สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เดินหน้าประกาศทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญ กางโรดแมปปี 2569 ขยายสาขาทั่วประเทศมุ่งสู่หมุดหมาย 600 สาขา พร้อมงัดบิ๊กเซอร์ไพรส์ส่งนวัตกรรมเมนูท้องถิ่น “ทุเรียนปั่นผสมควีนโฟม” หวังชิงเค้กตลาดกาแฟไทยมูลค่ากว่า 65,000 ล้านบาท
สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจครั้งใหญ่ผ่านทิศทางกลยุทธ์ประจำปี 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อภาพรวมของตลาดกาแฟในประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง ยักษ์ใหญ่รายนี้พร้อมมุ่งเน้นการขยายตัวทางธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกมิติ โดยชูแผนการยกระดับประสบการณ์ลูกค้ารวมถึงการรักษามาตรฐานความเป็นผู้นำตลาดที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจนนั้น สตาร์บัคส์ตั้งเป้าหมายขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 30 สาขา ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่มั่นคงมาโดยตลอดและไม่มีการหยุดชะงัก จากฐานเดิมที่มีอยู่ 574 สาขาทั่วประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน สตาร์บัคส์คาดการณ์ว่าจะสามารถขับเคลื่อนเครือข่ายร้านกาแฟให้เติบโตจนบรรลุหลัก 600 สาขาได้ภายในช่วงต้นปีหน้าอย่างแน่นอน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระยะยาว
แนวทางการเติบโตต่อจากนี้จะมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น ทั้งการเจาะตลาดในกลุ่มเมืองหลักและเมืองรองเพื่อสร้างโอกาสและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็ปรับสัดส่วนการลงทุนและการคัดสรรผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความพร้อมของแต่ละพื้นที่อย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความหนาแน่นของร้านกาแฟในเขตกรุงเทพมหานครจะอยู่ในระดับที่สูงและมีศูนย์การค้าใหม่เปิดตัวอย่างต่อเนื่อง แต่สตาร์บัคส์ยังคงมองเห็นช่องว่างในการเข้าไปเปิดบริการในทุกพื้นที่ที่มีฐานลูกค้าของแบรนด์
งัดนวัตกรรมท้องถิ่น “ทุเรียน-ชาไทย” ชิงเค้กกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้าน
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย คือการสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มที่ผสานความเป็นรสชาติท้องถิ่นเข้ากับศิลปะการรังสรรค์ระดับสากล หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกับการเปิดตัวเครื่องดื่มซีรีส์น้ำตาลโตนดที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในปีนี้สตาร์บัคส์พร้อมขยายพอร์ตโฟลิโออาหารและเครื่องดื่มด้วยการเปิดตัว “เครื่องดื่มทุเรียนปั่นผสมควีนโฟม” (Durian Blended with Queen Foam) ในช่วงโปรมโมชันซัมเมอร์นี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวัฒนธรรมอาหารและตอบรับรสนิยมของคนไทย
คุณเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ได้กล่าวถึงความพร้อมและโอกาสในตลาดกาแฟไทยเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีความแข็งแกร่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์โดยรวม คุณค่าที่ได้รับ และจุดยืนของแบรนด์มากกว่าที่เคย กลยุทธ์ของเราจึงผสานทั้งความเข้าใจผู้บริโภคไทยและความแข็งแกร่งในระดับโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ รวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างการเติบโตที่ส่งต่อคุณค่าให้กับชุมชนและอุตสาหกรรมกาแฟของไทย”

นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ยังเตรียมเปิดตัวเมนูเครื่องดื่มยอดฮิตอย่าง “ชาไทย” (Thai Tea) ซึ่งมาพร้อมกับออปชันพิเศษให้ลูกค้าสามารถเลือกผสมผสานความอร่อยร่วมกับพุดดิ้งหรือไม่ใส่พุดดิ้งได้ตามใจชอบ ในราคาเริ่มต้น 130 บาท และเมนู ทุเรียนปั่นผสมครีมกะทิอัญชัน โดยทั้งสองเมนูนี้ เป็นเมนูพิเศษประจำซีซัน โดยจะวางขายในช่วงวันที่ 21 กรกฎาคม – 7 กันยายน 2569 นี้เท่านั้น ที่ Starbucks ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบรนด์มั่นใจว่าเมนูนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ครองใจผู้บริโภคเนื่องจากความนิยมในชาไทยเป็นสิ่งที่มีเสถียรภาพสูง ยิ่งไปกว่านั้น สตาร์บัคส์ยังเดินหน้าตอบสนองความคุ้มค่าด้วยทางเลือกราคาสบายกระเป๋าผ่านเครื่องดื่มเมนูเด่นอย่าง Starbucks Es Yen และ Iced Shaken Chocolate เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายและบ่อยครั้งยิ่งขึ้น
ยกระดับนวัตกรรมระดับโลกและคอลเลกชันไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย
การนำเสนอนวัตกรรมเครื่องดื่มของสตาร์บัคส์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เมนูท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีเครื่องดื่มระดับโลกเข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคไทย ล่าสุดแบรนด์ได้ประกาศเปิดตัวเครื่องดื่มนวัตกรรมใหม่อย่าง Starbucks® Aerocano เป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายในงาน World of Coffee Bangkok 2026 การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนชัดถึงบทบาทที่สำคัญของตลาดประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมของสตาร์บัคส์ทั่วโลก และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของผู้บริโภคชาวไทยในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
ในมิติของการสร้างความผูกพันและประสบการณ์กับลูกค้านอกเหนือจากการดื่มกาแฟ สตาร์บัคส์ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ความร่วมมือกับพันธมิตรแบรนด์ดังระดับโลกเพื่อสร้างสรรค์สินค้ารุ่นลิมิเต็ด โดยเตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้งผ่านการเปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษ Starbucks® l POP MART MOLLY ซึ่งเป็นการผสานเสน่ห์และอัตลักษณ์อันโดดเด่นของร้านสตาร์บัคส์เข้ากับดีไซน์คาแรกเตอร์ยอดฮิตอย่าง MOLLY ผ่านเครื่องดื่ม แก้วน้ำ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เอ็กซ์คลูซีฟมากมาย
กลยุทธ์การร่วมมือกับ Pop Mart ในครั้งนี้ดำเนินรอยตามความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่จากการจับมือร่วมกับแบรนด์วรรณกรรมระดับโลกอย่าง Harry Potter ในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้า ซึ่งสามารถสร้างกระแสตอบรับอย่างถล่มทลายและกระตุ้นยอดขายจากกลุ่มนักสะสมได้อย่างยอดเยี่ยม สตาร์บัคส์มุ่งหวังว่านวัตกรรมการออกแบบเครื่องหอมและเครื่องใช้ไลฟ์สไตล์เหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงแบรนด์เข้าสู่กระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัล เสริมแกร่งระบบสมาชิกและบริการไร้เงินสด
กลยุทธ์การเติบโตทางดิจิทัลของสตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีหัวใจสำคัญอยู่ที่โปรแกรมสิทธิประโยชน์ Starbucks® Rewards ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกที่ลงทะเบียนใช้งานพุ่งทะยานสูงถึง 1.9 ล้านบัญชี ระบบดังกล่าวยังคงสร้างการเติบโตของปริมาณธุรกรรมและการเข้ามาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แบรนด์นำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมาปรับใช้เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าในเชิงลึก พร้อมพัฒนาข้อเสนอพิเศษและระบบการสื่อสารที่ตรงใจเฉพาะบุคคลเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในระยะยาว
