นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เข้าหารือกับนางอันนา ฮัมมาร์เกรน เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย–EU และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจและเชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่เอกชน
การพบหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจที่มีมายาวนานกว่า 158 ปี โดยฝ่ายไทยเน้นย้ำภารกิจในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็น ปัญหา และโอกาสในการประกอบธุรกิจนำเสนอสู่การกำหนดนโยบาย ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีและสนับสนุนความเข้าใจร่วมกันกับกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ระบุถึงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือว่า ต้องการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนโอกาสและอุปสรรคจากการดำเนินธุรกิจไปสู่ระดับนโยบาย ผลักดันการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และสร้างความเข้าใจระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกระบวนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) ให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน ขณะที่ฝ่ายสวีเดนพร้อมร่วมมือกับกลุ่มประเทศนอร์ดิกเพื่อสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
แก้ไขอุปสรรคการลงทุนและกลไกช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ
ปัจจุบันมีภาคเอกชนจากสวีเดนเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า 100 บริษัท และสร้างการจ้างงานแก่แรงงานไทยกว่า 19,500 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ภาครัฐไทยได้รับฟังผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนสวีเดนเกี่ยวกับขั้นตอนทางศุลกากรและกฎระเบียบเชิงเทคนิค โดยกำลังดำเนินการปฏิรูปเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและดึงดูดการย้ายฐานการผลิตในสภาวะความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศไทยกว่าร้อยละ 99.5 เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ทางผู้แทนการค้าไทยจึงให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนกองทุน FTA Fund และกลไกเงินทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Transitional Finance) เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มผู้ประกอบการสามารถปรับระบบการผลิตให้สอดรับกับมาตรฐานและกติกาการค้าระหว่างประเทศ
สร้างสมดุลความมั่นคงและการคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง
ในประเด็นด้านความมั่นคงควบคู่กับความสะดวกทางการค้า ประเทศไทยได้บังคับใช้มาตรการควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) ภายใต้กรอบกฎหมายสากล โดยกระทรวงพาณิชย์กำหนดแนวทางขออนุญาตส่งออกและส่งกลับสินค้ากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ อาทิ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โรงงานแยกไอโซโทป และแร่ยูเรเนียมธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้จัดทำบัญชีรายการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงแห่งชาติ (National Strategic Items Control List) และมีการปรับปรุงให้ตรงกับเทคโนโลยีและระบบพิกัดศุลกากรสากล เพื่อแสดงถึงการดำเนินงานทางการค้าที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ภาพรวมสถิติและมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศ
สวีเดนถือเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในกลุ่มประเทศนอร์ดิก เป็นอันดับ 10 ในภูมิภาคยุโรป และอันดับ 46 ในระดับโลก โดยสถิติมูลค่าการค้าระหว่างกันมีรายละเอียดดังนี้
-
ปี 2568: มูลค่าการค้ารวม 1,172.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 447.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัวร้อยละ 11.94) นำเข้า 725.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 277.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-
ช่วงมกราคม–มิถุนายน 2569: มูลค่าการค้ารวม 617.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 246.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัวร้อยละ 9.16) และนำเข้า 371.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
-
สินค้าส่งออกสำคัญของไทย: เครื่องปรับอากาศ, รถยนต์และส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป, แผงสวิตช์ควบคุมไฟฟ้า
-
สินค้านำเข้าสำคัญจากสวีเดน: เครื่องจักรกล, กระดาษ, ผลิตภัณฑ์เวชกรรม, เยื่อกระดาษ, อุปกรณ์การบิน
#ผู้แทนการค้าไทย #การค้าไทยสวีเดน #FTAไทยEU #OECD #เศรษฐกิจระหว่างประเทศ #กระทรวงพาณิชย์
ภาพ/ข่าว : ทำเนียบรัฐบาล

