องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งอุตสาหกรรมหัตถกรรม เครื่องเคลือบจิ่งเต๋อเจิ้น ของจีน เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 48 ณ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้ประเทศจีนมีจำนวนแหล่งมรดกโลกรวมเพิ่มขึ้นเป็น 61 แห่ง โดยการยกย่องครั้งนี้สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี การสร้างสรรค์ศิลปะ และอิทธิพลทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบโบราณที่มีต่ออารยธรรมโลกมายาวนาน
ประวัติศาสตร์การผลิตเครื่องเคลือบและความเป็นมา
แหล่งอุตสาหกรรมหัตถกรรม เครื่องเคลือบจิ่งเต๋อเจิ้น ตั้งอยู่ที่มณฑลเจียงซีทางตะวันออกของจีน ประกอบด้วยแหล่งมรดกหลายแห่งที่สะท้อนระบบอุตสาหกรรมหัตถกรรมเครื่องเคลือบ ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 จนถึงศตวรรษที่ 19 พื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์การผลิตเครื่องเคลือบยาวนานนับพันปี โดยมีการค้นพบเตาเผาโบราณหลากรูปแบบหลายสิบแห่ง พร้อมหลักฐานเครื่องเคลือบเก่าแก่ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซ่ง (ปี 960-1279) จนถึงยุคราชวงศ์ชิง (ปี 1644-1911)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิต คือความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินเหนียวจีน (China clay) หรือดินเกาหลิ่ง และวัตถุดิบจำเป็นอื่นๆ รวมถึงการมีแม่น้ำฉางเจียงไหลผ่าน ซึ่งช่วยเชื่อมโยงเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นเข้ากับทะเลสาบโผหยางและแม่น้ำแยงซี ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าช่างฝีมือยังได้คิดค้นสูตรผสมดินเกาหลิ่งเข้ากับวัตถุดิบอื่นในสัดส่วนพิเศษมาตั้งแต่กว่า 700 ปีก่อน ช่วยให้เนื้อดินทนอุณหภูมิสูงเกิน 1,300 องศาเซลเซียสได้โดยไม่เสียรูปทรง
สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ชี้ว่าช่างฝีมือในเมืองเลือกที่จะเผยแพร่ทักษะการผลิตอย่างเปิดเผยมากกว่าการเก็บเป็นความลับ ส่งผลให้ประวัติศาสตร์การผลิตเครื่องเคลือบของเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นมีบทบาทสำคัญในระดับสากล โดยเฉพาะในการค้าเครื่องเคลือบยุคก่อนอุตสาหกรรม และคณะกรรมการมรดกโลกระบุว่าสถานที่แห่งนี้ยังเป็นตัวแทนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมต่างพื้นที่อีกด้วย

โครงสร้างเศรษฐกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ในอดีต โจเซฟ นืดแฮม นักวิชาการชาวสหราชอาณาจักร เคยนิยามให้เมืองจิ่งเต๋อเจิ้นเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ขณะที่การค้นพบทางโบราณคดีชี้ว่า ผังเมืองและถนนหนทางถูกจัดวางตามระบบอุตสาหกรรม เนื่องจากสถานที่ผลิต สถานที่ค้าขาย และบ้านเรือนถูกสร้างให้อยู่ใกล้เคียงกัน สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศระบุเพิ่มเติมว่า การวางผังเมืองขนานใหญ่ การแบ่งงานอย่างเป็นระบบ และการผลิตที่มีมาตรฐาน ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของเศรษฐศาสตร์องค์กรอุตสาหกรรม (industrial organization) ในยุคหัตถกรรม
อิทธิพลของเครื่องเคลือบจิ่งเต๋อเจิ้นแผ่ขยายไปไกลในระดับนานาชาติ โดย หวงชุนเหมา ศาสตราจารย์ประจำสถาบันวิจิตรศิลป์ส่วนกลางของจีน กล่าวว่าเครื่องเคลือบจิ่งเต๋อเจิ้นได้ส่งอิทธิพลต่อแวดวงภาพวาด เครื่องเรือน สถาปัตยกรรม และการประดับตกแต่งในยุโรป รวมถึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสำแดงอารยธรรมจีนและขับเคลื่อนโลกาภิวัฒน์ทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน
ในปัจจุบัน ระบบการทำงานและการแบ่งงานที่เคยค้ำจุนความสำเร็จในอดีตยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเครื่องเคลือบของเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นในปัจจุบันมีการจ้างงานประชาชนมากกว่า 1 แสนคน ถือเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นฐานรากในการขับเคลื่อนรายได้ของท้องถิ่นอย่างมั่นคง
ก้าวสู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมและนวัตกรรมสร้างสรรค์
เมืองจิ่งเต๋อเจิ้นในปัจจุบันยังคงเติบโตในฐานะ “เมืองหลวงเครื่องเคลือบ” ที่มีชีวิตชีวา โดยมีผู้สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ด้านการผลิตเครื่องเคลือบมากกว่า 3,200 คน นอกจากนี้ เมืองยังได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งงานฝีมือและศิลปะพื้นบ้าน ในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์และการพัฒนาในยุคใหม่
ทิศทางการพัฒนาเมืองต่อจากนี้จะเน้นการต่อยอดมรดกเดิมสู่คุณค่าใหม่ โดย เฉินเค่อหลง เจ้าหน้าที่อาวุโสในเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น กล่าวว่าการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ ซึ่งเมืองจะยังคงยึดมั่นในความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม คุ้มครองวัฒนธรรมเครื่องเคลือบ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งสร้างเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในระดับสากลต่อไป
การได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์โบราณสถานและประวัติศาสตร์การผลิตเครื่องเคลือบอันยาวนานเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสใหม่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนานวัตกรรมหัตถกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นอย่างยั่งยืนในอนาคต
#เครื่องเคลือบจิ่งเต๋อเจิ้น #มรดกโลก #UNESCO #เศรษฐกิจจีน #มณฑลเจียงซี





