ท่ามกลางกระแสการแข่งขันทางเทคโนโลยีโลกที่ทวีความเข้มข้น รัฐบาลจีนเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเปิดตัวแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสารระยะ 5 ปี เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสู่อนาคต
แผนแม่บทฉบับที่ 15 กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่ามหาศาล
กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ได้ประกาศกรอบแนวทางการดำเนินงานครั้งสำคัญผ่านการออก “แผนพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร” ภายใต้กรอบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ครอบคลุมระยะเวลาปี 2026-2030) ยุทธศาสตร์การพัฒนานี้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเสริมการเติบโตและการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง โดยบูรณาการการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้สอดรับกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ในทุกภาคส่วน การเคลื่อนไหวของทางการจีนในครั้งนี้ถือเป็นการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับประเทศ เพื่อให้สามารถเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนผลผลิตมวลรวมและการผลิตขั้นสูงในระยะยาว
ตัวชี้วัดความสำเร็จของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภายใต้แผนงานฉบับนี้ มีการระบุเป้าหมายอย่างชัดเจนผ่านตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจระดับมหภาค โดยภายในปี 2030 จีนตั้งเป้าที่จะสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสารให้แตะระดับ 4.1 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 20.13 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้กำหนดกรอบการลงทุนสะสมในโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศไว้อย่างมหาศาลถึง 3.8 ล้านล้านหยวน หรือราว 18.65 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นฐานทุนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและระบบประมวลผลทั่วประเทศ นอกจากนี้ ตัวเลขชี้วัดทางธุรกิจโทรคมนาคมยังสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่อง โดยประเมินว่าอัตราการเติบโตรายปีของปริมาณธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทั้งหมดจะรักษาเสถียรภาพการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 7 ต่อปี ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรมบริการและเทคโนโลยี
การตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณอันแข็งแกร่งเช่นนี้ ชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการเชื่อมโยงการลงทุนภาครัฐและเอกชนเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง ทิศทางการจัดสรรเงินลงทุนสะสมเกือบยี่สิบล้านล้านบาท จะกระจายตัวไปสู่การจัดซื้ออุปกรณ์ การวางระบบสายเคเบิลความเร็วสูง การติดตั้งเสาสัญญาณรุ่นใหม่ และการสร้างศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะทั่วประเทศ การขยายตัวของรายได้ในอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการคลังเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดห่วงโซ่อุปทานด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการให้บริการข้อมูลในวงกว้าง ทำให้ภาคเอกชนและกลุ่มสตาร์ตอัปสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ในการต่อยอดบริการเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ยกระดับสปีดโครงข่าย 5G-Advanced และศูนย์ประมวลผลอัจฉริยะ
มิติสำคัญทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย จีนได้กำหนดเป้าหมายเชิงปฏิบัติการในการสร้างเครือข่ายการสื่อสารรุ่นใหม่ที่มีความครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่และมีประสิทธิภาพชั้นนำอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030 โดยหนึ่งในไฮไลต์ทางเทคโนโลยีคือการเร่งกระจายสถานีฐาน 5G ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง 5G-Advanced หรือ 5G-A ให้มีสัดส่วนความหนาแน่นถึง 50 แห่งต่อจำนวนประชากรทุก 10,000 คน ควบคู่ไปกับการเร่งขยายการใช้งานของผู้บริโภคให้มีอัตราการเข้าถึงระบบ 5G สูงถึงร้อยละ 95 ของประชากรผู้ใช้งานทั้งหมดภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งจะพลิกโฉมการเชื่อมต่อของประชาชนและภาคธุรกิจให้ก้าวข้ามสู่ระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากโครงสร้างการรับส่งข้อมูลแล้ว ศักยภาพด้านการประมวลผลยังเป็นแกนหลักที่ได้รับการยกระดับควบคู่กัน โดยแผนงานระบุว่าจะต้องขยายพลังการประมวลผลอัจฉริยะให้พุ่งแตะระดับ 9,800 เอกซะฟล็อปส์ (EFlops) ภายในปี 2030 ปริมาณพลังการคำนวณระดับมหาศาลนี้จะเป็นฐานรากสำคัญที่ป้อนให้กับงานวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมไปถึงการประยุกต์ใช้งานในโรงงานอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ และระบบสาธารณูปโภคขั้นสูง การผลักดันขีดความสามารถการคำนวณระดับเอกซะสเกลจะช่วยขจัดปัญหาคอขวดของการประมวลผลข้อมูล และปลดล็อกศักยภาพของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติได้อย่างไร้รอยต่อ
