เอสซีจี (SCG) เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 สร้าง Adjusted Cash EBITDA แตะ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า พร้อมเดินหน้าแผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง SCGC และ GC ผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่ระดับโลกและก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ 1 ใน 10 ของโลก ท่ามกลางความท้าทายจากราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก
เดินหน้าทรานส์ฟอร์มรับวิกฤต หนุนกำไร 9 เดือนแตะ 20,143 ล้านบาท
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ระบุว่า ปี 2569 เป็นปีที่ธุรกิจเผชิญบททดสอบรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เอสซีจีได้เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจและขับเคลื่อน 3 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ การเสริมวินัยทางการเงิน และการยกระดับประสิทธิภาพองค์กรด้วยเทคโนโลยี AI & Robotics ทั่วทั้งอาเซียน
ส่งผลให้ผลประกอบการงวด 9 เดือนของปี 2569 มีรายได้จากการขาย 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% มีกำไรสำหรับงวด 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% โดยหากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่น ๆ Adjusted Profit จะอยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท
ขณะที่ผลการดำเนินงานเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2569 มีรายได้จากการขาย 122,666 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,444 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,385 ล้านบาท ด้านสถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยหนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 3.6 เท่า พร้อมมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 75,147 ล้านบาท
SCGC ผนึก GC ดัน Synergy 200 ล้านเหรียญ รุกขยายวัตถุดิบอีเทนเวียดนาม
ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยร่วมกับ GC ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันจากการดำเนินงาน (Synergy) ประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี การรวมฐานการผลิต เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายตลาดทั่วโลกครั้งนี้ จะช่วยเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว โดยคาดว่าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนจะแล้วเสร็จภายในครึ่งหลังของปี 2570
นอกจากนี้ โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) ได้กลับมาเดินเครื่องจักรตามปกติแล้วตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2569 หลังหยุดดำเนินการชั่วคราวจากผลกระทบความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน โครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนาม มีความคืบหน้าเร็วกว่าแผน โดยคาดว่าจะกลับมาเดินเครื่องได้กลางปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งนี้ ผลการดำเนินงาน 9 เดือนของกลุ่มเคมิคอลส์ มี Adjusted EBITDA (ไม่รวม LSP) 14,441 ล้านบาท โต 42% และกำไรสำหรับงวด 4,160 ล้านบาท

ซีเมนต์-ก่อสร้างลดต้นทุนพันล้าน แพคเกจจิ้งฟื้นตัวแกร่งในอาเซียน
ด้านกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวทาง One CBM เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% ช่วยลดความซ้ำซ้อนและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทน (Alternative Fuel: AF) เป็น 25%-35% ส่งผลให้งวด 9 เดือนมีกำไรสำหรับงวด 7,459 ล้านบาท เติบโต 53% ขณะที่ เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) สร้างผลงานโดดเด่นในเวียดนาม มียอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนเติบโต 32% และเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตโรงงาน Dai Loc อีก 6 ล้านตารางเมตรในไตรมาส 4 ปี 2569
ส่วนกลุ่มธุรกิจแพคเกจจิ้ง (SCGP) สร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากยอดขายและอุปสงค์ที่ฟื้นตัวในอินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดีย โดยงวด 9 เดือนมีกำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท เติบโตถึง 106% และ Adjusted Cash EBITDA แตะ 15,725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% ผ่านการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานอย่างรัดกุม รวมถึงการขยายเครือข่ายการผลิตกระดาษคุณภาพสูงและขยายการลงทุนในบริษัท จินจงฟา อุตสาหกรรมกระดาษ จำกัด (JZF) เพื่อรองรับตลาดส่งออก
สำหรับทิศทางปี 2570 นายธรรมศักดิ์ย้ำว่า เอสซีจีจะมุ่งต่อยอดการปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ ทั้งโครงการร่วมทุนปิโตรเคมี โครงการอีเทนที่เวียดนาม การขยายแพลตฟอร์มปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cement) และการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตทั่วอาเซียนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
#SCG #SCGC #GC #ผลประกอบการ #ปิโตรเคมี #TheReporterAsia

