหะมีค่า 53% และขยายเม็ดเงินลงทุนไปยังต่างประเทศอีก 46% ในขณะที่การลงทุนในหุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของนักลงทุนกลุ่มนี้ รองลงมาคือสินทรัพย์ในรูปของเงินสดและอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างสมดุลเชิงรุกและรับในสภาวะตลาดปัจจุบัน

#SCBJuliusBaer #GlobalWealthandLifestyleReport2026 #ความมั่งคั่งยุคใหม่ #เทรนด์เศรษฐีเอเชีย #เศรษฐกิจโลก

Related Posts