ท่ามกลางสมรภูมิเทคโนโลยีที่ความต้องการขุมพลังการประมวลผลพุ่งทะยานจนราคาฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์ดีดตัวสูงขึ้นถึงสามเท่า ภาคธุรกิจกลับไม่อาจหยุดนิ่งหรือยอมแพ้ต่อแรงเสียดทานด้านต้นทุนได้ วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จึงเปิดฉากขับเคลื่อนทิศทางดิจิทัลยุคถัดไปด้วยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์จากซอฟต์แวร์บนจอภาพสู่หุ่นยนต์กายภาพตัวจริง ควบคู่การปักธงรับกระแสกรีนเทคและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค สะท้อนนิยามใหม่ของการผสานเทคโนโลยีให้กลายเป็นฟันเฟืองทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้อย่างทรงพลัง
เปิดศักราชใหม่เทคโนโลยี เมื่อคำสั่งพรอมต์ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจอ
การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ เมื่อระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงการจำลองผลลัพธ์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป ทว่ากำลังแปรสภาพไปเป็นพลังขับเคลื่อนโครงสร้างธุรกิจที่มองเห็น สัมผัส และสั่งการได้ในโลกความเป็นจริง งานแสดงเทคโนโลยีครั้งสำคัญ VST ECS The Show Day in Bangkok 2026 จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่รวบรวมโซลูชันไอทีและนวัตกรรมจากพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก เพื่อเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ เจ้าของผลิตภัณฑ์ และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันโดยตรง
นายบุญชัย อัศวชัยสุวิกรม ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดูแลกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพร์ซ และโครงสร้างพื้นฐานไอทีและโซลูชัน ได้อธิบายถึงทิศทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ว่า “แนวคิด Prompt The Next Frontier ไม่ใช่แค่การป้อนคำสั่งเพื่อสร้างผลลัพธ์บนหน้าจอ แต่คือจุดเริ่มต้นของการสั่งการระบบอัจฉริยะ เพื่อสร้างคุณค่าและยกระดับโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีขององค์กรไทยในปัจจุบัน ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจที่แท้จริง ผ่านการวางรากฐานนวัตกรรมที่บูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงานหลักอย่างเป็นรูปธรรม
ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมไอทีระลอกใหม่นี้ วีเอสที อีซีเอส ได้วาง 3 แกนหลักเป็นกลยุทธ์สำคัญ ประกอบด้วย เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Infrastructure & Data Center) ซึ่งทั้งสามเสาหลักนี้ไม่เพียงสะท้อนทิศทางของตลาดเทคโนโลยีโลก แต่ยังเป็นคำตอบในการแก้ปัญหาคอขวดที่องค์กรธุรกิจในไทยกำลังเผชิญหน้า ท่ามกลางกระแสการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ก้าวข้ามสู่ฟิสิคัลเอไอ หุ่นยนต์อัจฉริยะลงพื้นที่ลุยงานเสี่ยงภัยจริง
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองที่สุดคือการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ไปสู่เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ หรือ Physical AI & Robotics ซึ่งเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์มาบรรจุลงในโครงสร้างฮาร์ดแวร์ที่เคลื่อนไหวได้ เช่น หุ่นยนต์สี่ขา (Robot Dog) และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) โดยภายหลังการเปิดตัวหุ่นยนต์แบรนด์ Agibot พบว่าทิศทางของตลาดในประเทศไทยมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังมีความท้าทายเรื่องการขาดแคลนบุคลากรด้านซอฟต์แวร์ที่จะนำฮาร์ดแวร์มาเขียนโปรแกรมต่อยอดก็ตาม
การนำไปใช้งานจริงเริ่มปรากฏผลชัดเจนในหลากหลายมิติ ภาคการศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำได้นำหุ่นยนต์เหล่านี้ไปศึกษา วิจัย และเขียนโครงการเพื่อประมูลงานเชิงวิชาการและอุตสาหกรรม ขณะที่หน่วยงานภาครัฐได้ร่วมมือกับกลุ่ม System Integrator (SI) ในการนำหุ่นยนต์สี่ขา (Robot Dog) มุดเข้าไปสำรวจอุโมงค์ร้อยสายไฟใต้ดินในพื้นที่อันตรายที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้ แสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ส่วนภาคอุตสาหกรรมอีเวนต์และความบันเทิงก็นำไปจัดแสดง โชว์เต้น และต้อนรับบุคคลสำคัญในพิธีเปิดงานต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย
