ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงต้านและแรงกดดันรอบด้าน การเติบโตของภาคธุรกิจอาจไม่ได้วัดกันที่ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ที่ถูกต้อง การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และการลงมือปฏิบัติด้วยวินัยอันเข้มงวดเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ผ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย ชูจุดแข็งเดิมคู่ขยายตลาดใหม่
การดำเนินธุรกิจท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตแบบชะลอตัวถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของภาคเอกชนไทย แม้แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้จะเติบโตเพียง 2–3% แต่โอกาสในการเติบโตเหนือกว่าข้อจำกัดโดยรวมยังคงเปิดกว้างสำหรับองค์กรที่มีกลยุทธ์ชัดเจน จากบทเรียนของบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ การขยายตัวทางธุรกิจเพื่อเอาชนะวิกฤตไม่ได้เกิดจากการกระจายความเสี่ยงไปในหลายอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เกิดจากการเลือกเส้นทางที่ดึงจุดแข็งขององค์กรออกมาใช้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความได้เปรียบจากการรวมอุตสาหกรรม หรือการเข้าสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในอนาคต
สำหรับภาคธุรกิจไทย การมองหา S-Curve ใหม่ไม่ได้หมายถึงการทิ้งรากฐานเดิมแล้วมุ่งสู่อุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด แต่นั่นคือการผสมผสานสองมิติสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่ การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ควบคู่ไปกับการต่อยอดอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางแข่งขันอยู่แล้ว เช่น อาหาร เกษตร สุขภาพ การแพทย์ โลจิสติกส์ และการขับเคลื่อนพลังทางวัฒนธรรมหรือ Soft Power
นอกจากนี้ การขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาว การปรับปรุงองค์กรและยกระดับธรรมาภิบาลบริหารจัดการโครงสร้างภายใน เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเอกชนก้าวข้ามข้อจำกัดทางเทคนิคและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจได้อย่างเด็ดขาด

“เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันคือปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโต และเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันคือภาวะผู้นำ TMA จึงเป็นองค์กรที่มุ่งขับเคลื่อนด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องด้วยความเชื่อที่ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้จบลงที่ตัวเลขผลการจัดอันดับ แต่หมายถึงขีดความสามารถที่จำเป็นต้องเสริมสร้างด้วยความร่วมแรงของผู้นำ องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ของประเทศไทย ในปี 2569 TMA จะยกระดับบทบาทจากการเป็นผู้ประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาองค์กรธุรกิจภาคเอกชน เพราะภาคเอกชนที่เข้มแข็งคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการแข่งขัน โดยมีบทบาทในการสร้างนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน” — นางกมลทรรศน์ นลินทรางกูร กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)
ผสานความร่วมมือยกระดับศักยภาพผู้นำภาคเอกชน
เพื่อร่วมกันหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จึงได้ผสานความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท เบน แอนด์ คัมพานี (ประเทศไทย) จำกัด (Bain & Company) ในการจัดงานสัมมนาผู้บริหารระดับสูง CEO Forum 2026 ขึ้น การจัดงานภายใต้หัวข้อ “Outperforming in an Era of Growth Headwinds” ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักในการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำองค์กรภาคเอกชนชั้นนำได้แลกเปลี่ยนมุมมอง บทเรียนจริง และกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

เวทีดังกล่าวนับเป็นศูนย์รวมของผู้นำองค์กรระดับประเทศมากกว่า 80 ท่าน ที่มาร่วมกันถอดรหัสความสำเร็จในการบริหารจัดการองค์กร เนื้อหาสำคัญมุ่งเน้นไปที่การรับมือกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การผนึกกำลังระหว่าง TMA และ Bain & Company ช่วยสะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนคือเครื่องยนต์หลักที่จะช่วยสร้างนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับขีดความสามารถของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายอุตสาหกรรมร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรง ได้แก่ นายชินทาโร โอกุโนะ (Shintaro Okuno) ประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เบน แอนด์ คัมพานี, ดร.ดิเรก เกศวการุณย์ ประธานบริหาร บริษัท เบน แอนด์ คัมพานี (ประเทศไทย) จำกัด, นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) และ นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) โดยมี นางสาวแนน วัฒนวิเทศกุล รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการตลอดกิจกรรม
กลยุทธ์การลงมือทำ และบทบาทใหม่ของคณะกรรมการ
การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลอาจไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับยุคปัจจุบัน หากขาดความเด็ดขาดและวินัยในการลงมือทำอย่างจริงจัง การสร้างการเติบโตในสภาวะที่เผชิญวิกฤต จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์การลงมือทำที่เฉียบคม (Disciplined Execution) การเลือกลงทุนในธุรกิจใหม่ควรเริ่มต้นจากจุดแข็งเดิมที่องค์กรมีอยู่ และดำเนินการบนฐานะการเงินที่มั่นคงเพื่อรองรับความเสี่ยง โดยอาศัยความเร็วและการโฟกัสเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพสูง แทนการกระจายทรัพยากรไปในพื้นที่ที่ไม่ถนัด
ในขณะเดียวกัน บทบาทของคณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ก็กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยทำหน้าที่เพียงการกำกับดูแลและอนุมัติโครงการ ได้ปรับเปลี่ยนไปสู่นการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ของฝ่ายบริหาร คณะกรรมการที่มีประสิทธิภาพยุคใหม่ต้องกล้าตั้งคำถามที่ท้าทาย สนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และมองการณ์ไกลเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่าผลตอบแทนสั้น ๆ
ท้ายที่สุด วิกฤตไม่ได้เป็นช่วงเวลาของการหยุดลงทุน แต่เป็นบททดสอบของการเลือกสิ่งที่จะปกป้อง องค์กรที่เข้มแข็งจะเลือกปกป้องการลงทุนที่สร้างศักยภาพในอนาคต เช่น นวัตกรรม แบรนด์ ลูกค้า และบุคลากร พร้อมไปกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้ทุกคนกล้าคิด กล้าทดลอง และเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางองค์กรได้อย่างทันท่วงทีและเติบโตอย่างยั่งยืน
#TMA, #ThailandManagementAssociation, #BainAndCompany, #CEOForum2026, #Outperform, #Growth, #SCGC, #SAPPE, #ธนาคารกรุงเทพ, #Leadership

