ท่ามกลางมรสุมความผันผวนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ต้องเผชิญความท้าทาย บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ยังคงพิสูจน์ความแข็งแกร่งด้วยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมเปิดฉากแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกระยะ 2 ปี ยกระดับการแข่งขันทั่วภูมิภาคอาเซียน
ผ่างบครึ่งปีแรก 2569 ผลงานโตสวนกระแสเศรษฐกิจผันผวน
การดำเนินงานของ SCGD ในไตรมาสที่ 2 และภาพรวมครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนถึงศักยภาพการบริหารจัดการท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจได้อย่างเด่นชัด โดยไม่รวมรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการด้อยค่าสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจจากโครงการรวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย (Plant Consolidation) ในไตรมาสที่ 2 บริษัทฯ สามารถทำรายได้จากการขายได้สูงถึง 5,370 ล้านบาท พร้อมรักษาระดับ Adjusted EBITDA ไว้อย่างแข็งแกร่งที่ 805 ล้านบาท และมีกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท (Adjusted Profit) อยู่ที่ 268 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการรักษาอัตราการทำกำไรไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 SCGD สามารถทำรายได้รวมสะสมได้ถึง 10,922 ล้านบาท โดยมี Adjusted EBITDA รวม 1,566 ล้านบาท และสร้างกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทได้สูงถึง 500 ล้านบาท ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้มาจากรายได้ในต่างประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดในประเทศเวียดนาม ผสานกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน ตลอดจนการบริหารทางการเงินอย่างเข้มงวดและรัดกุม ทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาสภาพคล่องและการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) ได้อธิบายถึงเบื้องหลังผลการดำเนินงานว่า “ไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกปี 2569 ผลการดำเนินงาน SCGD เติบโต โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการด้อยค่าสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจจากโครงการรวมศูนย์การผลิตในไทย (Plant Consolidation) เป็นผลจากรายได้ที่ต่างประเทศที่เติบโตโดยเฉพาะในเวียดนาม การบริหารจัดการต้นทุนเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน และการบริหารการเงินอย่างรัดกุม ส่งผลให้สามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้ ทั้งนี้ รายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (One-time expense) และเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash items)”
ส่องแผนกลยุทธ์ 2 ปี รุกเวียดนามสู่ฐานผลิตและส่งออกระดับภูมิภาค
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตในระยะยาว SCGD เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกระยะ 2 ปี (2569-2570) โดยวางเป้าหมายให้ประเทศเวียดนามเป็น “เสาหลักแห่งการเติบโต” และเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อการส่งออกของกลุ่มบริษัท ผ่านการดำเนินงานของ PRIME เวียดนาม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างสูง เห็นได้จากปริมาณการขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีปริมาณการส่งออกเติบโตกระโดดสูงขึ้นกว่าร้อยละ 71 เมื่อเทียบกับปีก่อน
นอกจากนี้ การส่งออกกระเบื้องจากฐานการผลิตในเวียดนามไปยังประเทศฟิลิปปินส์ยังเติบโตอย่างน่าทึ่งด้วยปริมาณมากถึง 0.76 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวสูงถึงร้อยละ 162 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายหลักที่ต้องการกระจายสินค้าคุณภาพสูงไปสู่ตลาดศักยภาพในภูมิภาค การเร่งขยายกำลังการผลิตตามแผนงานที่กำหนดไว้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านห่วงโซ่อุปทาน และดันความพร้อมของฐานการผลิตเวียดนามให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่กำลังฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการขยายกำลังการผลิตในประเทศเวียดนามดังกล่าวกำลังดำเนินไปตามแผนงานอย่างเรียบร้อย และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้ PRIME เวียดนาม มีสัดส่วนกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมด ช่วยยกระดับโครงสร้างสินค้าของบริษัทฯ ให้ตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการวัสดุตกแต่งสไตล์โมเดิร์นที่มีความทนทานสูงและเป็นที่นิยมในตลาดสากลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทรานสฟอร์มฐานผลิตไทย ยกระดับประสิทธิภาพการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
สำหรับยุทธศาสตร์ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็น “เสาหลักแห่งความสามารถทำกำไร” SCGD ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแข่งขันผ่านโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลน (Plant Consolidation) ควบคู่กับการลงทุนในสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนรูปแบบใหม่ที่นำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาประยุกต์ใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ โดยการปรับโครงสร้างกระบวนการผลิตในครั้งนี้จะช่วยขจัดความซ้ำซ้อน และยกระดับมาตรฐานการผลิตของโรงงานในไทยให้มีความทันสมัยสูงสุด
การปรับตัวในไทยได้รับการวางเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 ซึ่งเมื่อโครงการ Plant Consolidation และการติดตั้งระบบ Automation เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลงได้อย่างมีนัยสำคัญประมาณร้อยละ 16 ถึง 20 การลดลงของต้นทุนดังกล่าวจะกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาต่ำ พร้อมทั้งรักษาอัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ตกแต่งพื้นผิวในไทยให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ของไทยยังแสดงสัญญาณการเติบโตที่ดีเยี่ยม โดยยอดขายในกลุ่มธุรกิจใหม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารพอร์ตสินค้าและสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างหลากหลายเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเร่งขยายเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียน เพื่อต่อยอดฐานลูกค้าสุขภัณฑ์ให้ครอบคลุมและสร้างการเติบโตยอดขายในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
ผสานกำลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่สวิส-จีน ลุยตลาด Smart Toilet ในไทย
อีกหนึ่งก้าวสำคัญในแผนยุทธศาสตร์คือการบุกเข้าสู่ตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะอย่างเต็มตัว โดยบริษัท สยามซานิทารีแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสุขภัณฑ์ชั้นนำภายใต้แบรนด์ COTTO ได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก Axent Switzerland AG ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์อัจฉริยะชั้นนำจากประเทศจีน ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตและประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) รวมถึงสุขภัณฑ์ไร้ถังพักน้ำ (Tankless Toilet) ขึ้นภายในประเทศไทย
ความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้มีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 96,000 ชิ้นต่อปี เพื่อรองรับเทรนด์การอยู่อาศัยยุคใหม่ที่เน้นนวัตกรรม สุขอนามัย และความสะดวกสบาย การจับมือกับ Axent Switzerland AG จะช่วยผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมสุขภัณฑ์ระดับพรีเมียมจากพันธมิตร เข้ากับความแข็งแกร่งของแบรนด์ COTTO ที่มีฐานลูกค้าและเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วอาเซียน สร้างความได้เปรียบทางการค้าและขยายฐานเค้กในตลาดสุขภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
นายนำพล มลิชัย ได้กล่าวถึงการพัฒนาและทิศทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ว่า “SCGD เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกระยะ 2 ปี (2569-2570) เสริมความสามารถการแข่งขัน และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว ผ่านโครงการขยายกำลังการผลิตในเวียดนาม ยกระดับฐานการผลิตในไทย พร้อมเดินหน้าสู่ธุรกิจสุขภัณฑ์อัจฉริยะผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างสยามซานิทารีแวร์ ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ชั้นนำในแบรนด์ COTTO กับพันธมิตรจีน (Axent Switzerland AG) เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบ สุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart toilet) และสุขภัณฑ์ไร้ถังพักน้ำ (Tankless toilet) ในไทย ด้วยกำลังการผลิต 96,000 ชิ้นต่อปี รองรับตลาดที่จะเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจสุขภัณฑ์”
วินัยทางการเงินระดับสูง พร้อมปันผลกลางปี ตอบแทนผู้ถือหุ้น
โครงสร้างทางการเงินของ SCGD ในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก โดยบริษัทฯ มีรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสะสมรวมกันสูงถึง 9,218 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25 ของสินทรัพย์รวมทั้งหมด ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Net Debt to EBITDA) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.4 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) อยู่เพียง 0.2 เท่า เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่เข้มงวดและความยืดหยุ่นสูงในการรองรับแผนการลงทุนในอนาคต
จากผลการดำเนินงานที่โดดเด่น คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 ในอัตรา 0.155 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 256 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ที่ร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิที่ไม่รวมรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยมีกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 สิงหาคม 2569
ด้านนายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD ให้ความเห็นเน้นย้ำถึงความมั่นคงทางการเงินว่า “SCGD ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตผ่านการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบริหารต้นทุน การบริหารกระแสเงินสด และการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 9,218 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของสินทรัพย์รวม และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.4 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.2 เท่า สะท้อนความยืดหยุ่นทางการเงิน พร้อมรองรับแผนการลงทุนในอนาคต”
มุ่งสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ได้รับเลือกติดโผทำเนียบหุ้นยั่งยืน ESG
นอกเหนือจากผลงานด้านการเงินและการขยายธุรกิจแล้ว SCGD ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลักการการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับจากองค์กรประเมินภายนอก โดยล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เข้าอยู่ในทำเนียบ “บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน (ESG Emerging List)” รวมถึงได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี จากการประเมินโดยหน่วยงาน ESG Rating ของสถาบันไทยพัฒน์
รางวัลและการยอมรับในระดับสากลนี้ ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ SCGD ในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการมีธรรมาภิบาลที่ดี ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและการเป็นผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในระดับภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง
นายนำพล มลิชัย ได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จและเป้าหมายของบริษัทฯ ไว้ว่า “SCGD ได้รับการคัดเลือกให้เข้าอยู่ในทำเนียบ ‘บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน (ESG Emerging List)’ และได้รับคัดเลือกเป็นหลักทรัพย์ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี จากการประเมินโดยหน่วยงาน ESG Rating ของสถาบันไทยพัฒน์ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการเป็นผู้นำธุรกิจควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน”
#SCGD #SCGDecor #COTTO #SmartToilet #ผลประกอบการ2569 #หุ้นปันผล #ESG100 #วัสดุตกแต่งและสุขภัณฑ์

