วิกฤตดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง บททดสอบสมดุลเศรษฐกิจดิจิทัลและชีวิตเมือง

วิกฤตดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง บททดสอบสมดุลเศรษฐกิจดิจิทัลและชีวิตเมือง
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 20 นาที

เมื่อการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนตึกแถวและอาคารพาณิชย์ให้กลายเป็นโรงงานประมวลผลข้อมูล ทว่าการกักตุนเชื้อเพลิงมหาศาลและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ไร้การควบคุม กำลังสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ภาครัฐต้องเลือกระหว่างการเปิดรับเม็ดเงินลงทุนกับการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชน

ชนวนเหตุพระรามเก้าและสัญญาณเตือนภัยใต้พรม

กลิ่นฉุนรุนแรงของน้ำมันดีเซลที่ลอยคละคลุ้งผสมผสานกับเสียงกระหึ่มความถี่ต่ำยามค่ำคืน ได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนในย่านพระรามเก้าและห้วยขวางจนนำไปสู่การร้องเรียนระลอกใหญ่ ปัญหาดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากการทดสอบเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินหรือเครื่องเจเนอเรเตอร์ของอาคารศูนย์ข้อมูลที่ตั้งประชิดรั้วบ้านเรือน เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหากระทบกระทั่งระหว่างเพื่อนบ้าน แต่ได้กลายเป็นคดีความทางกฎหมายเมื่อหน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด

เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานประสานความร่วมมือกับสำนักงานเขตห้วยขวางและกรมธุรกิจพลังงาน ปูพรมตรวจค้นอาคารดังกล่าวจนพบการลักลอบกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสูงถึงกว่า 200,000 ลิตร เชื้อเพลิงปริมาณมหาศาลนี้ถูกกักเก็บไว้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทันที ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ท่ามกลางกระแสความหวาดผวาของชุมชนต่อความเสี่ยงด้านอัคคีภัย

ความกังวลยิ่งทวีความตึงเครียดเมื่อเกิดข้อสังเกตและข้อร้องเรียนในโครงการก่อสร้างย่านรามคำแหง 28 ที่อาจมีการจัดเตรียมพื้นที่เพื่อสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 400,000 ลิตรกลางแหล่งชุมชนหนาแน่น วิกฤตการณ์ที่ปะทุขึ้นต่อเนื่องบีบให้กรุงเทพมหานครต้องขยับตัวอย่างรวดเร็ว โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกคำสั่งด่วนให้ชะลอการออกใบอนุญาตก่อสร้างศูนย์ข้อมูลรายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทันที พร้อมทั้งสั่งการร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานเข้าตรวจสอบสถานประกอบการที่มีการกักเก็บน้ำมันสำรองไว้ใช้เองทั่วเมืองหลวงจำนวนทั้งสิ้น 56 แห่ง เพื่อสกัดกั้นภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

ความจำเป็นทางเทคโนโลยีที่ต้องปักหมุดใจกลางเมือง

การตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ย้ายออกไปตั้งอยู่นอกเมืองทั้งหมด จำเป็นต้องมองผ่านโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากการฝึกฝนโมเดลขนาดใหญ่ไปสู่การประมวลผลคำสั่งปลายทางหรือเอไออินเฟอเรนซ์ ความต้องการด้านเวลาแฝงต่ำระดับเสี้ยววินาทีกลายเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งยวด ระบบธุรกรรมทางการเงิน การตรวจจับทุจริตแบบเรียลไทม์ การแพทย์ทางไกล และระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ ล้วนต้องการความหน่วงในระดับต่ำกว่า 5 ถึง 10 มิลลิวินาที ซึ่งทำให้ศูนย์ข้อมูลปลายทางต้องตั้งอยู่ใกล้กับฐานผู้ใช้งานจริงมากที่สุด

พื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานครเป็นจุดบรรจบของโครงข่ายท่อร้อยสายเคเบิลใยแก้วนำแสงหลักและเป็นที่ตั้งของจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตแห่งชาติอย่าง บีเคเอ็นไอเอ็กซ์ (BKNIX) การตั้งสถานีประมวลผลในย่านเศรษฐกิจช่วยเพิ่มเสถียรภาพและลดอัตราความเสี่ยงจากการขุดเจาะถนนตัดสายสัญญาณระหว่างเมือง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายส่งสัญญาณความเร็วสูงได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการวิศวกรรมยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการต้องการพื้นที่เขตเมือง เมื่อระบบเซิร์ฟเวอร์หลักเกิดปัญหาขัดข้อง บุคลากรและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญสามารถเดินทางเข้าถึงพื้นที่เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดหรือสับเปลี่ยนชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ได้ภายในเวลาอันสั้น ความได้เปรียบเชิงทำเลที่ตั้งเหล่านี้ทำให้อาคารพาณิชย์และอาคารสำนักงานเก่าในย่านใจกลางเมืองถูกปรับปรุงให้กลายเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดกลางอย่างต่อเนื่อง

