การผนึกกำลังเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ระดับประเทศและผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก กำลังเปิดฉากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ครบวงจรแห่งภูมิภาคอาเซียน
จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจดิจิทัลกับการร่วมทุนเชิงยุทธศาสตร์ 5 ปี
การเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ของวงการธุรกิจและเทคโนโลยีไทยเกิดขึ้นเมื่อ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี), อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป, ทรู คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท อะเมซอน ดอทคอม (Amazon) ผ่าน อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว 5 ปีอย่างเป็นทางการ ในงานสัมมนาครั้งสำคัญ “Thailand AI National Mission” โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ระดับภูมิภาค หรือ Regional AI Hub ควบคู่ไปกับการผลักดันกลุ่มธุรกิจให้ทำหน้าที่เป็นประภาคารนำทางด้านเทคโนโลยี หรือ AI Lighthouse ที่พร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน
ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำข้อตกลงทางธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายการค้าปลีก การเงิน และโทรคมนาคมที่เข้าถึงคนไทยหลายสิบล้านคนของเครือซีพี เข้ากับความเชี่ยวชาญระดับโลกด้านระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และวัฒนธรรมนวัตกรรมของ Amazon ซึ่งการผสานศักยภาพดังกล่าวจะช่วยเร่งการทรานส์ฟอร์มภาคธุรกิจจริง ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการปรับโครงสร้างทั้งห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้สะท้อนมุมมองว่า
“AI จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย และเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทย เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI ครั้งนี้ อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด สิ่งสำคัญคือประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องสามารถสร้างระบบนิเวศ AI และมีบทบาทอยู่ใน AI Value Chain อย่างครบวงจร ตั้งแต่พลังงาน ดาต้า เซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการสร้างต้นแบบ AI และแอปพลิเคชันที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน”
โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่า AI
การขับเคลื่อนขีดความสามารถด้านการประมวลผลถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนา โดยประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อขยายขีดความสามารถของศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ให้ก้าวสู่ระดับ 10 กิกะวัตต์ ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง 3 ล้านล้านบาท โดยการลงทุนดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่อาคารสถานที่ แต่ยังครอบคลุมไปถึงระบบโครงข่ายสัญญาณขั้นสูง ระบบระบายความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดรับกับเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของทั้งสององค์กร
นายไฮเม่ วัลเลส์ Vice President และ Managing Director, Asia Pacific, Japan & China ของ Amazon Web Services (AWS) กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกว่า “AWS นำศักยภาพด้านคลาวด์และ AI ที่ครอบคลุมที่สุด ควบคู่กับวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม มาช่วยยกระดับการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนา และการเติบโตของประเทศไทย ความร่วมมือกับเครือซีพี อไรซ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น มีเป้าหมายเพื่อเร่งการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคโทรคมนาคม บริการทางการเงิน ค้าปลีก และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างให้เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ” โดย AWS ยังคงเดินหน้าแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวในประเทศไทยมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างงานคุณภาพ

การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่านี้ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดผู้ผลิตชิปประมวลผลระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตและการลงทุนในระดับต้นน้ำ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มการใช้งานระบบประมวลผลขั้นสูงอย่างหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่มีต้นทุนและความต้องการพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของไทยไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล แต่เป็นแหล่งกำเนิดมูลค่าทางเทคโนโลยีที่จะช่วยหนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงพลังในการประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ได้อย่างมีเสถียรภาพและปลอดภัย
ปฏิวัติภาคโทรคมนาคม ค้าปลีก และการเงินสู่ AI-First
การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จริงในกลุ่มธุรกิจหลักนับเป็นแกนหลักของการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้วางแนวทางมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก (AI-First Organization) ด้วยการนำระบบคลาวด์ของ AWS มาเสริมความมั่นคงปลอดภัย พร้อมทั้งติดตั้งระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) เพื่อแก้ไขปัญหาเครือข่ายได้แบบเรียลไทม์อัตโนมัติ รวมถึงเตรียมศึกษาการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำระดับโลกอย่าง Amazon Leo ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมาย เพื่อกระจายสัญญาณบรอดแบนด์สู่พื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง
