หัวเว่ยแนะไทยเร่งสร้าง 3 ขีดความสามารถ ดันสู่ Regional AI Hub

หัวเว่ยแนะไทยเร่งสร้าง 3 ขีดความสามารถ ดันสู่ Regional AI Hub
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 11 นาที

หัวเว่ย ประเทศไทย ชี้โอกาสเศรษฐกิจยุคใหม่ เสนอ 3 เสาหลักทั้งโครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น การคุ้มครองอธิปไตยทางข้อมูล และการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซนเตอร์สู่มูลค่าเศรษฐกิจจริงอย่างยั่งยืน

​ในเวทีสัมมนา Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the Trap ทาง นายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงวิสัยทัศน์ถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยกำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การพึ่งพาเพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โจทย์หลักจึงอยู่ที่การแปรโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เกิดการใช้งานจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

​นายเดวิดเปิดเผยว่า การใช้งาน AI ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด เห็นได้จากปริมาณการประมวลผล AI Token บน Huawei Cloud Thailand ที่ขยายตัวสูงถึง 185 เท่า ขณะที่ตัวเลขการใช้งานในเดือนกันยายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้นราว 30 เท่าเมื่อเทียบกับเดือนมกราคมของปีเดียวกัน อย่างไรก็ดี หากประเมินภาพรวมอัตราการนำ AI มาประยุกต์ใช้จริง ไทยยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างในการยกระดับจากการทดลองใช้งานเฉพาะบุคคล สู่การผสานเข้ากับกระบวนการทำงานหลักระดับองค์กร

​ชูโครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น ลดการผูกขาดเทคโนโลยี

​สำหรับรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ประกอบด้วย 5 ระดับ ได้แก่ แหล่งพลังงาน, ศูนย์ข้อมูล (Data Center), โครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อ, ชิปและโมเดลประมวลผล ไปจนถึงการประยุกต์ใช้งานในภาคอุตสาหกรรม แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมสูงด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและ 5G แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงและการสร้างโมเดลพื้นฐาน (Foundation Models) รวมถึงปัญหาการกระจุกตัวของดาต้าเซนเตอร์ที่อาจกระทบต่อระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้า

​ด้วยเหตุนี้ ภาคธุรกิจไทยจึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันในทุกห่วงโซ่อุปทานระดับโลก แต่ควรมุ่งเน้นการสร้างสถาปัตยกรรมระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อป้องกันการถูกผูกขาดจากเทคโนโลยีของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง (Vendor Lock-in) โดยแนะนำให้พิจารณาใช้ Open-source Models ควบคู่ไปกับการเลือกสภาพแวดล้อมระบบที่ผสมผสาน ทั้งแบบติดตั้งภายในองค์กร (On-premise), พับลิกคลาวด์ในประเทศ และคลาวด์ต่างประเทศ เพื่อสร้างสมดุลด้านความปลอดภัย ความคล่องตัว และการบริหารต้นทุน

​แนวทางดังกล่าวสอดรับกับกรณีศึกษาของสถาบันการเงินชั้นนำในประเทศจีน ซึ่งมีทีมวิจัยและพัฒนา AI ราว 100 คน โดยไม่ได้วัดผลสัมฤทธิ์จากขนาดของโมเดลเป็นหลัก แต่เน้นความคล่องตัวในการนำโมเดล AI รุ่นใหม่ๆ เข้ามาเชื่อมโยงกับระบบการทำงานเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มเดี่ยวและรับมือความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวเว่ยแนะไทยเร่งสร้าง 3 ขีดความสามารถ ดันสู่ Regional AI Hub
หัวเว่ยแนะไทยเร่งสร้าง 3 ขีดความสามารถ ดันสู่ Regional AI Hub

​ยึดหลัก Data Sovereignty เสริมแกร่งวิศวกรรมระบบด้วย DIMAK

​นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐาน หัวเว่ยระบุว่าข้อมูลและองค์ความรู้เฉพาะทางขององค์กรคือหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ องค์กรจึงต้องมีแนวทางปกป้องข้อมูลไม่ให้รั่วไหลไปสู่ภายนอกผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) เพื่อคงอำนาจในการควบคุมข้อมูลสำคัญ, การกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) เพื่อรักษาความถูกต้องแม่นยำ และการสร้างมูลค่าจากข้อมูล (Data Monetization) เพื่อแปรข้อมูลเชิงลึกเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ

​เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริง หัวเว่ยได้นำเสนอกรอบการทำงานด้านวิศวกรรม AI ภายใต้ชื่อ DIMAK ซึ่งเปิดตัวในงาน HUAWEI CONNECT 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยครอบคลุมขีดความสามารถ 5 มิติ ได้แก่ Data Engineering, Infrastructure Engineering, Model Engineering, Agent Engineering และ Knowledge Engineering มุ่งเปลี่ยน AI จากเครื่องมือเดี่ยวๆ สู่การบูรณาการเข้ากับกระบวนการดำเนินงานหลักของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ

​บ่มเพาะบุคลากรจากการลงมือปฏิบัติจริง

​ในมิติด้านทรัพยากรบุคคล นายเดวิดมองว่า การแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะการสรรหาผู้มีประสบการณ์สูงหรือผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชั้นนำเท่านั้น โดยได้ยกตัวอย่างการก่อตั้ง Alibaba ในปี 2542 ของแจ็ค หม่า และทีมงาน รวมถึงแนวคิดของเหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ที่มุ่งเน้นทักษะพื้นฐาน ความมุ่งมั่น และความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก

​ผู้นำองค์กรจึงควรมีบทบาทในการสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง มอบหมายโจทย์ที่ท้าทาย และสนับสนุนให้พนักงานได้ทดลองปฏิบัติงานจริงในโครงการ AI มากกว่าการวัดผลจากการอบรมเชิงทฤษฎีหรือใบรับรอง ซึ่งจะช่วยดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในองค์กรขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ

​การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลาง AI ระดับภูมิภาค (Regional AI Hub) ในช่วงปี 2570 จึงจำเป็นต้องอาศัยการประสานกำลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดกว้าง การบริหารจัดการข้อมูลที่มีธรรมาภิบาล และบุคลากรที่สามารถพัฒนาโซลูชันเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่แท้จริงมากกว่าตัวเลขการลงทุนในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

​#Huawei #HuaweiThailand #AI #DataCenter #DataSovereignty #HuaweiCloud #เศรษฐกิจดิจิทัล

Related Posts