การบูรณาการเทคโนโลยีโครงข่าย 5G-A เข้ากับพลังประมวลผลอัจฉริยะ 9,800 เอกซะฟล็อปส์ เป็นการเปลี่ยนผ่านบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานจากการสื่อสารเพื่อผู้บริโภคทั่วไป สู่การเป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจอัตโนมัติ ภาคการผลิต การแพทย์ทางไกล โลจิสติกส์ และการเกษตรแม่นยำสูง จะสามารถใช้ประโยชน์จากแบนด์วิดท์ที่กว้างขึ้น ความหน่วงต่ำลง และพลังการคำนวณที่ตอบสนองแบบเรียลไทม์ โครงการขยายสถานีฐานและการเพิ่มพลังการประมวลผลนี้สะท้อนว่าจีนกำลังสร้างสนามทดสอบและใช้งานเทคโนโลยีระดับล้ำหน้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคอัลกอริทึมอย่างแท้จริง
ระบบกำกับดูแลแบบบูรณาการและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
การเติบโตของโครงข่ายดิจิทัลจำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมกับการบริหารจัดการความเสี่ยง ทำให้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมระยะ 5 ปีฉบับนี้ เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสารที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ปลอดภัย และสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ทางการจีนวางแผนจัดตั้งระบบกำกับดูแลที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูง โดยเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับการจัดการและการบังคับใช้นโยบาย เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถติดตามและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างเท่าทันและไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
มิติความปลอดภัยของข้อมูลและเครือข่ายถือเป็นประเด็นที่ได้รับการให้ความสำคัญสูงสุด โดยจีนเตรียมยกระดับขีดความสามารถด้านความปลอดภัยของเครือข่ายและข้อมูลผ่านการประสานงานในทุกมิติและการประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม การวางกลไกการป้องกันเชิงลึกจะช่วยคุ้มครองข้อมูลสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและประชาชนจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ การแทรกแซงจากภายนอก หรือความเสียหายจากภัยธรรมชาติและอุบัติการณ์ที่ไม่คาดคิด เพื่อให้ระบบสารสนเทศของประเทศมีเสถียรภาพสูงสุด สามารถรองรับการดำเนินงานของสถาบันการเงิน การขนส่ง และสาธารณูปโภคได้อย่างต่อเนื่อง
การสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการควบคุมความเสี่ยงนี้ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจที่ต้องดำเนินกิจการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ระบบการกำกับดูแลที่นำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ขณะที่การวางมาตรการคุ้มครองข้อมูลอย่างเข้มงวดจะทำให้การแลกเปลี่ยนและการใช้งานข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจดิจิทัลในยุคปัจจุบันและอนาคต
แผนที่นำทางสู่อนาคตและเป้าหมายความทันสมัยระดับสากลปี 2035
ในภาพรวมระยะยาว แผนพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสารฉบับนี้กำหนดตัวชี้วัดหลักไว้ทั้งสิ้น 13 ข้อ เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางในการประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระดับการเสริมสร้างศักยภาพและการขยายขอบเขตสู่ระดับโลกาภิวัตน์ของอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสารของจีน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าจีนไม่ได้มองเฉพาะเพียงการพัฒนาตลาดภายในประเทศ แต่ยังมุ่งผลักดันมาตรฐานเทคโนโลยี อุปกรณ์โครงข่าย และโซลูชันด้านการสื่อสารให้มีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
การบรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ภายในปี 2030 จะเป็นก้าวสำคัญและทำหน้าที่เป็นรากฐานอันมั่นคงสำหรับการบรรลุการสร้างความทันสมัยขั้นพื้นฐานของภาคสารสนเทศและการสื่อสารภายในปี 2035 อย่างเต็มรูปแบบ ทิศทางการเติบโตดังกล่าวจะช่วยเชื่อมประสานโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้จีนมีความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ความต่อเนื่องของแผนยุทธศาสตร์ตั้งแต่ปี 2026 ไปจนถึงปี 2035 นี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและสารสนเทศไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านไอทีทั่วไป แต่คือการสร้างเส้นทางคมนาคมทางเศรษฐกิจใหม่ที่จะกำหนดความได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก ซึ่งแผนงานระยะ 5 ปีนี้จะเป็นบันไดก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและความสามารถในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของจีนต่อไปในอนาคต
ภาพ/ข่าว : ซินหัว
#เศรษฐกิจจีน, #เทคโนโลยี5G, #แผนพัฒนาเศรษฐกิจ, #โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, #เศรษฐกิจดิจิทัล