ในฝั่งของธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ เครือข่ายสาขากว่า 19,000 แห่งของ 7-Eleven, Lotus’s และ Makro กำลังถูกยกระดับจากการเป็นเพียงหน้าร้านจำหน่ายสินค้า สู่ระบบการให้บริการที่สามารถคาดการณ์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะบุคคล โดยมีการนำระบบวางแผนซัพพลายเชนอัจฉริยะ การประมวลผลภาพขั้นสูง (Computer Vision) มาตรวจสอบการจัดวางสินค้าบนชั้นวาง รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Center of Excellence) เพื่อสร้างระบบอัตลักษณ์ลูกค้าแบบรวมศูนย์ (Single ID) และนำเครื่องมือช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์อย่าง Kiro และ Amazon Quick เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงาน
สำหรับภาคบริการทางการเงิน บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด (Ascend Money) ผู้ให้บริการฟินเทคชั้นนำ ได้ร่วมมือกับ AWS ในการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและพิจารณาสินเชื่อด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Loan Origination) เพื่อเปิดโอกาสทางการเงินให้แก่กลุ่มประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการของธนาคารพาณิชย์
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า
“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของเครือเจริญโภคภัณฑ์ อไรซ์ และทรู เข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกของ Amazon และ AWS ภายใต้ความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก ปั้นธนาคารยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในทุกกระบวนการ หรือ AI-Native Bank ผ่าน Ascend Money วางโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงภายใต้อธิปไตยของประเทศ และเสริมทักษะความเชี่ยวชาญให้คนไทยกว่า 3 ล้านคน โดยมีหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเป็นรากฐานสำคัญ”
การยกระดับทักษะแรงงาน 3 ล้านคน และเวที AI FOR ALL
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีคือช่องว่างด้านทักษะดิจิทัลของบุคลากรในประเทศ ซึ่งข้อมูลจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ระบุว่าประชากรไทยมากถึง 74% ยังขาดความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว เครือซีพีและ AWS จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุด โดยตั้งเป้าหมายฝึกอบรมและยกระดับทักษะด้านระบบคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ให้แก่คนไทย รวมถึงพนักงานในเครือรวมกว่า 3,000,000 คน ผ่านหลักสูตรเชิงปฏิบัติการและการทดสอบเพื่อรับรองวิทยฐานะตามมาตรฐานสากล
ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมทักษะ ได้มีการเปิดตัวโครงการแข่งขันนวัตกรรมระดับประเทศภายใต้ชื่อ “AI FOR ALL” ซึ่งเป็นเวที AI Innovation Hackathon ที่เปิดรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ให้มาร่วมกันพัฒนาและออกแบบต้นแบบปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ทั้งในมิติด้านการสาธารณสุข การพัฒนาระบบเกษตรกรรมแม่นยำ และการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนเยาวชนจากผู้ใช้งานเทคโนโลยีให้กลายเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม
โครงการดังกล่าวยังเป็นสะพานเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองลงมือปฏิบัติจริงกับโจทย์ระดับประเทศ จะช่วยสร้างความคุ้นเคยในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันและการทำงาน ซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่ทรัพยากรมนุษย์ของชาติในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานดิจิทัลในศตวรรษหน้าได้อย่างมั่นคง

สร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัปและธรรมาภิบาลข้อมูลเพื่อความยั่งยืน
การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่ โดยยุทธศาสตร์สำคัญคือการตั้งเป้าหมายบ่มเพาะเทคสตาร์ทอัป (Tech Startups) ในประเทศไทยให้ได้ถึง 20,000 ราย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความคล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การส่งเสริมดังกล่าวต้องอาศัยการจับคู่เงินลงทุน (Matching Fund) จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนการร่วมมือกับกองทุน Venture Capital ชั้นนำระดับโลก เพื่อดึงดูดเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติให้เข้ามาจัดตั้งธุรกิจและทำงานในประเทศไทย ดั่งเช่นบทบาทของ Global Talent Destination
นอกเหนือจากการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว การกำหนดกรอบการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบและความปลอดภัยของข้อมูลถือเป็นรากฐานที่ไม่สามารถละเลยได้ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรได้ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ตามหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล (AI Ethics & Governance) ตลอดจนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อปกป้องอธิปไตยทางข้อมูลของประเทศและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานในทุกภาคส่วน
การผสานพลังระหว่างเครือซีพีและ Amazon ในครั้งนี้ จึงนับเป็นหมุดหมายเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ การบ่มเพาะกำลังคน ไปจนถึงการวางกรอบธรรมาภิบาลดิจิทัล ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างสมบูรณ์ และพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจดิจิทัลบนเวทีระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ
#CPGroup #AWS #Amazon #TrueCorporation #AITransformation #เศรษฐกิจดิจิทัล #CloudComputing #ThailandAIHub #AIEthics #Innovation

