ชงรื้อค่าปรับจราจรพุ่ง 5 หมื่นบาท เฉือนเค้กหนุนการแพทย์ฉุกเฉิน

ชงรื้อค่าปรับจราจรพุ่ง 5 หมื่นบาท เฉือนเค้กหนุนการแพทย์ฉุกเฉิน
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 11 นาที

สภาผู้แทนราษฎรเดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแก้ไขกฎหมายจราจรทางบกฉบับใหม่ เล็งผ่าตัดโครงสร้างโทษปรับครั้งใหญ่ก้าวกระโดดสูงสุดถึง 50,000 บาท พร้อมจัดสรรรายได้ค่าปรับ 10% ส่งตรงเข้าสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หวังอุดรูรั่วงบประมาณกู้ชีพและดัดหลังพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน

ผ่าโมเดลจัดสรรงบประมาณอุดหลุมดำสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน

โครงสร้างการเงินของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเสนอโดยนายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ ได้รับการวินิจฉัยจากประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วว่า “ไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน” ทำให้กระบวนการนิติบัญญัติสามารถเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญผ่านพอร์ทัลรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2569 โดยมีประชาชนร่วมลงความเห็นเห็นด้วย 70.27% และไม่เห็นด้วย 29.73% จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

ใจความสำคัญของการปฏิรูปเชิงสถาบันในร่างมาตรา 3 คือการแก้ไขมาตรา 146 เพื่อปรับสัดส่วนการแบ่งเค้กเงินค่าปรับจราจรใหม่ จากเดิมที่กฎหมายจัดสรรให้กรุงเทพมหานครหรือเทศบาลในจังหวัดนั้นๆ เพื่อใช้บริหารจัดการจราจรในอัตราร้อยละ 50 จะถูกปรับลดลงเหลือร้อยละ 40 พร้อมเปิดท่อส่งตรงรายได้ร้อยละ 10 จากยอดเงินค่าปรับทั้งหมดเข้าสู่บัญชีของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) โดยตรง เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลังรองรับภาระงานกู้ชีพกู้ภัย

คณะผู้เสนอร่างกฎหมายได้ระบุในบันทึกหลักการและเหตุผลอย่างชัดเจนว่า “อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างมากในการให้บริการแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน อันเป็นเหตุให้เกิดผลขาดทุนในการดำเนินงานของสถาบัน” การผันรายได้จากค่าปรับจราจรจึงเป็นการดึงเม็ดเงินจากต้นตอของความเสี่ยง (Polluter/Risk Maker Pays) กลับมาชดเชยระบบสาธารณสุขฉุกเฉินที่ต้องแบกรับต้นทุนการรักษาพยาบาลมหาศาลในแต่ละปี

ยกเครื่องค่าปรับพินัยครั้งใหญ่สกัดความเสี่ยงบนท้องถนน

นอกจากมิติด้านงบประมาณ ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมุ่งปรับดุลทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ด้วยการแปลงและยกระดับโทษปรับให้เป็น “ค่าปรับเป็นพินัย” ตามแนวทางกฎหมายยุคใหม่ ซึ่งไม่มีสถานะเป็นโทษทางอาญาแต่เพิ่มภาระทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มความผิดพื้นฐานตามมาตรา 147 เช่น การไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรบางประเภท ถูกขยับเพดานโทษจากเดิมไม่เกิน 200 บาท เพิ่มขึ้น 10 เท่า เป็นปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ในส่วนของพฤติกรรมขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยตามมาตรา 151 และมาตรา 152 อาทิ การขับรถกีดขวาง ขับรถเร็วเกินกำหนด หรือฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร มีการขยับกรอบโทษปรับอย่างก้าวกระโดด จากเดิมปรับตั้งแต่ 200 ถึง 500 บาท และไม่เกิน 4,000 บาท ปรับพุ่งเป็นเริ่มต้น 2,000 ถึง 10,000 บาท สำหรับมาตรา 151 และปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับมาตรา 152 ขณะที่กลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ เช่น แท็กซี่ที่ไม่จอดรับส่งผู้โดยสารในจุดที่กำหนดตามมาตรา 153 จะถูกยกระดับเพดานค่าปรับจากเดิมไม่เกิน 1,000 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 20,000 บาท

จุดที่สร้างแรงสะเทือนทางการเงินสูงสุดคือมาตรา 154 สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร ไม่หยุดรถตามคำสั่ง หรือขัดขืนคำสั่งตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติด มีการปรับเพิ่มเพดานค่าปรับเป็นพินัยจากเดิมไม่เกิน 4,000 บาท ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ “ไม่เกิน 50,000 บาท” หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 12.5 เท่า ขณะที่การฝ่าฝืนใบสั่งตามมาตรา 155 ปรับจาก 1,000 บาท เป็นไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบีบให้ต้นทุนของการทำผิดกฎหมายสูงกว่าผลประโยชน์ที่ผู้ขับขี่คิดว่าจะได้รับ

คงดาบอาญาฟันคดีร้ายแรงพร้อมกรอบเวลาบังคับใช้ 180 วัน

แม้ร่างกฎหมายจะผ่อนคลายความผิดจราจรทั่วไปให้เข้าสู่ระบบพินัยเพื่อลดภาระคดีล้นศาล แต่สำหรับพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงสูง ร่างมาตรา 12 ยังคงรักษามาตรการทางอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 158 โดยกำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามเกี่ยวกับเครื่องหมาย สัญญาณ หรือการฝ่าฝืนเงื่อนไขเดินรถที่เป็นอันตราย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ปรับไม่เกิน 2,000 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในแง่การบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 14 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทำหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ พร้อมอำนาจในการออกกฎกระทรวงและประกาศรองรับ โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการขนส่งทางบก และกรมทางหลวง เป็นหน่วยงานปฏิบัติการหลัก เพื่อให้กลไกการจัดเก็บค่าปรับและการเชื่อมโยงข้อมูลระบบดิจิทัลสามารถทำงานสอดประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ

สำหรับเงื่อนไขวันบังคับใช้ ตัวบทในร่างมาตรา 2 ระบุไว้อย่างรัดกุมว่า “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป” เพื่อเปิดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 180 วัน ให้ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจขนส่ง และหน่วยงานภาครัฐได้เตรียมความพร้อมรับมือกับอัตราโทษใหม่ รวมถึงวางระบบบริการสังคมแทนค่าปรับ ก่อนที่บทลงโทษทางการเงินรูปแบบใหม่จะเริ่มต้นบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

#กฎหมายจราจร #ค่าปรับจราจร #การแพทย์ฉุกเฉิน #สพฉ #นโยบายสาธารณะ #กระทรวงคมนาคม #อุบัติเหตุทางถนน #มาตรา77

Related Posts