เมื่อ “ขยะ” ไม่ใช่จุดจบแต่คือจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่คุณค่าแห่งอนาคตที่เปลี่ยนโลกการค้าสู่ความยั่งยืน
ปฏิวัติวงการค้าปลีกและอุตสาหกรรมด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
ในอดีตที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมและระบบการค้าแบบดั้งเดิมมักมองว่าของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตหรือสินค้าที่หมดอายุการใช้งานเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องบริหารจัดการและเป็นภาระในการทำลายทิ้งเท่านั้น ทว่าในยุคปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวคิดดังกล่าวได้ถูกทลายลงอย่างสิ้นเชิง ผู้นำทางธุรกิจระดับโลกหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งเมืองไทยอย่าง SCG และ โฮมโปร รวมถึงเครือข่ายพันธมิตร ได้กลายเป็นต้นแบบที่จับต้องได้ของการขับเคลื่อนแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ “Circular Economy” ให้เกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์ ทั้งสององค์กรได้ร่วมกันพัฒนาและสร้างสรรค์ระบบนิเวศหมุนเวียน หรือ “Circular Ecosystem” ขึ้นมาอย่างเต็มรูปแบบ กระบวนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่การจัดตั้งระบบรับคืนสินค้าและวัสดุเหลือใช้หลังจากการใช้งานจากผู้บริโภค นำมาผ่านกระบวนการคัดแยกที่มีประสิทธิภาพ และเข้าสู่ขั้นตอนการแปรรูปชั้นสูง เพื่อนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับการผลิตสินค้าใหม่อีกครั้งอย่างครบวงจร
ความสำเร็จตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของการบูรณาการร่วมกันนี้ สามารถนำสินค้าและวัสดุที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นขยะกลับคืนสู่ระบบการจัดการได้มากกว่า 25,621 ตัน ความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเก็บรวบรวมของเสีย แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่ม “Circular Products” ได้มากกว่า 532 รายการ และส่งมอบสินค้าเหล่านี้สู่มือผู้บริโภคไปแล้วมากกว่า 8.5 ล้านชิ้น ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์อันเด่นชัดว่าการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถสร้างผลลัพธ์ทางตัวเลขและผลตอบแทนในเชิงพาณิชย์ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
ถอดรหัสความร่วมมือสามกลุ่มธุรกิจเปลี่ยนขยะสู่วัตถุดิบแห่งอนาคต
การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนวัสดุหมดอายุให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงนั้นเกิดขึ้นจริงผ่านการดำเนินงานของธุรกิจต่างๆ ในเครือเอสซีจี โดยมีพันธมิตรอย่างโฮมโปรเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ในส่วนของธุรกิจเคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) ได้เข้ามามีบทบาทหลักในการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าและขยะพลาสติกที่รวบรวมได้จากการดำเนินงานของโฮมโปร เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลระบบปิดที่เรียกว่า Closed-Loop เพื่อปรับปรุงคุณภาพและผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงเกรดพิเศษภายใต้แบรนด์ “SCGC GREEN POLYMER™” ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล เม็ดพลาสติกรีไซเคิลนี้สามารถนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติและความทนทานเทียบเท่ากับการใช้วัสดุใหม่บริสุทธิ์ ตอบโจทย์แบรนด์ยุคใหม่ที่ต้องการวัสดุคาร์บอนต่ำ

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็นภารกิจที่ไม่มีใครสามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีกับโฮมโปรจึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาสินค้าหรือโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการร่วมสร้าง Circular Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบวัสดุ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน ภายใต้แนวคิด Inclusive Green Growth เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ในส่วนของกระบวนการจัดการเศษเหลือกองมหึมาอย่างบรรจุภัณฑ์กระดาษ ทางด้านของ เอสซีจีพี (SCGP) ได้ร่วมมือพัฒนาช่องทาง “Circular Loop” เพื่อรองรับการนำกระดาษใช้แล้วจากโฮมโปรกลับมารีไซเคิลใหม่อีกครั้ง ด้วยการยกระดับประสิทธิภาพโดยติดตั้งเครื่องอัดเศษกระดาษ ณ ศูนย์กระจายสินค้าของโฮมโปร ทำให้การคัดแยก คัดกรอง และบดอัดเศษกระดาษจากสาขาต่างๆ มีความรวดเร็วและสามารถขนส่งตรงสู่โรงงานแปรสภาพของเอสซีจีพีได้โดยตรง ปัจจุบันสามารถเก็บกู้และรวบรวมกระดาษใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการได้มากกว่า 6,000 ตัน ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากกว่า 34,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเลยทีเดียว
นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างทางเลือกกับการรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง โดยทาง เอสซีจี เดคอร์ (SCGD) ได้ริเริ่มนำเอาสุขภัณฑ์เก่าและชำรุดที่ถูกถอดทิ้ง กลับมาบดและแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตกระเบื้องเซรามิกชิ้นใหม่ แนวคิดที่เรียกว่า “Material Circularity” นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปริมาณขยะเหลือทิ้งที่จะต้องนำไปฝังกลบและลดการสัมปทานใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ไปสู่โอกาสการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางเลือกและการคิดค้นนวัตกรรมการผลิตรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคตที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดยุคเขียวอย่างยั่งยืน
นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ระบุว่า “โฮมโปรไม่ได้มอง Circular Economy เป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตแบบรักษ์โลกเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และเกิดขึ้นได้จริงในทุก ๆ วันของผู้บริโภค นอกจากนี้ ปัญหาขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในครัวเรือนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ อีกทั้งรีเทลยุคใหม่ ไม่ได้จบแค่วันที่ขายสินค้า แต่โฮมโปรเลือกที่จะเป็นแบรนด์ที่รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตสินค้า ตั้งแต่วันที่ลูกค้าซื้อ ไปจนถึงวันที่สินค้าชิ้นนั้นจะได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ทั้งนำไปต่อยอดเป็นวัสดุหมุนเวียนได้ไม่รู้จบ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโมเดลความร่วมมือที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 จนถึงเมษายน 2569 สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในมิติของตัวเลขที่น่าทึ่ง เฉพาะในส่วนของโครงการรีไซเคิลพลาสติกระบบปิดร่วมกับเอสซีจีซี สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1,100 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมีมูลค่าเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนได้มากกว่า 93,000 ต้น สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงแค่แผนงานเพื่อการประชาสัมพันธ์องค์กรอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่องค์กรในอนาคต
#CircularEconomy, #SCG, #HomePro, #SCGCGREENPOLYMER, #เศรษฐกิจหมุนเวียน, #ความยั่งยืน, #นวัตกรรมรักษ์โลก, #NetZero, #InclusiveGreenGrowth