นายบุญชัย อัศวชัยสุวิกรม ระบุเพิ่มเติมถึงแผนงานระยะยาวและรูปแบบการดำเนินธุรกิจว่า “ในอนาคตเราจะมุ่งไปสู่หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ (Healthcare & Elderly Care) หุ่นยนต์จะทำอะไรได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุม (Customize Program) ซึ่งเรากำลังจับมือกับบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ 3–4 แห่ง ส่วนรูปแบบธุรกิจมีทั้งการให้เช่า (Rental) และการซื้อขาด ปัจจุบันโมเดลเช่ากำลังได้รับความนิยมสูง นอกจากนี้ เทรนด์หุ่นยนต์รุ่นใหม่ ๆ ก็มีความเหมือนมนุษย์และฉลาดขึ้นมาก” ความร่วมมือเชิงลึกกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของหุ่นยนต์เหล่านี้ให้ตอบโจทย์สังคมสูงวัยของไทยได้อย่างสมบูรณ์

ไซเบอร์ซีเคียวริตี้สูตรใหม่ ชูเอไอปะทะแฮกเกอร์พร้อมเปิดกว้างด้านราคา
เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ถูกพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เหรียญอีกด้านหนึ่งคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น แฮกเกอร์ยุคใหม่หันมาใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงในการเจาะระบบ ค้นหาช่องโหว่ ขโมยข้อมูลสำคัญ และเรียกค่าไถ่องค์กรธุรกิจอย่างมีแบบแผน ส่งผลให้ระบบป้องกันแบบดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับการโจมตีที่มีความเร็วระดับเสี้ยววินาทีได้อีกต่อไป
เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาคธุรกิจไทย วีเอสที อีซีเอส จึงมุ่งเน้นการนำเสนอโซลูชันความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI เข้ามาต่อกรกับการโจมตีของกลุ่มผู้ไม่หวังดีโดยตรง ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะเหล่านี้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมที่ผิดปกติ ตรวจจับรูปแบบภัยคุกคามที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน และระงับเหตุการณ์โจมตีได้แบบอัตโนมัติก่อนที่จะสร้างความเสียหายแก่ฐานข้อมูลขององค์กร
นอกจากประสิทธิภาพในการปกป้องข้อมูลแล้ว กลยุทธ์สำคัญอีกประการคือการสร้างความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ บริษัทได้เปิดกว้างโซลูชันจากแบรนด์พันธมิตรที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านราคาและความคุ้มค่าให้แก่ภาคธุรกิจทุกขนาด ช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัยระดับองค์กรสากลได้โดยไม่แบกรับภาระต้นทุนด้านไอทีที่หนักหน่วงจนเกินไป
ปลดล็อกปมดาต้าเซ็นเตอร์ โอกาสทองของไทยในฐานะฮับโครงสร้างพื้นฐาน
การขยายตัวของการลงทุนในศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ในประเทศไทย กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวชั่วคราวเนื่องจากติดขัดข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบของชุมชน ในอดีตโครงการต่าง ๆ เคยได้รับการอนุมัติใบอนุญาต แต่ในเวลาต่อมาต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบซ้ำอย่างละเอียด เนื่องจากมีข้อร้องเรียนจากชุมชนรอบข้างทั้งเรื่องปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าอย่างมหาศาล และความกังวลด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับการกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟบนอาคารสูงในปริมาณมากถึงราว 400,000 ลิตร
อย่างไรก็ดี หากภาครัฐสามารถสร้างความชัดเจนและสะสางกฎระเบียบต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการบริหารจัดการไฟฟ้าอย่างยั่งยืน หรือการสนับสนุนการตั้งศูนย์ข้อมูลออกไปนอกเขตเมือง กลุ่มทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มทุนจากตะวันออกกลางและผู้ให้บริการคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) พร้อมที่จะนำเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาลงทุนในไทยทันที เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและเสถียรภาพโดยรวมของประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่ง
เมื่อเปรียบเทียบในมิติทางภูมิศาสตร์ระดับภูมิภาค ประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบสูงมาก ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเผชิญภาวะสงครามและความไม่สงบ ขณะที่สิงคโปร์หยุดรับการลงทุนศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมเนื่องจากพื้นที่เต็มและข้อจำกัดด้านทรัพยากรไฟฟ้า ด้านเวียดนามและฟิลิปปินส์มักประสบปัญหาภัยธรรมชาติจากพายุไต้ฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ส่วนอินโดนีเซียมีความเสี่ยงสูงจากแผ่นดินไหวและแนวภูเขาไฟ ศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งของไทยจึงเป็นตัวเลือกที่มั่นคงและเหมาะสมที่สุดสำหรับการเป็นศูนย์กลางข้อมูลแห่งภูมิภาค