สตาร์บัคส์ยังขยายขีดความสามารถด้านความสะดวกสบายในการสั่งซื้อผ่านฟังก์ชัน Mobile Order & Pay บนแอปพลิเคชันหลัก ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังกับผู้ให้บริการจัดส่งชั้นนำอย่าง Grab และ LINE MAN การบูรณาการทางเทคโนโลยีเหล่านี้ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น สตาร์บัคส์ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านสังคมไร้เงินสดด้วยการเปลี่ยนโฉมร้านค้าในเครือข่ายกว่า 90% ให้กลายเป็นร้านค้าแบบ Cashless เพื่อมอบความยืดหยุ่นและปลอดภัยสูงสุดในการทำธุรกรรม
นอกจากระบบการสั่งและชำระเงินขั้นพื้นฐานแล้ว แบรนด์ยังเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลผ่านฟีเจอร์จองห้องประชุมภายในร้านล่วงหน้าผ่านช่องทาง Line OA ของสตาร์บัคส์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่วัยทำงานยุคไฮบริด รวมไปถึงความสำเร็จในการเปิดตัวบริการส่งมอบความรู้สึกดีๆ ผ่านระบบ Starbucks Line Gift Card มานานกว่าหนึ่งปี ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยอย่างล้นหลามเนื่องจากสามารถปรับแต่งข้อความและส่งต่อความยินดีในโอกาสต่างๆ ได้อย่างตรงจุด
ชูแนวคิด Third Place รับวิถีใหม่ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนชุมชนยั่งยืน
ท่ามกลางรูปแบบการดำเนินชีวิตและการทำงานที่เปลี่ยนไปสู่สไตล์ไฮบริด สตาร์บัคส์ยังคงยึดมั่นในการพัฒนาแนวคิด Third Place หรือพื้นที่แห่งที่สามนอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน การออกแบบพื้นที่ร้านในแต่ละสาขาจะไม่มีโครงสร้างที่ซ้ำเดิม แต่ถูกปรับแต่งให้สอดรับกับฟังก์ชันใช้งานและไลฟ์สไตล์รอบตัวเมือง ตัวอย่างที่เด่นชัดคือร้านรูปแบบไดรฟ์ทรู (Drive-Thru) ที่ปัจจุบันมีถึง 93 สาขาคอยให้บริการความสะดวกระหว่างเดินทาง รวมถึงร้านสาขาตลาดธนบุรีที่เป็นร้านค้ารูปแบบ Pet-Friendly Store อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าใช้บริการได้
ในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีร้านค้าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลด้านการลดการใช้พลังงานและการจัดการของเสีย ซึ่งดำเนินงานร่วมกับองค์กรระดับโลกอย่าง World Wildlife Fund (WWF) และ SCS Global Services ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านสถิติตัวเลขการนำแก้วส่วนตัวมาใช้ของลูกค้าชาวไทยที่มากกว่า 36 ล้านครั้ง และเมื่อรวมเข้ากับการให้บริการแก้วแบบ For Here ภายในร้าน ก็สามารถลดการปริมาณการใช้แก้วประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งได้แล้วรวมมากกว่า 41 ล้านใบ
ท้ายที่สุด สตาร์บัคส์ยังคงเดินหน้าสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างยั่งยืนผ่านโครงการ FoodShare ร่วมกับมูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Foundation) เพื่อส่งต่ออาหารส่วนเกินที่มีคุณภาพสูงให้แก่ชุมชนเปราะบางไปแล้วกว่า 315,000 มื้อ อีกทั้งยังสานต่อความร่วมมืออันยาวนานกว่า 23 ปีกับมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) ผ่านงบสนับสนุนกว่า 25 ล้านบาทเพื่อยกระดับชีวิตชาวไร่กาแฟภาคเหนือ และเพิ่งประกาศโครงการใหม่อย่าง Coffee Farm Exchange Program ระยะเวลา 3 ปีเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความยืดหยุ่นของผลผลิตต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
#สตาร์บัคส์ประเทศไทย #ตลาดกาแฟไทย #ทุเรียนปั่นผสมควีนโฟม #ป๊อปมาร์ทมอลลี่ #ความยั่งยืนธุรกิจ