ข้อเท็จจริงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและภาพลวงตาทางสังคม

กระแสความตื่นตระหนกของสังคมต่อการแย่งใช้กระแสไฟฟ้าและน้ำประปาได้รับการคลี่คลายผ่านข้อมูลข้อเท็จจริงจากการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง โดยการไฟฟ้านครหลวงชี้แจงว่าศูนย์ข้อมูลในเขตเมืองมีขนาดโหลดไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 8 ถึง 20 เมกะวัตต์ แตกต่างจากโครงการขนาดใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกลในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ใช้ไฟฟ้า 50 ถึง 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ที่สำคัญ กฟน. ใช้ระบบสายส่งเฉพาะหรือเดดิเคตเต็ดฟีดเดอร์ที่ดึงไฟฟ้าแรงสูงตรงจากสถานีย่อย จึงไม่ได้เป็นการแชร์สายเมนร่วมกับบ้านเรือนประชาชน

ด้านการใช้น้ำเพื่อระบายความร้อน การประปานครหลวงยืนยันว่าศูนย์ข้อมูลในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่เป็นระบบปิดที่มีการใช้น้ำเฉลี่ยเพียง 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นปริมาณที่น้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำถึง 30,000 ถึง 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ความเชื่อที่ว่าเซิร์ฟเวอร์จะแย่งน้ำกินน้ำใช้ของคนเมืองจึงไม่ตรงกับหลักวิศวกรรมของอาคารประเภทนี้

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงและสัมผัสได้คือมลพิษทางเสียง ความร้อนสะสม และความปลอดภัยจากเชื้อเพลิง คลื่นเสียงความถี่ต่ำจากพัดลมระบายความร้อนและหอหล่อเย็นที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงสามารถทะลุผ่านผนังบ้านสร้างความรำคาญเรื้อรังแก่ผู้อยู่อาศัย ขณะที่น้ำมันดีเซลปริมาณหลายแสนลิตรแม้จะมีจุดวาบไฟสูงกว่าน้ำมันเบนซิน แต่หากเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ปริมาณน้ำมันดังกล่าวจะกลายเป็นเชื้อเพลิงวินาศภัยที่ระงับเพลิงได้ยากในตรอกซอยที่คับแคบของเมืองหลวง

ช่องโหว่กฎหมายและสุญญากาศการกำกับดูแล

ปัญหาการแทรกตัวของอาคารเซิร์ฟเวอร์เข้าไปประชิดแหล่งชุมชนมีรากเหง้ามาจากสุญญากาศทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่ได้บรรจุชื่อของโครงการศูนย์ข้อมูลไว้ในบัญชีประเภทโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือรายงานอีไอเอ ช่องโหว่นี้ทำให้โครงการไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมลพิษทางวิศวกรรมรอบด้าน และตัดสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยสิ้นเชิง

ผู้ประกอบการจึงเลี่ยงบาลีด้วยการยื่นขออนุญาตก่อสร้างตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารในฐานะอาคารพาณิชย์ สำนักงาน หรือคลังสินค้า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของสำนักงานเขตจึงมีอำนาจตรวจดูได้เพียงโครงสร้าง ความสูง ระยะร่น และจำนวนที่จอดรถตามแบบพิมพ์เขียว แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะเข้าไปประเมินผลกระทบเรื่องการแผ่รังสีความร้อน ระดับเสียงรบกวน หรือพฤติกรรมการใช้พลังงานเทียบเท่าโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปัจจุบันยังขาดการนิยามและกำหนดโซนนิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้อาคารที่มีการใช้ไฟฟ้ามหาศาลสามารถแทรกตัวไปอยู่ในพื้นที่สีส้มซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางได้อย่างเสรี ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบรูปแบบการขออนุญาตแบบตัดตอน โดยยื่นขอก่อสร้างโครงสร้างอาคารผ่านไปก่อน แล้วจึงลักลอบขุดเจาะฝังถังน้ำมันขนาดใหญ่ใต้ดินในภายหลังโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากกรมธุรกิจพลังงาน

ถอดบทเรียนสากลและการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐาน

เมื่อพิจารณาในระดับสากล ปัจจุบันทั่วโลกมีศูนย์ข้อมูลเปิดให้บริการกว่า 11,000 ถึง 12,000 แห่ง โดยสหรัฐอเมริกามีจำนวนมากที่สุดเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ตามมาด้วยเยอรมนี สหราชอาณาจักร และจีน มหานครเทคโนโลยีทั่วโลกต่างเคยเผชิญหน้ากับความขัดแย้งระหว่างศูนย์ข้อมูลและชุมชนเมืองมาแล้วทั้งสิ้น จนนำไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเพื่อสร้างสมดุล ประเทศไทยซึ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์เชิงพาณิชย์ราว 50 ถึง 65 แห่ง และกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นในถึงกว่า 40 แห่ง จำเป็นต้องเรียนรู้โมเดลเหล่านี้อย่างเร่งด่วน

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการสั่งระงับการออกใบอนุญาตสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ชั่วคราวนานถึง 3 ปี เพื่อประเมินทรัพยากร ก่อนจะปลดล็อกด้วยการออกโครงการคัดเลือกผู้ประกอบการและบังคับใช้มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวด ขณะที่นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ได้ออกกฎหมายบังคับให้อาคารเซิร์ฟเวอร์ต้องต่อท่อน้ำร้อนเหลือทิ้งเข้ากับระบบทำความร้อนของเมืองเพื่อส่งน้ำอุ่นไปให้บ้านเรือนชุมชน ด้านเทศมณฑลในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ได้กำหนดระยะกันชนห่างจากรั้วบ้านพักอาศัยอย่างน้อย 100 ถึง 150 ฟุต และบังคับตรวจวัดเสียงรบกวนความถี่ต่ำยามค่ำคืนอย่างเคร่งครัด

แนวโน้มการบริหารจัดการระดับโลกได้ทำการแยกบทบาทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลออกจากกันอย่างชัดเจน ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับการประมวลผลและการเรียนรู้ของโมเดลปัญญาประดิษฐ์จะถูกผลักดันออกไปอยู่นอกเมืองหรือในนิคมอุตสาหกรรมที่มีสายส่งไฟฟ้าแรงสูงรองรับ ส่วนศูนย์ข้อมูลที่จำเป็นต้องอยู่ในเขตเมืองจะต้องถูกจำกัดขนาดการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 10 ถึง 15 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งเปลี่ยนผ่านจากการใช้น้ำมันดีเซลไปสู่ระบบแบตเตอรี่สำรองเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของชุมชน

ทางออกเชิงนโยบายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องเร่งผลักดันประกาศกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือรายงานอีไอเอเป็นการด่วน โดยใช้เกณฑ์ชี้วัดจากขนาดกำลังไฟฟ้าติดตั้งและปริมาณการกักเก็บสารเคมีหรือเชื้อเพลิงไวไฟ เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายที่ปล่อยให้อาคารเหล่านี้สวมสิทธิ์เป็นคลังสินค้า การมีกลไกรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรอบข้างก่อนออกใบอนุญาตจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคมได้อย่างแท้จริง

ด้านการควบคุมอาคารและผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรุงเทพมหานครต้องบัญญัตินิยามเฉพาะของศูนย์ข้อมูลลงในกฎหมายผังเมืองฉบับใหม่ มีการกำหนดแนวกันชนที่ปลอดภัยและห้ามการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในย่านพักอาศัย สถาปัตยกรรมอาคารจะต้องถูกบังคับให้ติดตั้งแผงซับเสียงรอบหอระบายความร้อนและมีระบบจัดการน้ำทิ้งที่ไม่ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิของแหล่งน้ำสาธารณะรอบข้าง

ในมิติด้านพลังงาน กรมธุรกิจพลังงานและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานต้องปรับเปลี่ยนระเบียบการสำรองเชื้อเพลิงในเขตเมือง โดยกำหนดให้สำรองน้ำมันฉุกเฉินได้เพียง 8 ถึง 12 ชั่วโมง ควบคู่กับการทำสัญญาขนส่งน้ำมันด่วน แทนการสร้างคลังน้ำมันย่อยหลายแสนลิตรไว้ใต้จมูกคนเมือง พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหันมาลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่มั่นคงของประชาชน

#DataCenterกลางเมือง #สิ่งแวดล้อมเมือง #เศรษฐกิจดิจิทัล #ผังเมืองรวม #พลังงานสะอาด #TheReporterAsia

Related Posts