เอกชนสู้ราคาอุปกรณ์พุ่งชนเพดาน ขณะที่จัดซื้อภาครัฐสะดุดเงื่อนไขทีโออาร์
ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการประมวลผลขั้นสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ปัญหาชิปประมวลผล AI ขาดแคลนได้ดันราคาฮาร์ดแวร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ ชิปหน่วยความจำ (RAM) และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage) พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซ้ำเติมด้วยค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่ปรับขึ้นอีกประมาณ 10–20% ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือชิปประมวลผลของ Nvidia ที่มีระยะเวลารอรับสินค้า (Lead Time) ยาวนานถึง 9 เดือน เนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกยังคงล้นหลาม
แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่มูลค่าการลงทุนรวมของตลาดไอทีระดับองค์กรเอกชนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร และธุรกิจโทรคมนาคม ที่ยังคงเดินหน้าจัดซื้อและลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง นายบุญชัย อัศวชัยสุวิกรม ชี้ชัดว่า “หากเอกชนไม่ลงทุนก็จะแพ้คู่แข่ง” พร้อมอธิบายถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการในฐานะดิสทริบิวเตอร์ว่า “เราต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับเวนเดอร์ผู้ผลิตอย่างใกล้ชิด และต้องสำรองสินค้า (Stock) เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าตัว เพื่อให้มีของพร้อมส่ง แม้ต้นทุนสินค้าจะสูงขึ้นและต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้นก็ตาม”
ในทางตรงกันข้าม การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของภาครัฐกลับต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเงื่อนไข “ราคากลาง” ในข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (TOR) เมื่อราคาอุปกรณ์ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจนเกินงบประมาณที่เคยตั้งกรอบไว้ การประมูลจึงต้องถูกยกเลิกและเริ่มต้นเขียนร่าง TOR ใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการนานหลายเดือน ดั่งเช่นกรณีโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาในปีก่อนหน้าที่สินค้าปรับราคาสูงขึ้นจนไม่สามารถจัดซื้อได้และต้องเลื่อนงบประมาณข้ามปี
พลังงานแสงอาทิตย์ติดปีก โตกระฉูดรับมาตรการลดหย่อนภาษีภาครัฐ
นอกเหนือจากความสำเร็จในตลาดคอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแล้ว กลุ่มธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์หรือ Solar Solution ของ วีเอสที อีซีเอส ยังสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทได้ให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาดแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ไปจนถึงระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ซึ่งตอบสนองโดยตรงต่อกระแสการลดการปล่อยคาร์บอนและการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจ
การจัดจำหน่ายของกลุ่มธุรกิจนี้ดำเนินการผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้รวมระบบหรือ System Integrator (SI) และกลุ่มผู้รับเหมาติดตั้งระบบพลังงาน โดย วีเอสที อีซีเอส ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่จัดหาสินค้าคุณภาพสูงเท่านั้น แต่ยังเข้าไปช่วยสนับสนุนโปรแกรมทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่คู่ค้า ส่งผลให้พันธมิตรทางธุรกิจสามารถรับงานติดตั้งโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
จากกลยุทธ์ดังกล่าว ประกอบกับแรงหนุนเชิงบวกจากนโยบายภาครัฐที่เปิดให้มีสิทธิลดหย่อนภาษีตั้งแต่ 50,000 ถึง 200,000 บาท ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจโซลาร์เซลล์ของบริษัทมีอัตราการเติบโตในรอบปีนี้เกือบ 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตอกย้ำความพร้อมของ วีเอสที อีซีเอส ในฐานะผู้นำระบบบริหารจัดการและตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีครบวงจร ที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับพลังงานยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
#VSTECS #TheShowDay2026 #PhysicalAI #Robotics #Cybersecurity #DataCenter #EnterpriseIT #SolarSolution #เศรษฐกิจดิจิทัล

