สคส. ชี้ปมข้อมูลภาครัฐว่อนเน็ต ยันไม่ใช่เหตุหลุดทั่วไป

สคส.  ชี้ปมข้อมูลภาครัฐว่อนเน็ต ยันไม่ใช่เหตุหลุดทั่วไป
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 11 นาที

เมื่อข้อมูลระดับ VIP และประชาชนว่อนเน็ต สคส. ชี้ชัดเป็นฝีมือมิจฉาชีพดัดแปลงช่องทาง ไม่ใช่ข้อมูลหลุดทั่วไป พร้อมเดินหน้าลุยปราบโครงสร้างข้อมูลเถื่อนครบวงจร

เจาะปมร้อนข้อมูลภาครัฐรั่วไหล กับความจริงที่มากกว่าคำว่าข้อมูลหลุดทั่วไป

การค้นพบข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมภาพถ่ายติดบัตรจากฐานข้อมูลภาครัฐหลุดร่วงสู่โลกออนไลน์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความหวั่นวิตกไปทั่วทั้งสังคม ความรุนแรงของสถานการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ข้อมูลของประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงข้อมูลของผู้นำประเทศอย่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในหลายภาคส่วน การแพร่กระจายของข้อมูลความมั่นคงและข้อมูลส่วนบุคคลในปริมาณมหาศาลนี้ กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลของภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้นำทีมลงพื้นที่ประสานงานและตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีหลังจากได้รับรายงาน ผลการตรวจสอบเบื้องต้นชี้ให้เห็นสัจธรรมที่น่ากลัวของอาชญากรรมไซเบอร์ยุคใหม่ว่า เหตุการณ์นี้มิใช่เกิดจากการเร่งรีบหรือความผิดพลาดในการปล่อยข้อมูลหลุดโดยทั่วไปตามความเข้าใจของสังคม แต่กลับเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบของเครือข่ายมิจฉาชีพที่มุ่งเป้าโจมตีและเจาะระบบโดยเฉพาะ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า “จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กรณีนี้เป็นการนำเอาข้อมูลหรือลิงก์โปรแกรมช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายจากเครือข่ายมิจฉาชีพ จึงเป็นการเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ เข้าข่ายการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 7 โดยมิใช่กรณีข้อมูลหลุดโดยทั่วไป จึงได้กำชับมาตรการดำเนินการเพื่อปกป้องคุ้มครองข้อมูลของประชาชนในทุกมิติ” การชี้แจงนี้สะท้อนว่าภาครัฐกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ยกระดับความซับซ้อนขึ้นอีกขั้น

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ปราบปราม 3 สเต็ป สยบวิกฤตความมั่นคงไซเบอร์

เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น สคส. ได้วางกรอบยุทธศาสตร์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแบบครอบคลุมทั้งระบบ การดำเนินงานถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยสกัดกั้นตั้งแต่จุดกำเนิดของฐานข้อมูล เครือข่ายการซื้อขายแอบแฝง ไปจนถึงผู้ที่นำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อในวงกว้าง การวางกลไกเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่ออุดรอยรั่วและตัดวงจรการทำมาหากินของกลุ่มมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด

ในส่วนของ “ต้นน้ำ” สคส. ได้ประสานงานโดยตรงไปยังหน่วยงานผู้ดูแลฐานข้อมูลหลัก ได้แก่ กรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง เพื่อให้เร่งตรวจสอบ แก้ไข และระงับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยด่วน พร้อมกันนี้ยังบังคับใช้เกณฑ์การรายงานเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลส่งมายัง สคส. ทันที ยิ่งไปกว่านั้น สคส. ยังได้จับมือบูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในการยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐานและวางแนวทางอุดช่องโหว่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต

สำหรับพื้นที่ “กลางน้ำ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตัดวงจรการค้าข้อมูลเถื่อน สคส. ได้ผนึกกำลังร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในการสืบสวนสอบสวน ปราบปราม และเร่งกวาดล้างจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพที่ทำการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงผู้ที่ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนช่องทางเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ การกวาดล้างนี้เน้นหนักไปที่การปิดกั้นช่องทางออนไลน์ทั้งหมดที่ใช้เป็นตลาดมืดในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผิดกฎหมายเพื่อหยุดยั้งความเสียหายอย่างถาวร

ปิดฉากปลายน้ำและเสียงเตือนถึงสังคม เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นดิจิทัล

การจัดการในส่วนของ “ปลายน้ำ” มุ่งเน้นไปที่การเอาผิดกับผู้ที่นำข้อมูลไปโพสต์หรือเผยแพร่ต่อในสาธารณะ สคส. ชี้ชัดว่าหากผู้โพสต์ไม่ได้รับอนุญาต การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบทันที ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 7 โดย สคส. ได้ประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างใกล้ชิดในการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดกับผู้กระทำผิดทุกราย

ขณะเดียวกัน สคส. ได้ออกประกาศเตือนสติประชาชน ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงผู้ดูแลเพจและช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ให้หยุดการกระทำที่เป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะการนำข้อมูลส่วนบุคคล ลิงก์ หรือช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลดังกล่าวไปทดลองเปิด ส่งต่อ หรือเผยแพร่ซ้ำ เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้นอกจากจะเป็นการขยายวงกว้างของความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูลแล้ว ผู้กระทำเองยังต้องตกเป็นผู้ต้องหาและรับโทษทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวย้ำถึงแนวทางการทำงานในระยะยาวว่า “การดำเนินการในครั้งนี้จะต้องตรวจสอบให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ที่มาของข้อมูล วิธีการเข้าถึงระบบ บุคคลหรือเครือข่ายที่นำช่องทางเข้าถึงไปซื้อขาย ตลอดจนผู้ที่นำข้อมูลมาโพสต์หรือเผยแพร่ต่อ โดยทุกหน่วยงานจะต้องเร่งระงับความเสียหาย รักษาหลักฐานทางดิจิทัล ตรวจสอบช่องโหว่ และยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของข้อมูลที่อยู่ในความดูแล หากประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลผู้ใดเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว สามารถใช้สิทธิร้องเรียนมายัง สคส. เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้”

#สคส #PDPC #ข้อมูลรั่วไหล #ความปลอดภัยไซเบอร์ #ภัยไซเบอร์ #ข่าวเศรษฐกิจดิจิทัล #พรมคอมพิวเตอร์

Related Posts